อันดับแรก เรามาเช็กเงินก้อนใหญ่ที่จะได้รับหลังเกษียณของแต่ละอาชีพกันก่อนค่ะ โดยผู้เขียนขอแบ่งออกเป็นรายได้ของข้าราชการ และรายได้ของพนักงานเอกชนนะคะ
ข้าราชการ
บำเหน็จบำนาญปกติ โดยเงินบำเหน็จคือค่าตอบแทนที่จ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว ส่วนบำนาญคือค่าตอบแทนที่จ่ายให้เป็นรายเดือน ซึ่งเงินที่ได้รับจะมากหรือน้อยเท่าใด ขึ้นอยู่กับเงินเดือนและเวลาราชการเป็นหลัก และสามารถเลือกได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นนะคะ ถ้าอยากรู้จำนวนเงินบำเหน็จบำนาญของตัวเอง ก็ลองคำนวณได้ตามสูตรนี้เลยค่ะ

บำเหน็จตกทอด ในกรณีที่เสียชีวิต ยังมีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จตกทอดด้วยนะคะ โดยจะถูกจ่ายให้กับทายาทตามสัดส่วนดังนี้ บิดามารดา 1 ส่วน, คู่สมรส 1 ส่วน และบุตร 2 ส่วน (กรณีมีบุตร 3 คนขึ้นไป ได้ 3 ส่วน) ซึ่งบำเหน็จตกทอดที่จะได้รับ เท่ากับ 30 เท่าของเงินบำนาญรายเดือนค่ะ
เงินออมจากกองทุนบำเหน็จข้าราชการ (กบข.) สิทธิประโยชน์เหนือสิ่งอื่นใดของข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. คือได้รับเงินเพิ่มเติมมากถึง 5 ก้อนด้วยกัน ได้แก่ เงินสะสม เงินออมเพิ่ม เงินสมทบ เงินประเดิม และเงินชดเชย (ถ้าให้ผู้เขียนเปรียบเทียบ ก็มีความคล้ายคลึงกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานเอกชนนั่นเองค่ะ)
พนักงานเอกชน
-
เงินบำเหน็จ จ่ายเงินเมื่อนำส่งเงินสมทบ 1 - 179 เดือน
-
เงินบำนาญ จ่ายเงินเมื่อนำส่งเงินสมทบ 180 เดือนขึ้นไป
ส่วนอีกสวัสดิการหนึ่งของพนักงานเอกชนที่มักมาควบคู่กับประกันสังคม คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกอบไปด้วยเงินสะสมของเรา และเงินสมทบจากนายจ้างเช่นเดียวกับกองทุนอื่นๆ ที่ได้กล่าวถึงไปค่ะ ส่วนจำนวนเงินที่จะได้รับเมื่อเกษียณไปแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของแต่ละคน บอกเลยว่ายิ่งอัตราเงินสะสมของเราสูงเท่าใด ก็จะยิ่งได้ผลตอบแทนเยอะขึ้นไปด้วยนะคะ
และนอกจากเงินก้อนใหญ่เหล่านี้แล้ว ยังมีรายได้บางประเภทที่แม้ไม่ต้องประกอบอาชีพ ก็ยังมีสิทธิ์ได้รับอยู่ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการจากรัฐบาล หรือช่องทางการสร้างรายได้ที่เราสร้างขึ้นมาเองตามความสนใจ โดยรวมแล้วก็จะมีอยู่ดังนี้ค่ะ
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ใครที่ไม่ได้ทำอาชีพข้าราชการ หรือพนักงานเอกชนที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงไปนั้นก็อย่าเพิ่งกังวลนะคะ เพราะเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีไว้เพื่อกลุ่มคนเหล่านี้โดยเฉพาะเลยค่ะ เพียงแค่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และต้องไม่เคยได้รับสวัสดิการใดๆ จากหน่วยงานรัฐ ส่วนจำนวนเงินที่จะได้รับก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ แบ่งได้ตามนี้ค่ะ
-
อายุ 60 - 69 ปี ได้รับ 600 บาท
-
อายุ 70 - 79 ปี ได้รับ 700 บาท
-
อายุ 80 - 89 ปี ได้รับ 800 บาท
-
อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาท
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินสมทบที่จะได้รับ แบ่งออกเป็น 3 ช่วงอายุด้วยกัน
-
อายุ 15 - 30 ปี ได้เงินสมทบจากรัฐบาล 50% ของเงินสะสม (สูงสุด 600 บาทต่อปี)
-
อายุ 31 - 50 ปี ได้เงินสมทบจากรัฐบาล 80% ของเงินสะสม (สูงสุด 960 บาทต่อปี)
-
อายุ 51 ปีขึ้นไป ได้เงินสมทบจากรัฐบาล 100% ของเงินสะสม (สูงสุด 1,200 บาทต่อปี)
การลงทุนต่างๆ หลายคนอาจมีช่องทางการลงทุนที่หลากหลายรูปแบบตามความสนใจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน หุ้น กองทุน ตราสารหนี้ แต่พอขึ้นชื่อว่าการลงทุน ก็มักจะตามมาด้วยความเสี่ยงเสมอ เพื่อให้การลงทุนของเรางอกเงย และได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่ามากที่สุด ก็อย่าลืมศึกษาและทำความเข้าใจก่อนทำการลงทุนทุกครั้งนะคะ
อาชีพเสริม ไพ่ใบสุดท้ายของการสร้างรายได้เสริมจะเป็นอะไรไปไม่ได้อีกแล้วนอกจากการประกอบอาชีพเสริม จะเห็นว่าปัจจุบันนี้คนเริ่มหันมาใช้เวลาว่างไปกับการทำอาชีพเสริมกันเยอะมากๆ (โดยเฉพาะการเปิดธุรกิจออนไลน์) เพราะนอกจากต้องใช้เงินลงทุนก็ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีความเสี่ยงใดๆ อีกแล้ว มีแต่กำไรและขาดทุนเท่านั้น ใครมีทักษะอะไรติดตัวก็ลองหาอาชีพเสริมที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ เผื่อจะกลายมาเป็นช่องทางหลักที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้เรื่อยๆ เมื่อยามเกษียณค่ะ (ใครอยากเป็นเศรษฐี! หนทางหารายได้เสริมเตรียมเข้าสู่วัยเกษียณ อายุเยอะก็ทำได้)
เมื่อทุกคนอ่านมาจนถึงจุดนี้แล้ว อย่าลืมกลับไปเช็กสถานะปัจจุบันของตัวเองกันด้วยนะคะ ว่ามีเงื่อนไขใดที่ตรงกับเกณฑ์ของการรับรายได้ในแต่ละรูปแบบบ้าง หรือจะวางแผนลงทุนในรูปแบบอื่นอย่างไร กันไว้ดีกว่าแก้เสมอค่ะ ?
