• รีวิว Honda City RS รถสปอร์ตซิตี้คาร์ เพิ่มชุดแต่งพร้อมฟังก์ชั่นเกินค่าตัว

    20 พ.ค. 63 2,002
    รีวิว Honda City RS รถสปอร์ตซิตี้คาร์ เพิ่มชุดแต่งพร้อมฟังก์ชั่นเกินค่าตัว
    Honda City RS (ฮอนด้า ซิตี้ อาร์เอส) รถยนต์ซีดานในกลุ่มซิตี้คาร์ที่คาบเกี่ยวลงมาลงแข่งขันในตลาด "อีโค่คาร์" โดยรุ่น "RS" นับเป็นรุ่นที่เพิ่มความพิเศษ มาพร้อมชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน กระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS กันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัวสปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ มาตรวัดเรืองแสงสีแดง และสีภายนอกใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) ที่มีเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น ในราคา 739,000 บาท 
    จุดเด่น Honda City RS

    ชุดแต่ง RS รอบคัน
    ภายนอกของ Honda City รุ่นพิเศษ RS โดดเด่นและมีความพิเศษกว่ารุ่น SV ที่เป็นตัวท็อปสุดจากราคา 665,000 บาท จ่ายเพิ่มเพียง 74,000 บาท จะเพิ่มเติมความสปอร์ตด้วยชุดไฟหน้า LED สไตล์เดียวกับใน ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ไฟตัดหมอก LED ชุดแต่งรอบคัน กระจังหน้า กระจกมองข้าง สปอยเลอร์หลัง เสาอากาศครีบฉลามเป็นสีดำ Gloss Black ส่วนชายด่านล่างของกันชนหน้าและหลังลายคาร์บอน ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดนี้ราคาก็น่าจะเกินกว่า 50,000 บาทแล้ว โดยเฉพาะไฟหน้าแบบ LED นั้น หากเบิกใหม่มาใส่ย่อมมีทะลุ 20,000 บาทต่อชุดแน่นอน 

    ไฟหน้า LED มีเฉพาะรุ่น RS เท่านั้น 

    กระจังหน้าพร้อมสัญลักษณ์ RS 

    กระจกมองข้างสีดำ Gloss Black

    กันชนหน้าตัดด้วยสีดำ ไฟตัดหมอก LED มีเฉพาะรุ่น RS อีกแล้ว..

    ชายกันชนหน้าเป็นลายคาร์บอน

    กันชนหลังทรงสปอร์ต RS 

    สปอยเลอร์หลัง สีดำ Gloss Black

    เสาอากาศครีบฉลามสีดำ Gloss Black

    ชายล่างกันชนหลังแอบมีดิฟฟิวเซอร์และลายคาร์บอน

    ในรุ่นให้ RS ล้อแม็ก 16 นิ้ว และยาง Yokahama bluearth-a 

    ใหม่..สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะ RS นะครับ
    ภายในที่ตกแต่งเพิ่มมาให้ ได้แก่ เบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่สลับผ้าตกแต่งด้วยด้ายสีแดง เพิ่มลำโพงเป็น 8 ตำแหน่ง และช่องจ่ายไฟสำรองผู้โดยสารตอนหลัง 2 ตำแหน่ง แค่นั้นยังดูธรรมดาไปเพราะยังสามารถซื้อรุ่นรองลงมาแล้วไปติดตั้งเองได้ แต่ฟังก์ชั่นต่อไปนี้ไม่สามารถติดตั้งเองได้ต้องมาจากโรงงานเท่านั้นนั่นคือ "ระบบแพดเดิ้ลชิฟบนพวงมาลัย" "ระบบความคุมความอัตโนมัติ Cruise Control" หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง ระบบเครื่องเสียงเพิ่ม Honda CONNECT และ "ม่านถุงลมนิรภัย" อุปกรณ์เหล่านี้ต้องติดตั้งมาจากโรงงานรถยนต์ฮอนด้าเพื่อการใช้งานที่มีสเถีรภาพแม่นยำและความปลอดภัย   

    ภายในดีไซน์ใหม่หมด

    พวงมาลัยทรงเดียวกับในแอคคอร์ดใหม่ หุ้มหนังเดินด้านแดง

    จอสัมผัส 8 นิ้ว เพิ่ม Honda CONNECT รองรับ IOS และ Android Auto

    ปุ่ม Eco และ ปุ่มเปิด-ปิดระบบการทำงาน Auto Stop/Start 

    เบาะหลังกว้างใกล้เคียงรุ่นก่อนหน้า

    แป้นคันเร่ง-เบรกซิ่ง "RS"  

    เพิ่มลำโพงเป็น 8 ตำแหน่ง

    รองรับ Android Auto แต่ต้องโหลดแอพพลิเคชั่น Weblink ใส่มือถือไว้

    Honda CONNECT ระบบช่วยเหลือต่าง ๆ เหมือนOperator ส่วนตัว ซึ่งต้องโหลดแอฟและติดต่อกับศูนย์ฮอนด้า

    เพิ่ม Cruise Control 

    มาตรวัดแบบเรื่อนแสงพร้อมจอแสดงผลตรงกลางเล็ก ๆ น่ารัก
    สมรรถนะและการทดลองขับ
    Honda City RS มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่เบนซิน DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 12 วาล์ว Water/Liquid- Intercooler หรือใช้ระบบระบายความร้อนของอากาศที่อัดจากเทอร์โบด้วยน้ำนั่นเอง 

    ชุดระบายความร้อนจากการอัดอากาศเทอร์โบแบบน้ำไหลเวียน

    มีกระบอกน้ำระบายความร้อน 2 ชุดนะดูให้ดี ๆ ซ้ายหม้อน้ำเครื่อง-ขวาหม้อน้ำอินเตอร์คูลเลอร์ 
    มาพร้อมความจุ 988 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 - 4,500 รอบ/นาที เท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.6 - 1.8 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ CVT อัตราการประหยัดน้ำมันที่เคลมจากโรงงาน 23.8 กิโลเมตร/ลิตร ระบบเปลี่ยนเกียร์ Paddle พวงมาลัยแบบ 7 สปีด มาตรฐานไอเสียยูโร 5 (EURO 5) รองรับน้ำมัน E20 
    หลังจากได้สัมผัสสมรรถนะของเครื่อง 1.0 ลิตร เทอร์โบแล้วนับว่าแรงเอาเรื่อง อัตราเร่งทั้งออกตัวและแซงนั้นตอบสนองได้อย่างทันใจกำลัง 122 แรงม้า แรงบิด 173 นิวตัน-เมตร แบบ Flat Torque เริ่มต้นตั้งแต่ 2,000 - 4,500 รอบ/นาที ฉุดรถขนาด 1,165 กิโลกรัม จากจุดหยุดนิ่งไปแตะที่ 100 กิโลเมร/ชั่วโมง ไม่เกิน 11 วินาที อัตราเร่งแซงทันใจ แต่ก็มีจุดที่ยังต้องทำความคุ้นเคยในเรื่องของการตอบสนองของคันเร่งที่มีจังหวะ "หยุดคิด" ของระบบสั่งการ เมื่อต้องการเร่งแซงอย่างกระทันหันด้วยการกดคันเร่งแบบ "คิกดาวน์" จะมีอาการ "รอ" ประมาณ 2 วินาทีกว่าเครื่องยนต์จะเริ่มตอบสนอง และมีอาการ "รอ" อีกเล็กน้อยก่อนที่จะมีกำลังพุ่งทยานออกไป ซึ่งเมื่อเร่งจนได้รอบแล้วก็นับว่ามีความสนุกเร้าใจไม่น้อย 
    โดยที่อาการ "รอรอบ" นั้นอาจเกิดจากขนาดความจุเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร ช่วงรอบต่ำ ๆ มีแรงดันในการการคายไอเสียมาปั่นโข่งหลังเทอร์โบได้น้อย จึงต้องแลกกับการเสียกำลังบางส่วนไปเพื่อไปหมุนใบพัดเทอร์โบ พร้อมกับสมองกลคำนวนว่าจะต้องปรับอัตราทดของเกียร์ CVT ระดับได้ แต่เมื่อได้รอบแล้วก็มีกำลังแบบจัดเต็ม ๆ ซึ่งตรงนี้เองที่สำหรับ "มือใหม่หัดขับเครื่องเทอร์โบ" อาจต้องทำความคุ้นเคย เพราะเมื่อเหยียบคันเร่งหนัก ๆ ลงไปในช่วงระยะเวลาแรก ๆ จะไม่ค่อยแสดงอาการ แต่เมื่อกำลังของเครื่องยนต์มาหลังจากนั้นไม่นานก็จะพุ่งไปข้างหน้าอย่าง "เกรี่ยวกราด" ถ้าไม่คุ้มชินอาจไปเบรกที่ท้ายรถคันหน้าแทนก็เป็นได้ครับ 
    หากต้องการเร่งแซงแบบรวดเร็วจริง ๆ ควรใช้ Paddle Shift ควบคุมไปด้วย เพราะจะทำให้การเปลี่ยนจังหวะและรอบเครื่องยนต์ตอบสนองได้เร็วกว่า แถมยังเปลี่ยนเล่นได้เองถึง 7 จังหวะ นอกจากนี้ประโยชน์ของเจ้า Paddle Shift ยังช่วยลดความเร็วด้วยการใช้ Engine Brake เมื่อลงเนินหรือต้องการชะลอความเร็วด้วยการลดตำแหน่งเกียร์ลงอีกด้วย ทั้งสนุกทั้งปลอดภัย  
    น้ำหนักพวงมาลัย เบรก เหมาะสมกับการใช้งานในตัวเมือง พวงมาลัยที่ตอบสนองไวและน้ำหนักเบาเลี้ยวง่ายและวงแคบมาก แถมยังหมุนเพียงประมาณ 1 รอบก็เลี้ยวสุด พร้อมยังควบคุมได้ดีในความเร็วเดินทางที่ไม่สูงนัก 80 - 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนการควบคุมพวงมาลัยในความเร็วสูง ๆ นั้นดูน่ากลัวเกินไป เพราะพวงมาลัยมีความไวและเบาบวกกับช่วงล่างที่เน้นนุ่มนวล จึงอาจต้องเกร็งมือให้นิ่งและขยับโยกพวงมาลัยให้นุ่มนวลและให้น้อยที่สุดเมื่อต้องเปลี่ยนเลน เพื่อไม่ให้รถมีอาการแกว่งและโคลงตัว  
    เรื่องความเร็วสูงสุดคงไม่จำเป็นต้องทดสอบเพราะข้อกำหนดของกฏหมายบนทางหลวงขนาด 4 เลนขึ้นไปไม่ควรเกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งซิตี้เทอร์โบนั้นก็ใช้เวลาไม่นานเกิน 15 วินาทีก็ถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้สบาย และสามารถไปแตะที่ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมงอย่างไม่ยากนัก (ความจริงก็แอบลองแหละครับ....)

    Paddle Shift ควบคุมความแรงได้ดั่งใจ 

    ระบบช่วงล่างที่เน้นความนุ่มนวลในการเดินทาง หรือขับขี่ในตัวเมือง ในความเร็วสูงอาจต้องระมัดระวังมากขึ้น

    รองรับแก๊สโซฮอลสูงสุด E20

    ขับในเมืองนอกเมืองได้หมด
    แต่!!! รถยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานแบบ "ซิตี้คาร์" เป็นหลักจุดประสงค์คือ รถยนต์ขนาดกระทัดรัด ใช้งานคล่องตัวในเมือง ประหยัด ดูแลง่าย ให้ความสะดวกสบาย จึงไม่ใช่รถที่จะต้องใช้ความเร็วสูง ดังนั้นทางฮอนด้าประเมินว่าระบบช่วงล่างและเบรกเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้ว หากอยากซิ่งก็คงต้องปรับปรุงสมรรถนะช่วงล่างและเบรคเพิ่มเติมอีกที 
    สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มขึ้นเมื่อขับขี่เจ้าฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ อาร์เอส นั่นคือ ระบบช่วงล่างและเบรก เนื่องจากการที่ซิตี้เทอร์โบ ใหม่ นี้ถูกเหมารวมอยู่ในทั้ง B-Segment และ Ecocar ในคันเดียว และแน่นอนว่าเรื่องของการปรับปรุงชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ในบางอย่างถูกจัดให้อยู่ในรถยนต์อีโค่คาร์ เช่น ระบบช่วงล่างที่นุ่มนวลอาจไม่ตอบสนองกับกำลังเครื่องยนต์ที่แรงเกินตัว เสียงลมปะทะและยางบดถนนที่เริ่มดังขึ้นเมื่อขับเกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป ระบบเบรคแบบหน้าดิสก์หลังดรัม อาจหยุดความแรงได้ไม่เนียนนัก หรือวัสดุบางชิ้นภายนอก-ภายใน และออปชั่นบางอย่างที่ควรจะมีออกไปบ้าง 

    ซิตี้ เทอร์โบ RS ยังเป็นดรัมเบรกที่ล้อหลัง ถ้าเป็นดิสก์น่าจะสมบูรณ์แบบเลย
    แต่หากมองอีกมุมคือ ทางฮอนด้าอยาก "เทคโนโลยีใหม่" แก่ผู้ที่ต้องการประหยัดแบบรถอีโค่คาร์ แต่ให้สมรรนถะดีราวกับรถ 1.8 ลิตร นั่นคือ เครื่องยนต์ 3 สูบ เทอร์โบ 1.0 ลิตรนี่เองที่เหนือกว่าคู่แข่งทั้ง 2 ระดับ เพียงอาจขอปรับลดความจำเป็นบางอย่างออกไปเพื่อให้ราคาขายไม่สูงเกินไป ข้อนี้เข้าใจตรงกันนะครับ
    ความประหยัดของซิตี้เทอร์โบนั้น แน่นอนว่าเครื่องความจุ 1.0 ลิตร พื้นฐานกินไม่จุอยู่แล้ว และน้ำหนักตัวรถก็ไม่เยอะมาก 1 ตันนิด ๆ ทำให้ไม่ต้องใช้กำลังในการลากตัวรถให้เคลื่อนที่เยอะ โดยรวมความประหยัดแบบขับขี่ในเมืองและนอกเมือง รวมทั้ง ต้องการความสนุกจึง "ขยี้คันเร่ง" บ่อยกว่าปกติ ได้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยบนมาตรวัดดีที่สุด 14.4 กิโลเมตร/ลิตร แต่หลังจากที่ได้ทดลองอัตราเร่งในทุกความเร็วหลาย ๆ ครั้ง ตัวเลขจะลดลงมาราว ๆ 12-13 กิโลเมตร/ลิตร 
    แต่ในการถ่ายรีวิวครั้งนี้มีช่วงที่จอดแช่ติดเครื่องยนต์เอาไว้นานเกิน 30 นาที ตัวเลขลงมาที่ และเนื่องจากความจุถังเพียง 40 ลิตร จึงทำให้ระดับเข็มน้ำมันลดลงเร็วตามไปด้วย แม้จะอัตราสิ้นเปลืองไม่มากแต่มีน้อย จึงไม่ต้องตกใจว่าทำไมระดับน้ำมันลดลงเร็วโดยเฉพาะหาก "ซัด" เพิ่มความสนุกด้วยการ "คิกดาวน์" บ่อย ๆ น้ำมันลดลงเร็วขึ้น แต่ว่าเติมคืนไม่กี่ร้อยก็กลับสู่สภาวะปกติแล้วครับ

    วิ่งยาวทั่วไป 

    เริ่มมีเร่งแซงบ่อย ๆ

    อัตราเร่งเฉลี่ยใช้งานในเมือง

    ตัวเลขนี้ "ขยี้คันเร่งบ่อย"  บวกกับจอดนิ่ง ๆ 

    ความจุ 40 ลิตร กับระยะทางที่วิ่งได้ตอนเต็มถังกับน้ำมัน E20 

    มนต์สเน่ของสาย "วีเทค" เค้า
    ความสะดวกสบายและปลอดภัย
    Honda City RS ให้ความสะดวกสบายด้วยกุญแจสมาร์ทคีย์แตะมือจับก็ปลดล็อคทันที สวิตช์สตาร์ทเครื่องยนต์ แอร์อัตโนมัติ จอสัมผัส 8 นิ้ว รองรับ Apple Carplay และ Android Auto นับว่าขาดไม่ได้ในปัจจุบันโดยเฉพาะใช้ดู Google Map และรุ่น RS เพิ่มระบบ Honda CONNECT ที่เหมือนมีเลขาส่วนตัวประจำรถมีคอยเตือนสถานะต่าง ๆ เช่น ค้นหาตำแหน่งรถ, ตรวจสอบประวัติเข้าบริการ, สั่งสตาร์รถ ล็อค-ปลดล็อค เป็นต้น โดย Honda CONNECT ไม่ได้ทดลองใช้งานเพราะต้องเป็นรถที่มีชื่อเจ้าของจริงและลงทะเบียนกับทางบริษัทฮอนด้าเท่านั้น นอกจากนี้ยังมี แป้น Paddle Shift ที่พวงมาลัย ระบบ Cruise Control ช่องจ่ายไฟด้านหลัง 2 ตำแหน่ง ที่เท้าแขนพร้อมช่องวางแก้วเบาะหลัง  

    เครื่องเสียงใช้งานง่ายระบบเสียงดีเกินตัว

    Iphone เสียบ USB ขึ้นจอทันที 

    Android เสียบ USB ก็ขึ้น Google Map ได้ด้วย

    แอร์ออโตไม่แยกปรับอุณหภูมิ แต่ก็หนาวซะใจแล้ว

    หน้าตาแอปพลิเคชั่น Honda CONNECT 

    โหลดแล้วก็ทำตามขั้นตอนได้เลย

    ช่อง USB ด้านหน้า 2 จุด ช่องจ่ายไฟ 12V อีก 1 จุด

    ด้านหลังก็ชาร์จมือถือได้แต่ถ้าเป็นช่อง USB สัก 1 จุดก็ยิ่งดีครับ

    ตำแหน่งคนขับระดับความสูง ระยะห่างพวงมาลัยดี เบาะเล็กไปหน่อย
    ท่านั่งขับนั้นได้ระดับพอดีเพราะพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง จึงไม่เป็นปัญหา แต่ว่าตัวเบานั้นมีขนาดเล็กไปหน่อย ผู้ทดสอบสูง 176 ซม. และขนาดตัว... ตามรูป นั่งแล้วไหล่เลยเบาะพิง และหมอนพิงหัวระดับต่ำ ต้องปรับเลื่อนขึ้นเล็กน้อยจึงจะพอดีตัว โดยรวมท่าขับระยะห่างและการควบคุมพวงมาลัยอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เบาะขนาดเล็กนั่งนาน ๆ จะไม่สบายเท่าไหร่ครับ

    ขาลอยเพราะพื้นวางเท้าสูง
    ตำแหน่งเบาะข้างคนขับกว้างช่วงขาโล่งโปร่งสบายดี แต่ตัวเบาะก็ยังมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ทดสอบเช่นกัน เบาะรองนั่งสั้นและระดับพื้นวางขาจะสูงไปสักหน่อยทำให้เขาลอยไม่แนบกับเบาะนั่ง ส่วนเบาะหลังนับว่าแจ่มเลยครับ พื้นที่กว้างขวางใกล้เคียงรุ่นก่อนหน้าที่ทำไว้ดีมาก ๆ เบาะก็นั่งได้พอดีตัว พื้นที่วางขารวมทั้งระดับหัวเข่านับว่ากำลังพอดี แม้ลองนั่งตำแหน่งเบาะหลังคนขับที่ปรับระยะเอาไว้แล้วก็ยังมีช่องว่างเหลือสบาย ๆ  

    นั่งสบายสุดและกว้างขวาง

    รุ่น RS เบาะหลังมีเท้าแขนกับที่ว่างแก้วน้ำมาให้
    ความปลอดภัยของรุ่น RS ที่ให้ระบบความปลอดภัยมากสุดของซิตี้ใหม่ ซึ่งปกติในทุกรุ่นย่อยจะมีอุปกรณ์มาตรฐานให้แบบครบ ๆ อยู่แล้ว เช่น โครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON ถุงลม 4 ตำแหน่ง (คู่หน้า ด้านข้าง) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) และรุ่น SV เพิ่มกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) แต่รุ่น RS จะเพิ่มจากรุ่น SV ให้อีกนิดคือ ถุงลม 6 ตำแหน่ง (ม่านถุงลม) ถ้ามองภาพรวม ๆ แล้วก็ให้ความปลอดภัยกับชีวิตเราเพิ่มขึ้นนิด   

    ม่านถุงลมคู่หน้า

    ม่านถุงลมคู่หลัง

    กล้องมองหลังปรับได้ 3 มุมกล้อง

    ยางอะไหล่แบบยุ่น ล้อเล็กและเบาสะดวกดี
    ความคุ้มค่ากับราคา
    Honda City RS รถยนต์ที่มีฟังก์ชั่นเทียบเท่ารถพรีเมี่ยม ให้ความสะดวกสบาย ประหยัด บำรุงรักษาต่ำ เพิ่มระบบที่ช่วยให้การขับขี่แบบเดิม ๆ ให้สนุกมากขึ้น ปลอดภัยขึ้น และโดดเด่นขึ้น สำหรับผู้ที่หลงไหลความสปอร์ตแต่ยังต้องการความประหยัด ขับง่ายคล่องตัว แรงแบบสั่งได้ไม่อายใคร กับความคุ้มค่าในราคา 739,000 บาท นับว่าได้ชุดแต่งรอบคันกับระบบ Paddle Sift และ Cruise Control ก็เกินคุ้มแล้ว ยังมีม่านถุงลมนิรภัยให้อีก จ่ายเพิ่มจากรุ่น SV ราคา 665,000 บาท เพียง 74,000 บาทเท่านั้น Honda City RS จึงนับเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้คุ้มค่า
    • สินธนุ จำปีศรี
    • สินธนุ จำปีศรี
      Car GURU Thailand

    รีวิวรถยนต์ล่าสุด

    รีวิวล่าสุดอื่นๆ