• รถยนต์ใหม่
  • รถยนต์ใหม่
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • ลองขับ Honda Accord ใหม่ 1.5 EL และ e:HEV TECH เพิ่ม SENSING รุ่นเริ่มต้นพร้อมความประหยัดลุคพรีเมี่ยมไม่แพ้กัน

    8 ก.ย. 64 1,286
    Honda Accord ใหม่ 1.5 EL และ e:HEV TECH เพิ่ม SENSING รุ่นเริ่มต้นประหยัดลุคพรีเมี่ยมไม่แพ้กัน
    Honda Accord ใหม่รถยนต์ซีดานรุ่นพรีเมี่ยมหรูหราที่ปรับเพิ่มอุปกรณ์ในหลายจุด ติดตั้ง "ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง" (Honda SENSING) ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นมาพร้อม 3 รุ่นย่อย EL ราคา 1,499,000 บาท , e:HEV EL+ ราคา 1,639,000 บาท และ e:HEV TECH ราคา 1,799,000 บาท ซึ่งในรุ่น e:HEV แตกต่างกันที่รุ่น TECH เพิ่มซันรูป, สปอบเลอร์หลัง, Head-up Display, กล้องมองภาพรอบทิศทางและระบบช่วยจอดพร้อมเบรกอัตโนมัติ และเซ็นเซอร์ 4 จุดพร้อมเตือนชนขณะถอยหลัง  
    และสำหรับวันที่ทีมงานเช็คราคารับรถทดสอบที่ศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้าบางชัน ทั้ง 2 รุ่นคือ 1.5 VTEC TURBO EL และ e:HEV TECH 1 คันต่อ 1 สื่อภายใน 1 วันเต็ม เช้าและบ่ายสลับรุ่นกัน โดยก่อนจะได้ร่วมทดสอบก็มีการตรวจโควิด-19 จากทีมพยาบาล นอกจากนี้มีการทำความสะอาดพร้อมฆ่าเชื้อก่อนสลับรุ่นกันขับเพื่อความมั่นใจอีกด้วยครับ โดยเริ่มในรุ่น 1.5 VTEC TURBO EL กันก่อนและต่อด้วย e:HEV TECH 
    Accord 1.5 VTEC TURBO รุ่นเริ่มต้นขยับราคาอีก 24,000 บาท เพิ่มออปชั่นคุ้มมากขึ้น
    Honda Accord EL ราคา 1,499,000 บาท (ราคารุ่นก่อนหน้า 1,475,000 บาท บาท) เพิ่มจากเดิม 24,000 บาท ได้ออปชั่นจัดเต็มคุ้มค่าแค่ Honda Sensing ก็คุ้มแล้วครับ ภายนอกติดตั้งไฟตัดหมอกหน้า LED และเพิ่มกรอบท่อไอเสียสแตนเลสดูพรีเมี่ยมกว่าเดิม ล้ออัลลอย 17 นิ้ว แต่อุปกรณ์ภายในนั้นเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าได้แก่
    • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
    • กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ (Auto Dimming Rearview Mirror)
    • ม่านบังแดดกระจกข้างด้านหลัง (Rear Door Window Sunshades)
    • กระจกไฟฟ้านิรภัยพร้อมระบบ One-touch 4 ตำแหน่ง (All One-touch Safety Power Windows)
    • ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) โดยสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์และสั่งการเปิดเครื่องปรับอากาศได้จากระยะไกล เพื่อเตรียมพร้อมบรรยากาศที่ผ่อนคลายก่อนออกเดินทาง
    • ระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ (One Push Ignition System)
    • ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) 
    • ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง และด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
    • ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน



    เสริมด้วยความสะดวกสบาย
    • เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง 4 ทิศทาง
    • ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น-ลงรถ (Memory Seat with Easy Entry/Exit)
    • เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับได้ มาพร้อมพนักเท้าแขนด้านหลังแบบเปิดผ่านห้องสัมภาระท้าย 
    • มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว
    • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri 
    • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา พร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง
    ระบบความปลอดภัย ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) 
    • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
    • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
    • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)
    • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
    เสริมด้วยระบบเดิมที่มีอยู่อีกได้แก่
    • ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)
    • กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)
    • ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor)
    • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Brake Hold
    • ถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS)
    • ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น
    แม้ว่าราคาจะเกือบ 1.5 ล้านบาท แค่อุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นมาจากรุ่นเดิมนั้นนับว่าราคาเกินกว่า 24,000 บาทแล้วครับ 
    สมรรถนะ 1.5 Di VTEC TURBO ขับสนุกกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร
    สำหรับสมรรถนะของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 243 นิวตัน-เมตร เกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) แม้จะอยู่ในแอคคอร์ดที่มีน้ำหนักตัว 1,464 กิโลกรัม นับว่าตอบสนองได้ดีไม่แตกต่างจากเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร และอาจจะขับสนุกกว่าเพราะมี "หอยพิษ" 
    การออกตัวมีอาการรอรอบอยู่บ้างเล็กน้อยถ้ากดคันเร่งแบบคิกดาวน์สุด แต่เมื่อรอบเครื่องกับเกียร์เริ่มสัมพันธ์กันก็เร่งออกตัวได้เร็วขึ้น เวลาเร่งแซงมีรอจังหวะเปลี่ยนระบบแปรผันของเกียร์สักพักนึง เมื่อได้รอบแล้วความเร็วก็พุ่งไต่ระดับความเร็วได้ทันใจตามสไตล์เครื่องเทอร์โบ ซึ่งข้อแนะนำคือ การออกตัวหรือเร่งแซงในระบบเกียร์ CVT อาจต้องค่อย ๆ เหยียบ เติมคันเร่งช้า ๆ และมีผ่อนออกเล็กน้อย จะได้ความเร็วที่สม่ำเสมอและจะไม่ค่อยเจออาการ "หัวทิ่ม" อีกด้วยครับ 
    ช่วงล่างนุ่มแต่หนึบ
    ช่วงล่างนับว่าให้ความนุ่มนวลและหนึบพอดี ๆ ขับกำลังสบายไม่กระเด้งหรือกระแทรกมาก เข้าโค้งมั่นใจ ขับขึ้น-ลงสะพานหรือตกหลุมผ่านทางขรุขระสามารถซับแรงได้ระดับดี 
    การเก็บเสียงลมปะทะดีในระดับรถยนต์พรีเมี่ยม แต่ยังพอได้ยินเสียงเครื่องยนต์เมื่อเร่งรอบสูง ๆ และเสียงยางบดกับผิวถนนเข้าใต้รถ รวมถึงช่วงเบาะด้านหลังมีเสียงรถที่วิ่งตามเข้ามาบ้าง เดาว่าอาจเป็นเพราะช่องเปิดเบาะที่ทะลุห้องสัมภาระท้ายอาจจะปิดไม่สนิทจึงมีเสียงลอดผ่านออกมา 
    ระบบเบรกนุ่มเท้าและตอบสนองได้ฉับไวค่อนข้างไปในทางไวมากกว่าในรุ่น e:HEV เบาเท้ากว่า แตะน้อยกว่า แต่ก็เบรกได้ดีและมั่นใจสยบ 190 แรงม้าได้สบาย ๆ 
    สำหรับอัตราสิ้นเปลืองบนมาตรวัดในการขับครั้งนี้ทำได้ 11.1 กม./ลิตร จากการขับในระยะทางราว ๆ 100 กม. อาจเป็นตัวเลขไม่ประหยัดนักเนื่องจากเป็นการขับเพียงแค่ครึ่งวันและมีการจอดติดเครื่องยนต์เพื่อถ่ายภาพตลอด ทำให้ตัวเลขดูไม่น่าประทับใจนัก แต่หากลองขับแบบปกติคาดว่าจะอยู่ราว ๆ 12 - 13 กม./ลิตร แต่ว่ารถยนต์ระดับนี้ต้องการเค้นสมรรถนะให้ขับสนุกตัวเลขเฉลี่ยความประหยัดอาจไม่ค่อยมมีผลมากนัก ถ้าต้องการทั้งประหยัดและแรงคงต้องข้ามไปรุ่น e:HEV เลยครับ แต่ว่าอย่างน้อยก็รองรับน้ำมันสูงสุดถึง E85 แม้จะหาปั้มยากนักหน่อย
    Honda Accord EL 1.5 VTEC TURBO ใหม่ติดตั้งระบบ "ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง" (Honda SENSING) เพิ่มเข้ามาโดยมีฟังก์ชั่นเกือบจะเท่ากับในรุ่น e:HEV ขาดเพียงระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง, เตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย และระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก ซึ่งการทดสอบระบบ Honda Sensing จะขอไปเล่าให้ฟังในรุ่น e:HEV TECH ที่เดียวเลยครับ  
    Accord e:HEV TECH จัดเต็มทุกระบบราคาเดิม!
    Honda Accord e:HEV TECH ราคา 1,799,000 บาท ภายนอกยังไม่มีเปลี่ยนแปลงมากนักเพิ่มโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย สปอยเลอร์หลังเล็ก ๆ แบบ ตูดเป็ด ซันรูฟพร้อมระบบ One-Touch และล้ออัลลอย 18 นิ้ว       
    ภายในเพิ่มเติมจากรุ่น 1.5 EL ได้แก่ ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ปุ่มควบคุมระบบการทำงานที่อยู่ใน Honda SENSING ได้แก่ ACC with LSF และ LKAS หรือพร้อมปุ่มควบคุม HUD (เฉพาะรุ่น e:HEV TECH) บนพวงมาลัย ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร พลาสม่าคลัสเตอร์ (Plasmacluster Technology) ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) และปุ่มปรับเบาะไฟฟ้าข้างพนักพิงเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า
    ขุมพลังระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) 
    พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ที่มีจุดเด่นคือ สามารถเก็บประจุไฟและช่วยให้การชาร์จไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งมีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด โดยระบบมอบกำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า จากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 315 นิวตัน-เมตร โดยมีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ 24.4 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำเพียง 97 กรัม/กิโลเมตร    
    สมรรถนะ Accord e:HEV TECH ขับมัน สนุก ประหยัด 
    ในการทดสอบขับนั้นยอมรับว่าขับสนุกอัตราเร่งดี แรงติดเท้ามากกว่ารุ่น 1.5 VTEC TURBO หลายเท่า เพราะมีมอเตอร์ไฟฟ้าที่ช่วยเสริมกำลังได้อย่างรวดเร็วไม่มีรอรอบ แตะปุ๊บก็ตอบสนองทันใจในแทบทุกอย่างความเร็ว   
    อัตราเร่งออกตัวและเร่งแซงได้ทันใจแม้จะมีเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาในห้องโดยสารมาบ้างในขณะคิกดาวน์สุดคันเร่ง เพราะเมื่อต้องการพละกำลังสูงสุดลำพังเพียงมอเตอร์ไฟฟ้าไม่พอจึงต้องใช้เครื่องยนต์ให้ทำงานเต็มที่และเมื่อรวมกับมอเตอร์ไฟฟ้าก็เหมือนช่วยให้มีอัตราเร่งรวดเร็วไม่รอรอบตอบสนองการใช้งานได้ทันที  
    รุ่น e:HEV สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 รูป
    แบบถ้าต้องการใช้งานทั่วไป ไม่ต้องยุ่งยากในการคอยปรับระบบหรือไม่เน้นกำลังแรงหรือไม่เน้นประหยัดมากนักก็ใช้ "โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode)" เป็นระบบขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เกิดแรงบิดสูงสุดอย่างรวดเร็ว และมีอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ 
    ในขณะลดความเร็ว เครื่องยนต์จะหยุดทำงานและชาร์จไฟกลับอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบที่ให้การขับขี่ในขณะเร่งความเร็วที่ให้อัตราเร่งที่นุ่มนวลและทรงพลัง เหมาะกับการใช้งานทั่วไประบบจะคำนวนให้โดยคนขับไม่ต้องทำอะไรแค่ "ขับอย่างเดียว" และในโหมดนี้นับว่าขับง่ายสบายและตอบสนองการใช้งานได้ครอบคลุมทุกสภาพการจราจรามากที่สุดแล้วครับ  
    เน้นความประหยัดต้องไปที่ "โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode)" ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และในขณะลดความเร็วจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดจากการลดความเร็วให้กลับเป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ ระบบนี้จะให้ทั้งสมรรถนะการขับขี่และความเงียบเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า เหมาะกับการขับขี่ในเมือง โดยแบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นสามารถขับขี่ในโหมดมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) ได้อย่างต่อเนื่องและทำความเร็วได้สูงสุดถึง 130 กม./ชม. โดยในวันทดสอบขับความเร็วสูงสุดในโหมด EV ได้ประมาณ 90 กม./ชม. เท่านั้นเนื่องจากสภาพเส้นทางและการจราจรในวันทดสอบไม่เอื้ออำนวยครับ 
    โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) พลังขับเคลื่อนจะมาจากเครื่องยนต์ โดยชุดล็อกอัพคลัตช์ที่อยู่ในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อเครื่องยนต์และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงและมีแรงเสียดทานต่ำ เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงคงที่ 
    นอกจากนี้ยังเลือกโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต "Sport Mode" ที่เพิ่มสมรรถนะอัตราเร่งดีขึ้น เพียงกดปุ่ม SPORT ที่อยู่บริเวณด้านล่างของคันเกียร์ โดยสัญลักษณ์ SPORT จะแสดงขึ้นบนมาตรวัดในขณะที่ใช้ระบบ และสายชิวประหยัดพลังงานเลือก "ECON Mode" ที่ช่วยลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง โดยจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ให้สัมพันธ์กัน รวมถึงปรับการทำงานของระบบปรับอากาศและการหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสารให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โลหมดนี้จะหนืด ๆ หน่อยเวลาจะเร่งเครื่อง 
    การเก็บเสียงไม่แตกต่างกับในรุ่น EL 1.5 VTEC TURBO นัก เสียงลมปะทะในความเร็วราว ๆ 90 - 110 กม./ชม. ไม่ดังมากนัก แต่มีเสียงจากยางที่วิ่งผ่านเส้นถนนและเสียงจากด้านหลังเข้ามาให้ได้ยินเช่นกัน สาเหตุอาจมาจากเบาะที่มีช่องเปิดหยิบของได้เช่นเดียวกันครับ 
    ช่วงล่างรู้สึก "หนักหน่วง" ขึ้น มีอาการแข็งคล้าย "โช้คยัน" เมื่่อยุบตัวแรง ๆ อาจเป็นเพราะน้ำหนักของแบตฯ ทำให้เมื่อกระโดดคอสะพานรู้สึกได้ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อขี่ทั่วไปให้ความแน่นหนึบ (ถ้าไม่มีเนินให้จ้ำ) การเข้าโค้งนิ่งกว่ารุ่น 1.5 เทอร์โบเล็กน้อย โดยรวมแล้วคล้ายถูกปรับให้เน้นการขับขี่ที่ประหยัดและความสะดวกสบายมากกว่าสาย "ซิ่ง" ครับ 
    อัตราสิ้นเปลืองบนมาตรวัดทำได้ 19.5 กม.ลิตร หลังพยายามขับให้ได้ระยะทางราว ๆ 100 กม. ทั้งใช้อัตราเร่งตลอด จอดถ่ายรูปบ่อย ๆ นับว่าน่าพอใจ แต่อาจจะยังไม่ใช้ตัวเลขของการขับใช้งานจริง ๆ ซึ่งหากเป็นการใช้งานในชานเมืองแบบทั่วไปอาจได้ตัวเลชถึง 20 กม./ลิตรก็เป็นได้นะครับ แต่อย่างน้อยก็ขับแบบไม่ต้องคิดเรื่องเปลืองน้ำมันมากนัก เรียกว่าเหยียบแซงแทบจะทุกครั้งที่มีโอกาสเลยครับ  
    ความปลอดภัยจัดเต็มทุกระบบ
    e:HEV TECH นับเป็นรุ่นท็อปสุดจึงมีระบบความปลอดภัยเต็มที่ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ที่มาแบบ FULL System โดยเพิ่มเติมจากรุ่น EL และ e:HEV EL+ นั่นคือ
    • ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System - MVCS)  
    • ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor - CTM)
    • ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System)
    จากการทดสอบระบบ Honda Sensing เริ่มที่ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ - LKAS ช่วยเลี้ยงพวงมาลัยหรือควบคุมทิศทางของรถให้อยู่ในช่องทางได้อย่างนุ่มนวล และนับเป็นรถที่มีระบบ ไประคอง" พวงมาลัยนุ่มนวลมาก โดยกล้องด้านหน้าจะทำการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ และจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย พร้อมกับบังคับรถในอยู่กึ่งกลางเลน และบังคับตามถนนแม้จะเลี้ยวโค้ง 
    ระบบเตือนออกนอกเลน - RDM with LDW เมื่อรถเริ่มเอียงใกล้เส้นขอบทาง ระบบจะเตือนพร้อมสั่นบนพวงมาลัยและยังช่วยดึงกลับให้รถเข้ามาในเลนอีกด้วย แต่ระบบจะไม่ทำงานเมื่อเปิดไฟเลี้ยว นับว่าเหมาะกับผู้ที่ลืมเปิดไฟเลี้ยวได้เป็นอย่างดีครับ เพราะเค้าจะขยันเตือนตลอดเมื่อเปลี่ยนเลนโดยไดยไม่เปิดไฟเลี้ยวครับ   
    ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก - CMBS ทำงานค่อยข้างไว ตรวจจับได้แม่นและละเอียดพอสมควร เมื่อความเร็วรถคันหน้ากับรถที่เราขับอยู่แตกต่างกันมากจนระบบคำนวนว่าอาจ "จูบก้น" แน่ ๆ ระบบก็จะส่งเสียงเตือนพร้อมลดความเร็วลง และแม้ว่ารถด้านหน้าในเลนเราเองจะไม่มี แต่ถ้ามีรถจากเลนด้านข้างเอียงมาหา ระบบก็จะเตือนทันทีครับ ปลอดภัยจริง ๆ
    ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ - ACC with LSF นับเป็นระบบที่ชอบมากที่สุดเพราะการขับขี่ทางยาว ๆ ย่อมมีอาการเมื่อยล้า เผลอหรือง่วงบ้าง ระบบนี้จะคอยดูแลแทนเราในจังหวะที่เผลอ แค่เปิดระบบตั้งความเร็วเอาไว้ ผู้ขับเพียงแค่ประคองพวงมาลัยเท่านั้น รถก็จะใช้ความเร็วตามที่ตั้งไว้ เมื่อมีรถด้านหน้าก็จะลดความเร็วให้เหมาะสม และหากเปิดทุกระบบยิ่งปลอดภัย ทั้งเตือนออกนอกเลน ควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และระบบเตือนพร้อมเบรกอัตโนมัติ ยิ่งสะดวกสบายมากขึ้นครับ  
    สำหรับระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) นั้นไม่มีโอกาสได้ทดลองเพราะว่าเวลาและสถานที่ไม่อำนวยนัก แต่สรุปการทำงานคร่าว ๆ ได้คือ เมื่อจอดแบบขนาดก็เพียงขับผ่านจนเจอช่องว่าง กดปุ่มช่วยจอดอัตโนมัติ และทำตามขั้นตอนที่แสดงบนจอกลาง ผู้ขับแค่ค่อยเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์และควบคุมแป้นเบรกเท่านั้นครับ 
    2 ความแตกต่างที่คุ้มค่ากับราคา
    Honda Accord EL 1.5 VTEC TURBO ราคา 1,499,000 บาท ปรับออปชั่น อับเกรดระบบความปลอดภัย Honda Sensing เกือบครบ ขุมพลังเกินพอในการใช้งาน ประหยัดในระดับกลาง ๆ แต่ให้สมรรถนะที่เกินตัว เหมาะกับผู้ชื่นชอบความสปอร์ตอารมณ์ดิบ ๆ สัมผัสความรู้สึกของเครื่องยนต์เทอร์โบ พร้อมความพรีเมี่ยมเทียบเท่ารุ่นท็อปในราคาประหยัดกว่า 300,000 บาท  
    Honda Accord e:HEV TECH ราคา 1,799,000 บาท ออปชั่นพรีเมี่ยมขึ้นอีกระดับ ระบบ Honda Sensing เต็มระบบ เทคโนโลยีฟลูไฮบริด เน้นความปลอดภัย อัตราเร่งไหลลื่นไม่รอรอบ เหมาะกับผู้เน้นความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นพิเศษ สมรรถนะเร้าใจขับสนุก นั่งสบาย พร้อมให้ความประหยัด   
    โดยส่วนตัวนั้นประทับใจ Honda Accord e:HEV TECH ทั้งเรื่องการขับขี่ สมรรถนะอัตราเร่ง ความประหยัด ความปลอดภัย ที่ครบทุกด้าน แม้ราคาจะโดดไปแตะเกือบ 1.8 ล้านบาท แต่แลกกับระบบฟูลไฮบริด และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ให้มานับว่าเกินคุ้มครับ 
    นอกจากนี้ยังอุ่นใจหมดกังวลด้านการบำรุงรักษาด้วยบริการหลังการขาย 
    • ฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
    • โปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance)
    • เสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นในรุ่น e:HEV ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
    • ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะเวลา 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร* รวมเริ่มต้นเพียง 23,196 บาท สำหรับรุ่น e:HEV และ 23,621 บาท สำหรับรุ่น EL ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต่ำที่สุดในตลาด D-Segment

    แท็กที่เกี่ยวข้อง :

    • สินธนุ จำปีศรี
    • สินธนุ จำปีศรี
      Car GURU Thailand

    รีวิวล่าสุดอื่นๆ

    สนใจทดลองขับ