ไอคอนบทความ

บทความคอนโดโครงการใหม่

icon-filter ค้นหาคอนโดแบบละเอียด
product filter
product filter
product filter
product filter
product filter
product filter
product filter
product filter
product filter
product filter

บัญญัติ 10 ประการก่อนเซ็น "สัญญาจะซื้อจะขายคอนโด" (มือสอง)

Share
บัญญัติ 10 ประการก่อนเซ็น "สัญญาจะซื้อจะขายคอนโด" (มือสอง)
 
ช่วงนี้ มีแฟนๆ Checkraka ถามกันมาเยอะว่า พอดีอยากขายคอนโดที่มีอยู่ เลยอยากรู้ว่าเวลาทำสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด (มือสอง) มีประเด็นสำคัญอะไรที่ต้องระวังบ้าง? วันนี้ทีมงาน Checkraka ได้ทำข้อสรุป 10 เรื่องสำคัญที่ทั้งคนขาย และคนซื้อควรตกลงกันให้ชัดเจนในสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมือสองมาให้ดูกันครับ (เนื้อหาข้างล่างจะไม่รวมสัญญาของคอนโดมือหนึ่งจากโครงการโดยตรงและการขายดาวน์โครงการที่ยังไม่โอนนะครับ เพราะสัญญามือหนึ่งพวกนี้จะร่างโดยผู้ประกอบการโครงการ และตามหลักต้องเป็นไปตามสัญญามาตรฐานเสมอ ดูสัญญามาตรฐานมือหนึ่งได้ที่นี่ )

1. ควรจะมีเงินมัดจำ

สำหรับคนขาย เงินมัดจำจะเป็นการประกันว่าคนซื้อจะซื้อแน่ไม่เบี้ยว ในขณะเดียวกันสำหรับคนซื้อ เงินมัดจำจะการเป็นยืนยันว่าสัญญาจะซื้อจะขายเกิดขึ้นแล้ว และโดยหลักการ คนขายห้ามนำคอนโดห้องนี้ไปขายให้คนอื่นอีก จำนวนเงินมัดจำที่กำหนดกันมีได้ 2 แบบคือ
  • กำหนดกันเป็นเปอร์เซนต์ ส่วนใหญ่ก็ 10% ของราคาซื้อขาย หรือ
  • กำหนดแบบเหมาเลย เช่น 10,000 บาท หรือ 30,000 บาท เป็นต้น ขึ้นอยู่กับราคาคอนโด
สำหรับผู้ซื้อ หากได้จ่ายมัดจำให้คนขายเลยในวันทำสัญญา ก็ควรเขียนในสัญญาให้ชัดว่าผู้ขายได้รับมัดจำนี้แล้วในวันทำสัญญาหรือจะให้คนขายเซ็นหนังสือยืนยันการรับเงิน (Receipt) ให้คนซื้อเก็บไว้ก็ได้

2. ต้องชัดเจนว่าจะซื้อ-จะขายรวมอะไรบ้าง?

คนซื้อ และคนขายควรตกลงกันในสัญญาจะซื้อจะขายว่า การซื้อขายคอนโดนี้รวมอะไรบ้าง โดยควรเขียนให้ชัดเจนในตัวสัญญา หรือทำเป็น List รายการ หรือถ่ายรูปแนบเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาก็ได้ เช่น รวมแอร์กี่ตัว? มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรบ้าง? ให้เฟอร์นิเจอร์อะไรบ้าง? ห้องชุดนี้จอดรถได้กี่คัน? ได้ Keycard กี่อัน? สำหรับคนขายหากได้จ่ายค่าส่วนกลางล่วงหน้าไปแล้ว (รวมถึงค่า Sinking Fund) ก็อย่าลืมพิจารณาตัวเลขพวกนี้เข้าไปในราคาซื้อขายด้วย สำหรับคนซื้อ หากไม่อยากได้เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ ก็ควรต่อรองส่วนลดราคากับคนขายให้เรียบร้อย เช่น หากไม่เอาเฟอร์นิเจอร์บางอย่าง จะลดราคาเท่าไหร่บ้าง

3. ค่าธรรมเนียม และภาษีต่างๆ ใครออก?

เวลาซื้อขายคอนโดมือสอง ควรกำหนดกันให้ชัดเจนในสัญญาจะซื้อจะขายว่า ใครออกค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง หลักๆ เลยจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือประเภทที่คิดคำนวณบนราคาประเมินอย่างเดียวไม่สนใจราคาซื้อขายจริง (คือ ข้อ (ก) และ (ข) ข้างล่าง) และประเภทที่คิดคำนวณบนจำนวนที่สูงกว่าระหว่างราคาประเมิน และราคาซื้อขายจริง (คือ ข้อ (ค) และ (ง) ข้างล่าง) ตามนี้
(ก) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอน 2% ของราคาประเมิน ส่วนใหญ่จ่ายคนละครึ่ง และ
(ข) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของฝั่งคนขายที่เป็นบุคคลธรรมดาจะมีสูตรการคำนวณอยู่โดยคิดจากราคาประเมิน และจำนวนปีที่ถือครอง และในทางปฏิบัติเจ้าพนักงานที่ดินจะคำนวณมาให้เลย ส่วนใหญ่ผู้ขายควรต้องออก (คิดคำนวณโดยเฉลี่ยสุทธิออกมาแล้ว มักจะอยู่ประมาณ 3-5%) และ
(ค) ภาษีธุรกิจเฉพาะ หากคนขายซื้อมาไม่ถึง 5 ปี หรือไม่ใส่ชื่อตัวเองในทะเบียนบ้านเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาประเมิน หรือราคาซื้อขายจริง แล้วแต่อันใดจะสูงกว่า ส่วนใหญ่คนขายควรต้องออก หรือ
(ง) ถ้าการซื้อขายนี้ไม่โดนภาษีธุรกิจเฉพาะ ก็ต้องเสียค่าอากรแสตมป์แทนในอัตรา 0.5% ของราคาประเมิน หรือราคาซื้อขายจริง แล้วแต่อันใดจะสูงกว่า ส่วนใหญ่จ่ายคนละครึ่งหรือคนขายออก ดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายทุกอย่างได้ที่นี่

4. ถ้าคนซื้อกู้ธนาคารไม่ผ่าน?

สำหรับคนซื้อ หากจะกู้ธนาคารเพื่อซื้อคอนโดห้องนี้ ควรระบุกับคนขายให้ชัดเจนในสัญญาว่า ถ้ากู้ไม่ผ่าน จะได้คืนเงินมัดจำหรือไม่ ในขณะที่คนขายก็ควรจะต้องตกลงกับคนซื้อให้ชัดเจน และเขียนกันไปในสัญญาเลยว่า การกู้ไม่ผ่านมีความหมายครอบคลุมอย่างไร เช่น ต้องกู้ไม่ผ่านกี่ธนาคาร ต้องแสดงหลักฐานการปฏิเสธเงินกู้ของธนาคารหรือไม่ และถ้าจะคืนเงินมัดจำ จะคืนแบบทั้งหมด หรือคืนแค่บางส่วน ในทางปฏิบัติ คู่สัญญาบางรายอาจทำสัญญาจะซื้อจะขาย 2 ฉบับเลย เช่น ฉบับแรก ตั้งราคาสูงๆ เพื่อกู้ธนาคาร และฉบับสอง ตั้งราคาต่ำๆ เพื่อเสียภาษีหรืออากรต่ำๆ ซึ่งบางทีก็อาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการก็ได้ เพราะโดยหลักการแล้ว ธนาคารจะปล่อยกู้บนพื้นฐานของจำนวนราคาประเมินที่ธนาคารประเมินเองอยู่แล้ว ไม่ได้ปล่อยกู้บนจำนวนราคาซื้อขายของคู่สัญญาที่เขียนอยู่ในสัญญาจะซื้อจะขาย 

5. ขายตามสภาพ หรือขายพร้อม Warranty?

โดยปกติ การซื้อขายคอนโดมือสอง คนขายก็ย่อมขายคอนโดตามสภาพที่เป็น และตามสภาพที่คนซื้อได้ดู และได้เห็น (ภาษาสัญญาจะเรียกว่า "as is, where is") สำหรับคนซื้อ หากเป็นคนละเอียด ควรต้องดำเนินการ 2 ขั้นตอนดังนี้ คือ
  1. ก่อนตกลงราคา ควรตรวจสภาพห้องให้ชัดเจน ถ้าเจอตกไหนบกพร่อง เช่น เห็นรอยร้าว ก็ควรนำมาพิจารณาในเรื่องราคา และ 
  2. หากตกลงซื้อขายกันแล้ว ในสัญญาจะซื้อจะขายอาจระบุได้ว่า ถ้าเจอข้อบกพร่องในภายหลังเป็นต้นว่า 30 วันหลังจากโอนแล้ว เพิ่งค้นพบว่าคอนโดห้องนี้มีจุดน้ำรั่วซึม คนซื้อจะมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ หรือมีสิทธิบังคับให้คนขายต้องส่งคนมาซ่อมด้วยค่าใช้จ่ายคนขายเองก็ได้ อย่างไรก็ดี เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องเจรจาตกลงกันทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจนครับว่าจะมี หรือไม่มี

6. ถ้าคนซื้อเบี้ยว?

ทางออกที่ง่าย และชัดเจนที่สุดในกรณีที่คนซื้อเบี้ยวก็คือ ระบุในสัญญาไปเลยว่า ถ้าคนซื้อเบี้ยวไม่มารับโอนเมื่อถึงเวลากำหนดโอนกัน คนขายจะยึดเงินมัดจำทั้งหมดได้เลย โดยไม่ต้องแจ้งใดๆ กันอีก และคนขายมีสิทธินำคอนโดห้องนี้ไปขายต่อให้คนอื่นได้เลย นอกจากนี้ ในกรณีผิดสัญญากันแบบนี้ ทั้งคนซื้อ และคนขายควรต้องเก็บสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของอีกฝ่ายไว้ก็ดีนะครับ เผื่อต้องใช้ในการติดตาม หรือต้องถึงขั้นฟ้องร้องกัน จะได้ตามตัวกันถูกครับ

7. ถ้าคนขายเบี้ยว?

ทางออกสำหรับคนซื้อในกรณีคนขายเบี้ยว (เช่น ไม่มาโอนเมื่อถึงวันนัด หรือแอบเอาห้องนี้ไปขายให้คนอื่นเพราะได้ราคาที่ดีกว่า) ก็คือ ต้องระบุในสัญญาจะซื้อจะขายให้ชัดเจนว่า ถ้าคนขายผิดสัญญา คนขายต้องคืนเงินมัดจำทั้งจำนวนให้คนซื้อโดยทันที และต้องจ่ายค่าปรับให้คนซื้ออีกด้วย ซึ่งจำนวนค่าปรับก็กำหนดกันได้หลากหลายแล้วแต่จะตกลงกันครับ เช่น ค่าปรับเป็นจำนวนเท่ากับ 50% ของจำนวนเงินมัดจำ หรือค่าปรับเท่ากับจำนวนเงินมัดจำ หรือกำหนดให้คืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี เป็นต้น

8. ตกลงวันโอนให้ชัดเจน

ตามกฎหมาย การโอนอสังหาริมทรัพย์ (เช่น ห้องชุดคอนโด) จะต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินเสมอ มิฉะนั้นจะเป็นโมฆะ ดังนั้น การเซ็นสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดนี้จึงยังไม่มีผลเป็นการโอนโดยทันที ทั้งคนซื้อและคนขายต้องไปทำ "หนังสือสัญญาซื้อขายตราครุฑ อ.ช. 23" ที่กรมที่ดิน (ดูสัญญาซื้อขายห้องชุดได้ที่นี่) และจดทะเบียนที่กรมที่ดินกันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงต้องกำหนดวันที่จะไปจดทะเบียนโอนกันให้ชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่มักระบุเป็นภายใน 30 วันนับจากวันทำสัญญาจะซื้อจะขายนี้

9. ต้องมีหนังสือรับรองการปลดหนี้

ก่อนวันโอน คนขายจะต้องเคลียร์หนี้ค่าส่วนกลางให้หมด เพราะในการโอนคอนโดนั้น เจ้าพนักงานกำหนดให้ต้องมีการนำ "หนังสือรับรองการปลอดหนี้" มาแสดงด้วยเวลาจดทะเบียนโอน (ซึ่งต้องเซ็นโดยผู้จัดการนิติบุคคลด้วยตามแบบของกรมที่ดินข้างล่างนี้) ไม่งั้นเจ้าพนักงานจะไม่รับจดทะเบียนโอนคอนโดให้ อนึ่ง หนังสือรับรองการปลอดหนี้จะพูดถึงแค่ค่าส่วนกลางตามมาตรา 18 ของ พรบ. อาคารชุดเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงค่าน้ำ และค่าไฟด้วย ดังนั้น คนซื้อและคนขายควรกำหนดให้ชัดเจนว่าค่าน้ำ และค่าไฟฟ้าต่างๆ นับจนถึงวันที่คนขายยังเป็นเจ้าของคอนโดนี้ คนขายจะต้องชำระเองให้หมดสิ้น และนำใบเสร็จมาแสดงให้คนซื้อดูด้ํวย แต่ถ้านิติบุคคลเป็นคนเก็บค่าน้ำ ทางนิติบุคคลมักกำหนดให้เคลียร์ค่าน้ำให้หมดด้วยเลย ไม่งั้นจะไม่เซ็นหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้

10. โอนมิเตอร์และทะเบียนบ้านต่างๆ ให้เรียบร้อย

นอกจากตัวคอนโดแล้ว ปกติมิเตอร์ไฟฟ้า ทะเบียนบ้าน และโทรศัพท์ มักจะอยู่ในชื่อคนขายด้วย ดังนั้น คนซื้อควรระบุในสัญญาจะซื้อจะขายให้คนขายช่วยดำเนินการ หรือเตรียม หรือเซ็นเอกสารเพื่อการโอนเรื่องพวกนี้ให้คนซื้อให้เรียบร้อยภายในเวลาที่จะตกลงกันด้วย ทางที่ดีควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่กำหนดกันว่า เป็นวันโอนกรรมสิทธิ์คอนโดไปเลย ดูตัวอย่างแบบฟอร์มการเปลี่ยนตัวผู้ใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงได้ที่นี่ และ ดูวิธีการเปลี่ยนชื่อในทะเบียนบ้านได้ที่นี่
สุดท้ายนี้ ทาง Checkraka หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการช่วยให้ทั้งคนซื้อและคนขาย ซื้อขายคอนโดมือสองกันอย่างราบรื่นไม่มีปัญหานะครับ ฝั่งคนขายก็ Happy ได้เช็คเงินสดกลับบ้านไป ในขณะที่ฝั่งคนซื้อก็ Happy ถือกุญแจ และคีย์การ์ดไปคอนโดอย่างมีความสุข ..... พบกันใหม่คราวหน้ากับเนื้อหาดีๆ อย่างนี้จาก Checkraka.com อีกนะครับ
 
แท็กที่เกี่ยวข้อง สัญญาจะซื้อจะขายคอนโด
เขียนโดย เช็คราคา.คอม Condo Guru

Line กูรู
พูดคุยกับกูรูได้ที่

แนะนำคอนโดล่าสุด

ศุภาลัย | ซิตี้ โฮม ศุภาลัย | ซิตี้ โฮม
พราว เรียล เอสเตท | พราว เรียล เอสเตท |
รมย์ คอนแวนต์ (ROMM Convent) 8,500,000 บาท
เสนาดีเวลลอปเม้นท์ | เสนา คิทท์ เสนาดีเวลลอปเม้นท์ | เสนา คิทท์
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ | ออริจิ้น เพลส ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ | ออริจิ้น เพลส
ออริจิ้น เพลส รามคำแหง 153 (Origin Place Ramkhamhaeng 153) 1,890,000 บาท

บทความคอนโดโครงการใหม่ล่าสุด

ดูทั้งหมด