บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ในประเทศไทย เปิดตัว NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV โฉมใหม่ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด REFINEMENT โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมรูปโฉมใหม่ที่ผสานความหรูหราทันสมัยและความสปอร์ตอย่างลงตัว ติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง 26 ระบบ และฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน โดยมีให้เลือกทั้งแบบเครื่องเบนซินเทอร์โบ และ Plug-in Hybrid ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายนนี้ หรือ ที่โชว์รูมเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ
มร. จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักที่สร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ เราได้เห็นการเชื่อมต่อเทคโนโลยีเข้ากับรถยนต์ในรูปแบบใหม่ๆ และการพัฒนารถรุ่นใหม่ก็ถูกกำหนดโดยซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ เอ็มจี เราไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาและพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกค้าคนไทยได้มีประสบการณ์การขับขี่ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวทันอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เราเป็นผู้นำในการติดตั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระหว่างคนกับรถในตลาดรถยนต์เมืองไทย และเป็นรายแรกที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งการฟังก์ชั่นในรถยนต์ได้ด้วยเสียงภาษาไทยภายใต้ชื่อระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งปัจจุบันระบบนี้สามารถอัพเดทฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ ผ่านทางออนไลน์หรือ FOTA (Firmware – Over – The -Air) สร้างความสะดวกสบายในการใช้งานรถยนต์ได้มากยิ่งขึ้น สำหรับ NEW MG HS นอกจากจะมาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่แล้วยังมีการติดตั้งเทคโนโลยี ระบบ AR NAVIGATION (ระบบนำทางเสมือนจริง) เป็นครั้งแรกในกลุ่มรถ C-SUV พร้อมการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกมากมายซึ่งจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เป็นอย่างดี”

เอ็มจี แนะนำ MG HS รุ่นแรกสู่ตลาดเมืองไทยในปีพ.ศ. 2562 และสามารถสร้างการจดจำให้กับแบรนด์เอ็มจี ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นหลัก (Key player) ในกลุ่ม C-SUV ในประเทศไทย สำหรับ NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV โฉมใหม่ มาพร้อมกับนิยาม REFINEMENT สะท้อนความเป็นรถยนต์สปอร์ตพรีเมี่ยม SUV ที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตอย่างลงตัว


ด้านภายนอกมากับกระจังหน้า DNA ใหม่ สี 2-Tone ดีไซน์ Digital Burning Grille กับกันชนหน้า, กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ พร้อมท่อไอเสียคู่ และไฟหน้าแบบ QUAD LED Projector ที่มี Daytime Running Lights


ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ Full LED และยังมีไฟ Welcome Light ส่วนสปอยเลอร์หลังมาพร้อมราวหลังคา, Panoramic Sunroof ขนาดใหญ่ และ ฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้า มีฟังก์ชั่นปรับระดับสูง-ต่ำ พร้อมสั่งการผ่านทางรีโมทคอนโทรล และ ล้ออัลลอยด์ BI-COLOUR ดีไซน์ใหม่ ขนาด 18 นิ้ว

ภายในใช้วัสดุบุนุ่มแบบ Soft Touch ให้ความรู้สึกหรูหราและพรีเมี่ยมในทุกรายละเอียด พร้อมฟังก์ชั่นที่ให้ทั้ง ความสะดวกสบายและคุณค่าระหว่างการขับขี่ที่ครบครัน ซึ่งมีทั้งสีดำ และ 2-Tone ขาว - น้ำเงิน ส่วนเบาะหนังคู่หน้าแบบ Sport Bucket Seat ใช้วัสดุ Alcantara ที่มีระบบปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ส่วนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อม Paddle Shift

ในห้องโดยสารยังสามารถปรับ Interactive Ambient Light ในห้องโดยสาร ได้ถึง 64 เฉดสี


หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ Full Virtual Dashboard ขนาด 12 นิ้ว และ หน้าจอกลาง แบบ Multi-Function Touchscreen ขนาด 10 นิ้วส่วนระบบเสียง Surround เหนือระดับ กับ BOSE 8.1 Sound System พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แบบ Dual Zone ทีมีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และระบบกรองอากาศ PM 2.5

พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยด้วยการติดตั้งระบบนำทางเสมือนจริง หรือ AR NAVIGATION ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกล้องหน้าที่ถ่ายทอดสภาวะแวดล้อมจริงในขณะเดินทางร่วมกับระบบนำทาง Navigation แบบ real time ช่วยให้การใช้งานระบบนำทางแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ไปถึงการพัฒนาระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกสบายมากกว่าเดิม และระบบกุญแจดิจิตอล (Digital Key Technology) อีกทั้งยังมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานสากลสูงสุดถึง 26 ระบบ และระบบช่วยผู้ขับขี่หรือระบบ ADAS ที่เทียบเท่ากับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับที่ 2

พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังจากระบบขับเคลื่อนทั้งแบบเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST (Twin Clutch Sportronic Transmission) แบบ 7 สปีด ให้พละกำลังสูงสุดถึง 162 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตันเมตร ในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบต่อนาที มีรูปแบบการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Normal, Eco, Sport และSuper Sport

และเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้พละกำลังสูงสุด 284 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion แบบโมดูล ขนาดใหญ่ 16.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)(แบตเตอรี่มาตรฐานความปลอดภัย AMERICAN UL2580 และมาตรฐาน IP67 ในการป้องกันน้ำและฝุ่น) ระบบเกียร์แบบ EDU II – 10 Speeds ทำให้สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (EV Mode) ได้ไกลถึง 67 กิโลเมตร รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี มีรูปแบบการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ EV,Normal, Eco, Sport และSuper Sport และยังมีระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 3 ระดับ

NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV มี 5 รุ่นย่อย แบ่งออกเป็นรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปจำนวน 3 รุ่น ได้แก่ C, D และ X และรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริดจำนวน 2 รุ่น ได้แก่ PHEV D และ PHEV X พร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) สีเทา (Metal Ash Grey) และสีแดง (Scarlet Red)
ราคา NEW MG HS รุ่นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร
- NEW MG HS รุ่น C 939,000 บาท
- NEW MG HS รุ่น D 1,089,000 บาท
- NEW MG HS รุ่น X 1,159,000 บาท
ราคา NEW MG HS PHEV รุ่นเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริด
- NEW MG HS PHEV รุ่น D 1,299,000 บาท
- NEW MG HS PHEV รุ่น X 1,379,000 บาท
NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV จะเปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 และที่โชว์รูมเอ็มจีทุกสาขาทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่จอง NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายนนี้ จะได้รับข้อเสนอพิเศษ ดังนี้
NEW MG HS
- ดาวน์เริ่มต้นที่ 5% หรือดอกเบี้ยพิเศษ 0.90 % นาน 4 ปี
- ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ความคุ้มครอง 1 ปี
- ประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.
NEW MG HS PHEV
- ดาวน์เริ่มต้นที่ 5% หรือดอกเบี้ยพิเศษ 0.90 % นาน 4 ปี
- ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ความคุ้มครอง 1 ปี
- ประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.
- ฟรี MG Home Charger พร้อมค่าติดตั้ง
- แบตเตอรี่แรงดันสูงรับประกันนาน 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้ามารับชมพร้อมทดลองขับได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึงวันที่ 3 เมษายนนี้ ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี หรือที่โชว์รูมเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็ปไซด์ www.mgcars.com
