• รถยนต์ใหม่
  • รถยนต์ใหม่
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • รีวิว Toyota Vellfire คฤหาสน์เคลื่อนที่สุดหรู สเปคไทยแท้ๆ

    13 พ.ค. 58 59,357
    โตโยต้า เวลไฟร์ (Toyota Vellfire) คฤหาสน์เคลื่อนที่สุดหรูสเปคไทยแท้ๆ 3.39 ล้านบาท 
    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT-Toyota Motor Thailand) จัดทริปทดสอบรถยนต์ โตโยต้า เวลไฟร์ (Toyota Vellfire) และ โตโยต้า อัลฟาร์ด (Toyota Alphard) MPV สุดหรู นำเข้าแท้ๆ ทั้งคันจากประเทศญี่ปุ่น โดยกำหนดสเปคเพื่อให้ใช้สำหรับในประเทศไทยโดยเฉพาะ จากการทดสอบวิ่งใช้งานจริง วิเคราะห์ปัญหา และปรับปรุงทั้งระบบเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ให้ทนทานต่ออุณหภูมิสูงและสภาพถนนสุดโหดได้สบายๆ และเพิ่มความสะดวกสบายภายในจนมั่นใจว่าเหมาะสมที่สุด พร้อมความพิเศษเหนือระดับกับแพคเกจ "The Ultimate Experience กิน-ช้อป-กอล์ฟ-เที่ยว-เช็ค ครบ"
     
    สำหรับรุ่นที่นำมาให้สื่อมวลชนทดสอบมี 3 รุ่นย่อยคือ โตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 ลิตร 2 คัน สีเงินกับสีดำ ราคา 3,399,000 บาท และโตโยต้า อัลฟาร์ด 3.5 ลิตร 4,649,000 บาท โดยรุ่นที่ทีมงาน CAR GURU THAILAND by Checkraka.com ได้ขับทดสอบเป็นโตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 ลิตร สีเงิน น้ำมันเต็มถัง ผู้โดยสาร 4 คนรวมคนขับ ใช้รถคันเดิมตลอดทั้งขาไปและกลับ สลับกันขับและทดลองนั่งเกือบทุกตำแหน่งในรถ
    เส้นทางการทดสอบ
    เส้นทางทดสอบจากกรุงเทพฯ ณ โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ ถนนวิทยุ เวลาประมาณ 10.00 น. ขึ้นทางด่วนถนนพระรามที่ 4 - ถนนพระรามที่ 2 - จ.สมุทรสาคร - จ.สมุทรสงคราม - จ.เพชรบุรี - ชะอำ - หัวหิน - จุดหมายปลายทางที่โรงแรมเชอราตัน ปราณบุรี หัวหิน วิลล่า และขากลับมาตามเส้นทางเดิม
    รูปลักษณ์ภายนอก
    โตโยต้า ทั้ง 2 รุ่นนี้ โดยรวมแล้วใช้พื้นฐานโครงสร้างเดียวกันทั้งในส่วนด้านข้างตัวรถ, หลังคามูนรูฟคู่, ระบบช่วงล่าง, ระบบอำนวยความสะดวกที่คล้ายกัน เช่น ประตูข้างสไลด์ไฟฟ้า และประตูหลังเปิด-ปิดได้ด้วยไฟฟ้า ซึ่งถ้ามาดูจุดที่แตกต่างภายนอกอย่างชัดเจนนั้นมีดังนี้

    สีเงินคือเวลไฟร์ สีขาวนวลคือกันดั้มหรืออัลฟาร์ดนั่นเอง
    โตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 (Toyota Vellfire 2.5) กระจังลายตามยาวทรงหนา ให้อารมณ์สปอร์ต แต่คงความหรูหราด้วยโครเมียม พร้อมโลโก้ตัว "T" ตรงกลาง ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมแบนๆ 2 ชั้นแบบ LED พร้อม Daytime Running Light และแยกชุดไฟเลี้ยว, ไฟหรี่อยู่ด้านล่างและมีไฟเตือนคนเดินเท้าเมื่อถึงทางแยก (Cornering Lamp) กันชนหน้าพร้อมกรอบของไฟตัดหมอกมีลักษณะแนวนอน ไฟท้ายทรงใหม่แบบ LED พร้อมเลนส์ขาวใส ล้อแม็กลายสุดหรู (ที่ดูสปอร์ตมากกว่า) ขนาด 18 นิ้ว ยาง 235/50
    โตโยต้า อัลฟาร์ด 3.5 (Toyota Alphard 3.5) กระจังหนัาของอัลฟาร์ดที่ดูคล้ายหุ่นยนต์ "Gundam" หรือ "Transformer" แล้วแต่จะจิตนาการครับ (ชื่อเรียกฉายาของกลุ่มคนเล่นรถ) ซึ่งกระจังหน้าจะมีขนาดใหญ่ เหมือนรูปตัวยูคว่ำ พร้อมวัสดุโครเมียมและโลโก้ตัว "a" ตรงกลาง ไฟหน้า LED โคมโปรเจ็คเตอร์ Daytime Running Light ไฟท้าย LED ทรงใหม่สะดุดตาพร้อมเลนส์สีแดงเข้มสลับไฟถอยสีขาว อัลฟาร์ดรุ่น 3.5 ลิตร ใช้ล้อแม็กและยางขนาดเดียวกับรุ่นเวลไฟร์ 2.5 ลิตร 
    โตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด (Toyota alphard 2.5 HV) รูปลักษณ์โดยรวมเหมือนกับเจ้ารุ่น 3.5 ลิตร แตกต่างที่เล็กน้อยเพียงโลโก้ตรงกลางมีสีฟ้า, สัญลักษณ์ "HYBRID" บนซุ้มล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง และใช้ล้อแม็กลาย 10 ก้าน ขนาด 17 นิ้ว ยางขนาด 225/60 แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มาร่วมก๊วนในทริปนี้ 

    อัลฟาร์ด 2.5 HV Hybrid 

    อัลฟาร์ดจะเหมือนหรือไม่? แล้วแต่จินตนาการเลยนะครับ
    รูปลักษณ์ภายใน
    ภายในทั้ง 3 รุ่นย่อยนั้นใช้พื้นฐานเดียวกัน แตกต่างที่รายละเอียดตาม "ค่าตัว" โดยเจ้าโตโยต้า อัลฟาร์ด 3.5 เพิ่มอุปกรณ์ให้เป็นที่สุดแห่งความหรู ได้แก่ ระบบฮีตเตอร์บนพวงมาลัย, เบาะนั่งแบบ Perforated (Premium Nappa) เบาะนั่งผู้ขับแบบ Seat Ventilator & Heater ปรับได้ 8 ทิศทาง ระบบความจำ 3 ตำแหน่ง พร้อมระบบเลื่อนถอยหลังอัตโนมัติเมื่อเข้า-ออก และเบาะผู้โดยสารตอนหน้านอกจากปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางเบาะนั่งแบบ Seat Ventilator & Heater ส่วนเบาะแถวที่ 2 แบบ Executive Lounge เบาะนั่งแบบ Seat Ventilator & Heater ปรับเอนนอนและรองขาด้วยไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง และโต๊ะพับวางของตรงกลางระหว่างที่นั่ง เบาะแถวที่ 3 พร้อมที่วางแขนและพับเก็บไปด้านข้างได้ด้วย เครื่องเสียงจอ LED ใหญ่ขึ้นขนาด 8 นิ้ว พร้อมลำโพงคุณภาพจาก JBL 17 จุด! 
    ส่วนอัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด และ เวลไฟร์ 2.5 มีอุปกรณ์เหมือนกันคือ เบาะนั่งแบบ Perforated ตำแหน่งผู้ขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ระบบความจำ 3 ตำแหน่ง พร้อมระบบเลื่อนถอยหลังอัตโนมัติเมื่อเข้า-ออก และเบาะผู้โดยสารตอนหน้านอกจากปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ส่วนเบาะแถวที่ 2 แบบ ปรับเอนนอนและรองขาด้วยไฟฟ้า และมีโต๊ะพับวางของตรงกลางระหว่างที่นั่งด้วย เบาะแถวที่ 3 พร้อมที่วางแขนและพับเก็บไปด้านข้างได้เช่นกัน เครื่องเสียงจอ LED ขนาด 7 นิ้ว และลำโพง 8 จุด  
    นอกจากนี้ภายในได้ติดตั้งไฟ LED Ambient light 16 เฉดสี เพื่อสร้างบรรยากาศชวนฝันขณะเดินทางอีกด้วย 
    SPECIFICATION

    เครื่องยนต์ 2.5 ลิตรในเวลไฟร์ หน้าตาเรียบๆ แต่แรงม้าเพียบนะครับขอบอก!
    เครื่องยนต์แบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย เริ่มที่โตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์บล็อคใหม่! จากคัมรี่ใหม่! แต่ถูกปรับจูนให้ใช้กับตัวรถขนาดใหญ่อย่างเวลไฟร์แบบเหลือๆ รหัส 2AR-FE DUAL VVT-i 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC แปรผันทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย ความจุ 2,494 ซีซี 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตันเมตร ที่ 4,100 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT Sequential Shift ขับเคลื่อนล้อหน้า รองรับน้ำมัน E20 มาตรฐาน EURO 5 ถังน้ำมัน 75 ลิตร 
    สำหรับโตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC VVT-i แปรผันฝั่งไอดี ความจุ 2,494 ซีซี 150 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิด 206 นิวตันเมตร ที่ 4,400 - 4,800 รอบ/นาที ผสานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 650 โวลต์ กำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ (140 แรงม้า) แรงบิด 270 นิวตันเมตร กำลังรวมสูงสุดทั้ง 2 ชนิด 145 กิโลวัตต์ (194 แรงม้า) แบตเตอรี่นิกเกิ้ลเมตัลไฮดราย ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Electrical 4WD System (E-Four) หรือเครื่องยนต์ 2 ล้อหน้าและมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 2 ล้อหลัง ผ่านระบบเกียร์ ECVT รองรับน้ำมัน E10 มาตรฐาน EURO 5 ถังน้ำมัน 65 ลิตร 

    โตโยต้า อัลฟาร์ด 3.5 ลิตร เครื่องยนต์รหัส 2GR-FE วี6 สูบ 24 วาล์ว DOHC DUAL VVT-i ความจุ 3,456 ซีซี 271 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิด 340 นิวตันเมตร ที่ 4,700 รอบ/นาที รองรับน้ำมัน E10 มาตรฐาน EURO 5 ถังน้ำมัน 75 ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ 6 จังหวะ Super ECT แบบ Sequential Shift ขับเคลื่อนล้อหน้า 
    สำหรับทั้งเวลไฟร์และอัลฟาร์ดได้ปรับปรุงระบบท่อทางเดินอากาศเข้าเครื่องยนต์ด้วยการเพิ่มขนาดช่อง Resonater เพื่อลดเสียงของลมขณะอากาศไหลเข้าเครื่องยนต์ (ท่อดูดอากาศบริเวณหม้อกรองอากาศ) 

    เพิ่มขนาดช่อง Resonater

    ช่วงล่างหน้า
    แม็คเฟอร์สันสตรัทมีแผงปิดเรียบร้อย

    ด้านหลังดับเบิ้ลวิชโบนอิสระแล้วนะครับ นุ่มและเกาะดีจริงๆ 
    ช่วงล่างใช้แบบเดียวกันทั้ง 3 รุ่นย่อยนั่นคือ หน้าแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังนับเป็นการนำระบบดับเบิ้ลวิชโบนมาใช้ทำให้เพิ่มความนุ่มนวลและการเกาะถนนมากขึ้น จากรุ่นก่อนหน้าที่ใช้แบบ ทอร์ชั่นบีม ระบบเบรกดิสก์ทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบเบรกมือแบบไฟฟ้า Electric Park Brake พวงมาลัยไฟฟ้า EPS ทุกรุ่นติดตั้งสะบบ สตาร์ต-สต็อปเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มความประหยัดและลดมลพิษอีกด้วย

    สมรรถนะเครื่องยนต์
    การทดสอบในครั้งนี้ทีมงานฯ ได้ขับเจ้า เวลไฟร์ 2.5 ลิตร สีเงิน รุ่นเดียวเนื่องจากมีผู้สื่อข่าวเข้าร่วมหลายคนและมีรถเพียง 3 คัน จึงต้องทดลองขับ, นั่งในตำแหน่งต่างๆ ให้ครบถ้วนมากที่สุดในเวลาจำกัด สำหรับรีวิวนี้จะเน้นในรุ่น เวลไฟร์เท่านั้นครับ
    เริ่มจากความรู้สึกแรกเห็น คาดว่ารถตัวใหญ่หนักราวๆ 2.5 ตัน อัตราเร่งน่าจะไปแบบเรื่อยๆ ไหลได้ตอนปลายนิดหน่อย แต่คิดผิดถนัดเลยครับ แม้ตัวใหญ่แต่ได้เครื่องยนต์ใหม่ แรงม้ามากขึ้นอีก 10 สิบตัวจากรุ่นก่อนหน้า และเกียร์ CVT ที่ฉลาดพร้อมอัตราทดจัดจ้านในรอบต้น เมื่อเหยียบคันเร่งนั้นเจ้าเวลไฟร์ที่ดูอุ้ยอ้ายแทบจะกระโจนไปข้างหน้าตามเท้า ซึ่งทำได้ดีเกินคาด การออกตัวนับว่าไม่แพ้รถเก๋งขนาดกลางทั่วไปเลย และถ้าเติมคันเร่งลงไปอีกก็พร้อมเร่งอย่างต่อเนื่อง แต่อาจต้องใช้รอบเครื่องยนต์สูงสักหน่อย ขณะทดลองเร่งออกตัวหรือเร่งแซงนั้น รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 4,500 - 5,000 รอบต่อนาที แต่ก็ทำให้อัตราเร่งทันใจและตอบสนองได้ดี การเปลี่ยนจังหวะเกียร์นั้นราบรื่นไม่มีอาการสะดุดให้รู้สึกเลย และเมื่อผ่อนคันเร่งออกเล็กน้อย รอบของเครื่องยนต์ก็จะค่อยๆ ลดระดับลงมาที่ 2,000 กว่าๆ ความเร็วประมาณ 100 - 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากต้องการแซงที่ความเร็วนี้สามารถกดคันเร่งเต็มที่ได้เลย รอบจะกวาดไปถึง 5,500 รอบต่อนาที และความเร็วจะไหลขึ้นไปเรื่อยๆ จนแตะที่ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาไม่นาน แต่เนื่องจากทริปนี้ไม่เน้นความเร็วสูงเพราะประเภทรถอเนกประสงค์ หรือ MPV รถสำหรับครอบครัวและเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก จึงต้องใช้ในความเร็วที่เหมาะสม 

    ความเร็วใกล้ๆ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่รอบต่ำประมาณ 2,000 รอบต่อนาทีเท่านั้นเอง
    ระบบช่วงล่างที่นุ่มแต่แน่น ซึ่งน่าจะเป็นการปรับให้เหมาะสมกับสภาพถนนมากขึ้น ในช่วงขับผ่านคอสะพานอาการกระเด้งน้อยมาก ช่วงล่างด้านหลังซับแรงและรักษาระยะยืดได้ค่อนข้างดี ไม่มีการดีดตัว โดยทีมงานฯ ได้ลองนั่งในตำแหน่งผู้โดยสารตอนหลังแถวเบาะที่ 1 และเบาะแถวท้ายสุด นับว่าไม่มีอาการมึนเมาแต่อย่างใด และอาการโคลงเคลงก็นับว่าน้อยมากๆ แต่เมื่อมีลมปะทะแรงๆ ก็มีอาการเอียงนิดๆ ให้รู้สึกได้บ้าง น่าจะเป็นเพราะด้านข้างมีพื้นที่รับลมค่อนข้างเยอะ
    การควบคุมสำหรับรถขนาดใหญ่ระดับนี้นับว่า "เฉียบคม" น้ำหนักพวงมาลัยเบาขณะความเร็วต่ำ แต่หนืดขึ้นที่ความเร็วสูง และบังคับทิศทางได้แม่นยำ การเข้าโค้งในความเร็วสูงประมาณ 60 - 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทำได้ดี ไม่ต้องเกร็งมือ 
    ระบบเบรกตอบสนองระดับกลางๆ ไม่ไวมากนัก อาจต้องเหยียบลึกสักหน่อย แต่ไม่ต้องออกแรงมาก เพราะในเวลไฟร์ มีระบบช่วยเบรกพิเศษ Brake Control System แบบ LVBA - Low Vacuum Brake Assist ซึ่งเป็นระบบช่วยเบรกขณะรอบเครื่องยนต์ต่ำ จนไม่สามารถสร้างแรงดูดในหม้อลมเบรกปกติได้ ระบบนี้จะทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์หลายจุดเพื่อคำนวณความเป็นสูญญากาศในหม้อลม และสั่งให้ปั๊มทำงานเพิ่มสูญญากาศในหม้อลมเบรก ช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโตโยต้าได้คำนึงถึงความปลอดภัยมากที่สุด การเยียบเบรกแทบไม่ต้องใช้แรงกดมาก ก็สามารถหยุดรถตัวโตๆ ได้สบาย แม้บางจังหวะต้องเบรกอย่างกะทันหัน ก็มั่นใจได้หายห่วง   
    อัตราสิ้นเปลือง
    โตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 มีระบบสตาร์ต-สต็อปเครื่องยนต์ เพิ่มความประหยัดและลดมลพิษ ในวันทดสอบใช้ระยะทางรวมตลอดไป-กลับ 469.2 กิโลเมตร ระดับน้ำมันลดลงมาต่ำกว่าขีดกลางเล็กน้อย นับว่าประหยัดเทียบเท่ารถเก๋ง 4 ประตู เครื่องยนต์ 2.0 - 2.2 ลิตร และมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยบนหน้าปัดที่ 10.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 10 กิโลเมตรต่อลิตร นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับระดับนี้ เพราะรถตู้สุดหรูในระดับเดียวกันอาจกินจุกว่านี้ด้วยซ้ำ
    ความสะดวกสบาย
    ระบบพิเศษต่างๆ ของเวลไฟร์ รถระดับหรูย่อมมาคู่กับความอัจฉริยะด้วยกุญแจ Smart Entry ประตูด้านข้างแบบสไลด์และด้านหลังเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า และสั่งได้จากรีโมท พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานต่างๆ ของระบบเครื่องเสียงและระบบครูซคอนโทรล รวมทั้งรับ-วางสายโทรศัพท์ได้สะดวก เบาะคนขับเลื่อนถอยหลังอัตโนมัติเมื่อเปิดประตูและดับเครื่องยนต์ และในขณะขึ้นรถเมื่อเปิดประตูเบาะก็เลื่อนถอยหลังพร้อมเลื่อนเข้าตามเดิมที่ตั้งไว้เมื่อปิดประตู 
    ในเวลไฟร์ใหม่ติดตั้งชุดความบันเทิงแบบจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว เล่นได้ลื่นติดมือสั่งงานฉับไวมากๆ และรองรับแทบจะทุกอย่างแห่งการเชื่อมต่อและความบันเทิง เช่น FM/AM/MP3/WMA/USB/Navi,smartG-Book/Bluetooth/iPod รับโทรศัพท์ได้ พร้อมจอ LED ขนาด 10.2 นิ้ว และจุดเชื่อมต่อ USB ให้ผู้โดยสารตอนหลังอีกด้วย และลำโพง 8 จุด ครบแบบนี้จะใช้หมดไหมเนี่ย?
    ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยก 3 โซน ซ้าย-ขวา-หลัง พร้อมระบบฟอกอากาศ Nanoe มีช่องแอร์ผู้โดยสารตอนหลังครบทุกตำแหน่งไม่ต้องกลัวร้อนด้วยระบบทำความเย็นที่ล้ำหน้าสุดกับ "ชุดกักเก็บความเย็น" ที่แทรกตัวระหว่างครีบของคอยล์เย็นในตู้แอร์ ทำหน้าที่กักเก็บความเย็นหลังจากการดับเครื่องยนต์ด้วยระบบประหยัด แม้คอมเพรสเซอร์จะตัดการทำงานแต่ระบบนี้จะคงความเย็นไว้และเมื่อพัดลมแอร์เป่าผ่านก็จะยังมีความเย็นอยู่ตลอด ซึ่งในวันทดสอบได้จอดตากแดดช่วงแวะทานอาหารกว่า 30 นาที เมื่อเดินทางต่อใช้เวลาไม่นานนักความเย็นก็ทั่วรถ นับว่าพัฒนาให้เหมาะกับเมืองร้อนๆ อย่างนี้ได้ดีมาก และนอกจากนี้ยังเพิ่มบรรยากาศเหนือระดับกับไฟ Ambient Light ปรับได้ 16 ฉดสี นับเป็นลูกเล่นที่โดดเด่นและใส่ใจในรายละเอียดมากๆ 
    การทดสอบเวลไฟร์ครั้งนี้ ทีมงานฯ ได้ลองครบเกือบทุกตำแหน่งสำคัญๆ นั่นคือ
    ตำแหน่งผู้ขับ เริ่มจากท่านั่งที่ออกแบบได้ดีไม่เมื่อยล้า เบาะนุ่มนั่งสบาย ที่พิงหลังกระชับและรับสัดส่วนหลังได้ดี ระยะห่างพวงมาลัยก็ปรับได้ 4 ทิศทางให้เข้ากับความถนัดผู้ขับ พื้นที่บริเวณผู้ขับไม่อึดอัด เท้าแขนได้สบายๆ ทั้ง 2 ข้าง แต่มีในส่วนของเสากลางหรือ "C-Pillar" ที่บดบังด้านข้างในบางจังหวะ อาจต้องอาศัยกระจกมองข้างที่มีขนาดใหญ่และก็เห็นชัดเจนช่วยดูก่อนเปลี่ยนเลน 
    ทัศนวิสัยโดยรวมนับว่าขับง่าย ขนาดรถที่ดูเหมือนคันใหญ่โต แต่ความจริงไม่ต่างกับรุ่นฟอร์จูนเนอร์มากนัก ระยะด้านหน้าและหลังรถสั้นกะระยะง่ายด้วยเซ็นเซอร์ มีเพียงกระจกบานหลังที่อาจมองได้ไม่ครบทุกมุม เช่น มุมระยะใกล้ มุมด้านข้างซ้าย-ขวา แต่รถที่ตามหลังมายังเห็นได้ถึง 3 เลนในระยะไกลออกไปอีกหน่อยครับ แต่ไม่ต้องกลัวเพราะติดตั้งกล้องมองขณะถอยหลังมาให้เรียบร้อย พร้อมปรับองศาตามการเลี้ยวได้อีกด้วย  
    ตำแหน่งผู้โดยสารตอนหน้าข้างผู้ขับ นับว่านั่งสบายกว่าที่ติด จากความนุ่มและกระชับของเบาะ รวมถึงรอบๆ ตัวตรงจุดเท้าแขนที่พอดีไม่ต้องกางแขนออกมาเกินไป ทำให้ลดการเมื่อยล้า และพื้นที่วางขาก็กว้างและลึกไม่อึดอัดเหยียดได้สบายๆ ครับ
    ตำแหน่งผู้โดยสารตอนหลังแถวที่ 1 ซึ่งเป็นเบาะคู่กลางสุดหรูคล้ายนั่งในเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส สามารถปรับเอนได้ด้วยปุ่มไฟฟ้า จุดที่ประทับใจคือ ส่วนของที่พิงศีรษะมีปีกด้านข้างแบบ "หูของมิกกี้เมาส์" ไว้นอนหลับพักผ่อนกันหัวส่ายไป-มาได้อย่างดี ด้านข้างของเบาะสามารถปรับโต๊ะขึ้นมาเพื่อวางของต่างๆ แก้วน้ำ ฯลฯ ได้ พื้นที่บริเวณนี้กว้างขวางยืดขาได้เกือบสุด และยังมีที่รองน่องขา บวกกับช่วงล่างที่นุ่มนวล และเครื่องยนต์ที่ราบรื่น ยิ่งทำให้หลับเพลินเกินห้ามใจ 

    ตำแหน่งผู้โดยสารตอนหลังแถวที่ 2 หลังสุด นับเป็นเบาะที่หลายคนคิดว่านั่งสบายน้อยที่สุด แต่เมื่อได้ลองจะรู้ว่ามีความสบายที่ต่างกันนั่นคือ พื้นที่ส่วนรอบจะกว้างกว่า (หากนั่งเพียง 1-2 คน) ตัวเบาะก็มีนุ่มไม่แพ้แถวอื่นๆ และยังโอบรับสรีระได้ดีเช่นกัน ระดับของเบาะจะต่ำและเอนไปด้านหลังเล็กน้อย แต่กลับทำให้แนวของลำตัว เอวและขาอยู่ในระดับพอดี ที่เท้าแขนด้านข้างตัวรถอยู่ในระดับสูงกว่าแถวอื่นๆ ทำให้ยิ่งสบาย ถ้าได้หมอนพิงศีรษะเป็นแบบ "หูมิกกี้เมาส์" เหมือนแถวกลางจะยิ่งสบายมากขึ้นแน่ๆ ครับ  
    อย่างไรก็ตามนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ จากการที่ทีมงานฯ เป็นคนค่อนข้างตัวใหญ่ การนั่งเบาะขนาดนี้อาจเหมาะสมกับตัวได้พอดี จึงทำให้นั่งได้สบายทุกตำแหน่ง ซึ่งหากอยากรู้ว่าจะจริงหรือไม่คงต้องทดลองนั่งด้วยตัวเองครับ
    ระบบความปลอดภัย
    ระบบความปลอดภัยพื้นฐานเริ่มที่ถุงลมนิรภัยรอบคันทั้งถุงลมคู่หน้า ด้านข้างและม่านข้างทั้งแนวตัวรถ นับว่าปลอดภัยชัวร์ บนไฟหน้าปรับระดับ-เปิด/ปิดอัตโนมัติ มีไฟส่องด้านข้างเมื่อถึงทางแยก ระบบควบคุมการทรงตัวเต็มคันทั้ง VSC/ABS/BA/EBD ระบบช่วยออกตัวทางลาดชัน HAC ระบบกุญแจอัจฉริยะ Immobilizer เซ็นเซอร์กะระยะหน้าและหลัง กล้องมองขณะถอยหลัง 

    จุดซ่อนม่านนิรภัยด้านข้าง

    รีโมทควบคุมได้ทุกประตู

    กล้องมองขณะถอยหลังชัดมาก
    ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา

    ราคา 3.39 ล้านบาท "หากถามว่าคุ้มไหม? ขอตอบเลยว่ามาก....." ถ้าคุณต้องการรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน สมรรถนะเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร ทั้งประหยัดและกำลังมากขึ้น เกียร์ CVT อันชาญฉลาด ช่วงล่างสไตล์ซีดานหรู เบาะภายในดุจโซฟาในห้องนั่งเล่นที่บ้านคุณ ระบบความบันเทิงระดับโรงหนังฮันนีมูนซีท เทคโนโลยีความปลอดภัยที่มาอันดับหนึ่ง พร้อมศูนย์บริการระดับมาตรฐานที่พร้อมดูแลโตโยต้า เวลไฟร์ของคุณทั่วทั้งประเทศ แต่เดี๋ยวก่อน! ยังไม่หมดนะครับ ยังมีบริการสิทธิพิเศษระดับเฟิร์สคลาส 
    "The Ultimate Experience กิน-ช้อป-กอล์ฟ-เที่ยว-เช็ค ครบ" จากโตโยต้าอีกมากมาย เช่น อัพเกรดเที่ยวบินชั้นเฟิร์สคลาส, ออกรอบในกอล์ฟคลับสุดหรู 4 แห่ง, ที่พักโรงแรม & สปาชั้นนำ 7 แห่ง, ส่วนลดพิเศษสำหรับรถเช่า, ส่วนลดร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 10 ร้านค้า และฟรีค่าแรงเช็คระยะถึง 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันคุณภาพจากโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) รับรองว่าโตโยต้า เวลไฟร์ เป็นคำตอบเดียวและคำตอบสุดท้ายของคุณ!
    ดูรายละเอียดเพิ่มเติม The Ultimate Experience
    โตโยต้า เวลไฟร์ มาพร้อม 3 สี คือขาวมุก (White Pearl), เงิน (Silver) และดำ (Burning Black) ราคา 3,399,000 บาท 
    ส่วน โตโยต้า อัลฟาร์ด 3.5 Executive Lounge ราคา 4,649,000 บาท และ โตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 HV Hybrid ราคา3,549,000 บาท

    รีวิวล่าสุดอื่นๆ

    สนใจทดลองขับ