• รถยนต์ใหม่
  • รถยนต์ใหม่
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • รีวิว - ทดลองขับ BMW i8 Roadster พร้อมทดสอบสมรรถนะพลัง M4 และ M5 ใน BMW Track Day 2020

    11 พ.ย. 63 575
    รีวิว - ทดลองขับ BMW i8 Roadster พร้อมทดสอบสมรรถนะพลัง M4 และ M5 ใน BMW Track Day 2020
    บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำสื่อมวลชนเปิดประสบการณ์ขุมพลังรถยนต์สปอร์ตพร้อมกับนวัตกรรมการขับล้ำสมัยใน BMW M4 Competition, M4 CS Coupe, M5 และ i8 Roadster สี่ยนตรกรรมสมรรถนะสูง ณ สนามแข่งรถปทุมธานี สปีดเวย์ จังหวัดปทุมธานี
    โดยมีผู้เขียนเป็นตัวแทนจากเพจ Carguru Thailand By checkraka.com ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย เพื่อลองระบบขับเคลื่อนและเครื่องยนต์อันทรงพลังของบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล M อย่างระบบช่วงล่าง Adaptive M ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) หรือระบบเฟืองท้าย Active M พร้อมนวัตกรรมล้ำสมัยของรถยนต์ BMW i8 Roadster ที่ผสมผสานพลังงานไฟฟ้าจากเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู eDrive เข้ากับเครื่องยนต์ BMW TwinPower Turbo ได้อย่างลงตัว โดยได้ทดสอบรถยนต์ด้วยการขับขี่แบบ Convoy, Free Run และสลาลม เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะที่แตกต่างกันระหว่าง BMW M4 Competition และ BMW M4 CS Coupe ไม่ว่าจะเป็นอัตราเร่ง การควบคุม หรือการขับขี่ขณะเข้าโค้ง พร้อมทดลองหลากหลายโหมดการขับขี่ของระบบ M xDrive ใน BMW M5 รวมถึงระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและฟังก์ชันการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนของ BMW i8 Roadster ในการทดสอบขับครั้งนี้ได้แบ่งการขับออกเป็น 2 กลุ่ม แยกตามสถานีทดสอบ มีเวลาให้ไม่มากนักแต่ก็ขับได้เต็มที่ เน้นสัมผัสพลังการตอบสนองจากขุมพลังและระบบขับเคลื่อนมากกว่า โดยขอสรุปการขับตามรุ่นต่างๆ ดังนี้ 
    BMW M4 CS Coupe 11,439,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
     
    M4 CS Coupe เป็นรุ่นพิเศษในตระกูล M ผลิตจำนวนจำกัด เน้นสไตล์การขับดุดัน สปอร์ตสุดๆ และลงสนามแข่งแบบแทร็คเดย์ได้สบายๆ แต่ยังขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้สบาย ด้านขุมพลัง 6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร M TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 460 แรงม้า เคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ M แบบคลัตช์คู่ 7 จังหวะ พร้อมระบบ Drivelogic เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วภายในเสี้ยววินาที ด้วยแป้นเปลี่ยนเกียร์ paddle shift มีระบบควบคุมเสถียรภาพการขับ (DSC) ที่สามารถทำงานในโหมดพิเศษ M Dynamic (MDM) และระบบเฟืองท้าย Active M สามารถเลือกเปลี่ยนได้ 3 โหมดขับ (Comfort, Sport and Sport+)  ให้ตัวรถตอบสนองต่อทุกการควบคุมในแบบที่ต้องการ
    ภายในของ M4 CS Coupe นับเป็นไฮไลท์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว เช่น เบาะนั่ง M Sport หุ้มหนังแท้สลับ Alcantara พนักพิงหลังปรับความกว้างได้น้ำหนักเบา เข็มขัดนิรภัยลาย M พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง Alcantara ดีไซน์ M พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ 
    M4 CS Coupe เป็นคันแรกที่ได้ขับ แม้เป็นการขับบนเลย์เอ้าท์เฉพาะกิจรอบสั้นๆ แต่ก็สนุกและเร้าใจทุกจังหวะการขับเคลื่อนจริงๆ นี่คือรถที่ตอบสนองการขับแบบแทร็คได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนบนถนนคงไม่ขอพูดถึงแม้ไม่ได้ลอง แต่ด้วยความสปีดลิมิตที่ 120 กม./ชม. พร้อมกล้อง CCTV ในหลายจุดทำให้ขาแรงทั้งหลายต้องยอมยั้งชั่งใจ สิ่งที่ชื่นชอบใน M4 CS Coupe นอกจากสมรรถนะที่เปี่ยมล้นความแรงจากการกดปุ่ม M2 บนพวงมาลัยตามคำแนะนำของผู้ฝึกสอน และช่วงล่างสไตล์ M ที่ให้ความมั่นใจเต็มเปี่ยมแล้ว ก็คงเป็นอารมณ์ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบเหมือนซูเปอร์คาร์แทร็คเดย์การลดน้ำหนักที่กำลังพอดี อย่างที่จับประตูเป็นสายผ้าคล้อง เสียงการทำงานของเครื่องยนต์ในจังหวะอัดเต็มคันแร่งแผดดังเข้ามาปลุกเร้าทุกครั้ง สิ่งเดียวที่ค้างคาใจคือ การได้ไปขับ M4 CS Coupe อีกครั้งในช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เพราะที่นั่นจะทำให้  M4 CS Coupe เผยตัวตนได้ชัดเจนที่สุด
    BMW M4 Competition 8,799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
    M4 Competition ติดตั้งเครื่องยนต์ M TwinPower Turbo 6 สูบขนาด 3 ลิตร ให้กำลังสูงถึง 450 แรงม้า เคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่เกิน 4 วินาที ความเร็วสูงสุด 280 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระบบเกียร์ M DCT (double-clutch transmission) 7 สปีด ได้รับการออกแบบเพื่อเครื่องยนต์ตระกูล M โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังตอบสนองทุกการควบคุมได้ฉับไวด้วยระบบช่วงล่าง Adaptive M ระบบ DSC (Dynamic Stability Control) ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษ และระบบเฟืองท้าย Active M
    การขับ M4 Competition หลังจากได้ขับรุ่น M4 CS Coupe มาซึ่งเป็นรถตระกูลเดียวกัน ขุมพลังเดียวกัน แต่มีความต่างในรายละเอียดมากมาย เพราะ M4 Competition มีความเป็นรถใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่า คงความหรูหราผสมผสานความดุดันสะท้อนความเป็นซีดานสปอร์ตคูเป้ที่น่าใช้ แน่นอนว่าเป็นรุ่นที่มีราคาถูกสุดของการทดสอบในครั้งนี่แต่ก็ยังทะลุ 8 ล้านบาท จากการขับแบบฮาฟมินิแล็ป 2 รอบในช่วงแรกเพื่อความคุ้นเคยกับพลังและการควบคุม จากนั้นมาเต็มรอบเต็มแรงอีก 2 รอบ เต็มที่กับการขับสไตล์แทร็คเดย์ พอสรุปได้ว่า บรรยากาศภายในห้องโดยสารไม่ได้ปลุกเร้าอารมณ์เท่ากับ M4 CS Coupe แต่ก็ให้พลังเร้าใจไม่ต่างกันมากนัก แต่ระบบช่วงล่างก็รู้สึกได้ว่าดี และยังคงเป็นรถที่เหมาะกับการขับสไตล์สปอร์ตบนถนนเปิดทั่วไป ทางขึ้น-ลงเขา หรือไฮเวย์ (ที่แม้จะมีลิมิตความเร็ว 120 กม./ชม.)
    BMW M5 13,339,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
     
    ครั้งแรกของ M5 ที่ปรับเป็น M xDrive ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ยกระดับซีดานประสิทธิภาพสูงให้ความคล่องตัวสูงสุดด้วยการเน้นส่งกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลัง ควบคู่กับการเพิ่มกำลังส่งจากล้อหน้าในกรณีที่พละกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลังไม่เพียงพอและต้องการแรงฉุดลากที่เพิ่มขึ้นแม้ในสภาวะการขับด้วยความเร็วสูง ระบบขับเคลื่อน M xDrive ก็ทำให้ผู้ขับสามารถควบคุมขุมพลังบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายขึ้น
    ขุมพลังความแรงคือ เครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ V8 ความจุ 4.4 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 600 แรงม้า ที่ 5,600 - 6,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800 - 5,600 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะ พร้อมระบบ Drivelogic สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที และ 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 11.1 วินาที 
    ด้วยความเป็นพี่ใหญ่ สไตล์บิ๊กสปอร์ตซีดาน 4 ประตู หรูและแรงมาครบจบในคันเดียว กำลัง 600 แรงม้า ไม่มีขาดมีแต่เหลือๆ เลย์เอ้าท์ของการขับสัมผัสได้ถึงสมรรถนะที่โดดเด่นรอบด้านจริงๆ ที่สำคัญคือ นั่งสบายสไตล์ซีรี่ส์ 5 เป็นรถที่เลือกเน้นการใช้งานแบบมีระดับ แต่แอบซ่อนความแรงสุดกำลังภายใต้เอมเบลม M5 เสียดายที่บ้านเราไม่มีถนนแบบออโตบาห์นให้ได้ทำความเร็วกันยาวๆ
    BMW i8 Roadster 12,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)
    i8 Roadster สปอร์ตล้ำยุค ทรวดทรงแบบยานยนต์อนาคต ครั้งนี้เป็น  i8 Roadster ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพได้อย่างล้ำสมัย  ขับเคลื่อนในระบบปลั๊กอิน ไฮบริด ควบคู่กับเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู eDrive ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถวิ่งได้นานและไกลมากขึ้นโดยไร้การปล่อยมลภาวะ
    BMW i8 Roadsterใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูงที่เพิ่มความจุจาก 20 แอมป์เป็น 34 แอมป์ หรือเพิ่มความจุแบตเตอรี่โดยรวมจาก 7.1 เป็น 11.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งพลังด้วยด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 105 กิโลวัตต์ / 143 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากเดิม 9 กิโลวัตต์ / 12 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัฒนาจากมอเตอร์ไฟฟ้าของรุ่นก่อนหน้าที่เร่งความเร็วได้สูงสุด 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 
    ด้านเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ยังคงทรงพลังเช่นเดิมด้วยกำลัง 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า ส่งบีเอ็มดับเบิลยู i8 Roadster จาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 4.6 วินาที
    จากการขับทดสอบแบบเต็มรอบ บอกได้เลยว่านี่คือ รถที่ขับได้สนุกที่สุดของวัน ด้วยการเป็นรถที่ใช้วัสดุตัวถังต่างจากรุ่นทั่วไป และมีการจัดวางตำแหน่งของเครื่องยนต์และแบตเตอรี่รวมถถึงอุปกรณ์ต่างๆ ได้สมดุลดีเยี่ยม  มีค่า CG ที่ต่ำ ทำให้ควบคุมการขับได้ดีมากๆ การเข้าออกโค้งทำได้อย่างลื่นไหลและต่อเนื่อง คุมง่าย ตัวเลขความแรงแม้ไม่ได้หวือหวาแต่พลังเสริมจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบสนองการเร่งได้ทันใจทุกจังหวะผสมผสานกันจนทำให้  i8 Roadster ขับได้สนุกจนไม่อยากเลิก ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากลุกเข้าออกบ่อยๆ ประตูปีกนกที่ดูเท่ แต่ต้องยอมรับว่าไม่ได้สบายกับทุกคน
    4 ยนตรกรรมจาก บีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้ขับทดสอบแบบสั้นในสนามจำลองครั้งนี้ ล้วนมีความต่างและโดดเด่นเฉพาะตัว ด้วยราคาที่อยู่ในระดับอิลิทสำหรับผู้ครอบครอง รวมถึงต้องมีทักษะการขับรถดีเป็นพื้นฐาน ทำให้ตัวรุ่นรถเลือกเจ้าของมากกว่า ถ้าตัดเรื่องราคาออก แล้วถามผู้เขียนว่าอยากขับคันไหนออกถนน คงต้องชี้ไปที่ บีเอ็มดับเบิลยู i8 Roadster

    แท็กที่เกี่ยวข้อง :

    รีวิวล่าสุดอื่นๆ

    สนใจทดลองขับ