• ดอกเบี้ยเงินฝาก
  • ดอกเบี้ยเงินฝาก
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • 3 อันดับธนาคาร ผลประกอบการดี กำไรสูง (ไตรมาสแรก ประจำปี 2560)

    25 เม.ย. 60 15,255

    3 อันดับธนาคาร ผลประกอบการดี กำไรสูง (ไตรมาสแรก ประจำปี 2560)

    จบไตรมาส 1 ประจำปี 2560 กันไปเรียบร้อยแล้วนะคะ เราลองมาดูผลประกอบการของธนาคารกันดีกว่าว่า 3 อันดับแรกที่โดดเด่น กำไรสู๊ง ... สูง! จะเป็นธนาคารใดกันบ้าง และจะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ของผู้ลงทุน และผู้ใช้บริการ หรือเปล่า

    อันดับ 1 คือ ธนาคารไทยพาณิชย์

    ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทย่อย ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/2560 (งบการเงินรวมก่อนสอบทาน) มีผลกำไรสุทธิจำนวน 11,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559 ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ รวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย 
    รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ตามงบการเงินรวมในไตรมาส 1/2560 มีจำนวน 22,561 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 4.1% จากไตรมาส 1/2559 เป็นผลมาจากการขยายตัวของสินเชื่อ 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
    รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ตามงบการเงินรวมในไตรมาส 1/2560 มีจำนวน 10,624 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 33.2% จากไตรมาส 1/2559 เป็นผลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ และรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยที่ดีขึ้นจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการ รับประกันภัย
    อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ในไตรมาส 1/2560 อยู่ที่ 2.70% เพิ่มขึ้น 0.06% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559 ส่วนใหญ่เกิดจากสินเชื่อเคหะและสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำหรับไตรมาสนี้ ธนาคารได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 5,010 ล้านบาท หรือ 1.03% ของสินเชื่อรวม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น เป็น 133.4% ณ สิ้นไตรมาส 1/2560 จาก 122.8% ณ สิ้นไตรมาส 1/2559

    อันดับ 2 คือ ธนาคารกสิกรไทย

    ธนาคารกสิกรไทย ประกาศผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2560 โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 10,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.45% จากไตรมาสที่ 1 ของปี 2559
    ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 10,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 525 ล้านบาท หรือ 5.45% เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 888 ล้านบาท หรือ 4.00% โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.41% อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 2,034 ล้านบาท หรือ 11.59% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้สุทธิจากการรับประกันภัย และรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุนที่ลดลง รวมถึงการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (cost to income ratio) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ระดับ 39.44%

    อันดับ 3 คือ ธนาคารกรุงไทย

    ธนาคารกรุงไทย ประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่ 1/2560 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.16 ทั้งนี้รายได้หลักยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 479 ล้านบาท และธนาคารมีการบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี ภาคการส่งออกสินค้าฟื้นตัว การบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวขยายตัว การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2559 ธนาคารและบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงาน 18,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.79 ภายหลังหักสำรองหนี้สูญและภาษีเงินได้
    ในไตรมาส 1/2560 ธนาคารและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อ 1,913,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,198 ล้านบาท จากลูกค้าภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ มีเงินฝาก 1,991,444 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,040 ล้านบาทจากสิ้นปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยได้กันสำรองหนี้สูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าจำนวน 7,460 ล้านบาท ลดลง 1,163 ล้านบาท และมีอัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ เท่ากับร้อยละ 112.11 ลดลงจากร้อยละ 121.57 ณ 31 ธันวาคม 2559
    ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ณ 31 มีนาคม 2560 จำนวน 100,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,254 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.15 จากลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบางอุตสาหกรรม อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ NPL Ratio (Net) เท่ากับร้อยละ 1.94 และ NPL Ratio (Gross) เท่ากับร้อยละ 4.36 ทั้งนี้ธนาคารได้ดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด มีความระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อ รวมทั้งให้ความสำคัญในการติดตามหนี้อย่างรวดเร็ว และปรับโครงสร้างหนี้ตามความเหมาะสม
    ธนาคารมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของและเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 243,521 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.01 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง เงินกองทุนทั้งสิ้นเท่ากับ 311,466 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.64 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง สำหรับอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารที่ได้รับ Standard & Poor's ระยะยาว/ระยะสั้น BBB / A-2 Moody's Investors Service ระยะยาว/ระยะสั้น Baa1 / P-2

    เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับ 3 ธนาคารดาวเด่น คงตรงใจใครหลายๆ คนกันนะคะ แต่ยังมีอีกหลายธนาคารที่ผลประกอบการน่าสนใจไม่น้อย เช่น ธนาคารทิสโก้ ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของกำไรสูงที่สุด โดยมีกำไร 1.49 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 18% จากช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 และธนาคารธนชาต มีกำไร 3.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 15% จากช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อย แต่สำหรับนักลงทุน หรือผู้ที่สนใจแล้ว ก็คงต้องดูรายละเอียดในส่วนอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย ลองหาอ่านเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของธนาคารที่คุณๆ สนใจได้เลย แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ
    • ชนานาถ จินตกสิกรรม
    • ชนานาถ จินตกสิกรรม
      MONEY GURU Thailand

    บทความล่าสุดอื่นๆ