บทความดอกเบี้ยเงินฝาก

icon-filter ค้นหาดอกเบี้ยเงินฝากแบบละเอียด
product filter
product filter
product filter
product filter

ไขข้อสงสัย "ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์" มีดี และน่าซื้อแค่ไหน?

icon 28 เม.ย. 59 icon 83,036
Share
ไขข้อสงสัย "ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์" มีดี และน่าซื้อแค่ไหน?

ไขข้อสงสัย "ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์" มีดี และน่าซื้อแค่ไหน? 
ปัจจุบัน "ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์" เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่กำลังได้รับความนิยมในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมากๆ ค่ะ ซึ่งบางคนอาจซื้อประกันแบบนี้ไปแล้วกับพนักงานธนาคารโดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลก่อน หรือบางคนก็อาจลังเลที่จะซื้อ เพราะมองว่าเงินจะกองอยู่ในประกันแบบนี้นานเลย บางที 10 - 15 ปี วันนี้เราจะมาดูกันค่ะว่า "ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์" นี้มีดีอะไร น่าซื้อหรือไม่ และประกันแบบนี้จะมีแบบระยะเวลาสั้นๆ น้อยกว่า 10 - 15 ปีหรือไม่
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) คืออะไร?
ประกันชีวิตที่เป็นลูกผสม ระหว่างการคุ้มครองชีวิต และการออมเงิน โดยหลักการคือบริษัทประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง หรือหลายๆ จำนวน ซึ่งกำหนดกันไว้ล่วงหน้าให้แก่ผู้เอาประกันภัยในกรณีใดกรณีหนึ่ง หรือหลายกรณีต่อไปนี้ คือ 
(ก) เมื่อถึงเวลาสิ้นปีแต่ละปีในช่วงเวลาเอาประกันในรูปของ "เงินคืนระหว่างสัญญา" 
(ข) เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตลง (ไม่รวมกรณีล้มป่วย หรือทุพพลภาพ) ในรูปของ "เงินเอาประกัน" และ/หรือ 
(ค) เมื่อถึงวันสิ้นสุดระยะเวลาเอาประกัน (โดยที่ผู้เอาประกันยังไม่เสียชีวิต) ในรูปของ "เงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา"
โดยทั่วไปแล้ว จำนวนเงินรวมที่ผู้เอาประกันจะได้รับนั้นจะเท่ากับผลรวมของ เบี้ยประกันทั้งหมดที่จ่าย + ผลตอบแทนจำนวนหนึ่ง (เช่น เงินคืนระหว่างสัญญาไล่ตั้งแต่ 2 - 4%) และระยะเวลาเอาประกันมักจะค่อนข้างยาว เช่น 10 หรือ 15 ปี แต่ก็มีบริษัทประกันชีวิตบางรายสามารถเสนอระยะเวลาการประกันที่สั้นกว่านี้ได้ เช่น 3 ปี (คลิกอ่านประกันประเภทต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่บทความ "รู้ทันประกัน...คุ้มครองอย่างถูกวิธี")
เหตุผลดีๆ ที่เราควรทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ แล้วทำไมเราถึงควรทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์? ประกันชีวิตแบบนี้ซื้อไปแล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรหรือ? เรามาไล่ดูข้อดีของประกันประเภทนี้กันเลยค่ะ   
  1. คุ้มครองชีวิตและให้ความมั่นคงกับลูกหลาน
    การทำประกันชีวิต คือการโอนความเสี่ยงให้แก่บริษัทรับประกันชีวิต ซึ่งจะให้หลักประกัน และความคุ้มครองตามจำนวนเงินเอาประกันที่เลือก ผู้ที่ทำประกันชีวิต (โดยเฉพาะหัวหน้าครอบครัว) จะมั่นใจได้ว่าหากตัวเองเสียชีวิตลง ก็ยังมีเงินอีกก้อนหนึ่งสำหรับให้คนข้างหลังไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ในระหว่างปรับตัวเมื่อไม่มีหัวหน้าครอบครัวอยู่

  2. จำนวน "ผลตอบแทนหรือผลประโยชน์" ชัดเจน
    "ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์" นั้นจะการันตีผลตอบแทนแบบแน่นอนให้เราว่า จะได้รับเงินคืนระหว่างปี หรือได้รับเงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญาเป็นจำนวนเท่าใด จึงไม่ต้องกังวลกับภาวะเศรษฐกิจว่าผลตอบแทนของเราจะถูกปรับลดลงหรือไม่ และเมื่อใดนั่นเองค่ะ

  3. ผลตอบแทน "ไม่เสียภาษี" อะไรเลย
    หากเราซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หรือแม้แต่การฝากเงินไว้ในบัญชีเงินฝากประจำ เมื่อครบกำหนดก็จะได้รับดอกเบี้ย โดยเราจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ ต่างจากผลตอบแทนที่ได้รับจากกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่ไม่ว่าจะเป็นเงินคืนระหว่างสัญญา หรือเงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา ก็จะไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก ทำให้ได้รับผลตอบแทนตามที่ระบุไว้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยค่ะ

  4. เบี้ยประกันใช้ "ลดหย่อนภาษี" ได้
    เบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่เราชำระไปนั้นสามารถนำไปใช้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีได้ โดยมีเงื่อนไขว่ากรมธรรม์นั้นจะต้องมีระยะเวลาการคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป โดยเราสามารถหักลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และลดหย่อนได้ตามจำนวนปีที่มีการขำระเบี้ยเลยล่ะค่ะ (คลิกอ่านรายละเอียดประกาศของกรมสรรพากรเพิ่มเติมที่นี่)

  5. เป็นการ "ทำให้มีวินัย" การออม
    ด้วยรูปแบบของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่ทำให้ต้องจ่ายเบี้ยประกันไปจนครบกำหนดสัญญา และบางกรมธรรม์อาจกำหนดให้ชำระเบี้ยประกันเป็นงวดๆ หรือเลือกชำระรายยอดตามกำลังที่มีจ่าย เช่น รายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือรายปี ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้จ่ายเบี้ยประกันไม่รู้สึกว่าต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่เกินไปแล้ว ยังช่วยสร้างวินัยให้ผู้ซื้อประกันฯ มีวินัยในการออมเงิน (เพื่อจ่ายเบี้ยประกัน) อย่างสม่ำเสมอด้วย ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ แต่มีเป้าหมายทั้งการออมเงิน และต้องการสร้างความคุ้มครองให้ชีวิตนั่นเองค่ะ

  6. ทำให้มี "เงินก้อน" ไว้ใช้ในอนาคต
    เมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนครบกำหนดสัญญาก็จะได้รับเงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา รวมถึงอาจได้รับเงินคืนรายงวดหรือเงินปันผลระหว่างปีด้วย ซึ่งเงินคืนดังกล่าวก็จะมีอัตราผลตอบแทนที่มากกว่าค่าเบี้ยประกันที่เราชำระไป ซึ่งเมื่อครบกำหนดเราก็สามารถนำเงินเก็บก้อนนี้ไปทำให้เกิดประโยชน์งอกเงยต่อไปได้นะคะ (แต่สำหรับผู้ที่อยากได้ผลตอบแทนสูงมากๆ ก็แนะนำว่าให้นำเงินไปลงทุนน่าจะเหมาะสมกว่าค่ะ)
ก่อนซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ควรต้องดูอะไรบ้าง?
ถ้าเราจะเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เราควรต้องดูอะไรบ้าง? ทาง CheckRaka.com เราได้สรุปเป็นเรื่องๆ ที่เราต้องพิจารณาดังนี้ค่ะ
 เน้นวัตถุประสงค์อะไร?
ประกันแบบนี้มีวัตถุประสงค์ได้ 2 อย่าง คือทั้งการคุ้มครองชีวิต และการออมเงิน ซึ่งหากเราต้องการเน้นความคุ้มครองชีวิตมากกว่า ก็ให้เลือกกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองชีวิตในอัตราที่สูง (ดูจาก % ของเงินเอาประกัน) แต่หากต้องการออมเงินก็ควรดูผลตอบแทนตรงส่วนที่เป็นอัตราเงินคืนที่เราจะได้รับ (ซึ่งถ้าเราได้รับเงินคืนมากก็อาจจะได้รับวงเงินความคุ้มครองชีวิตต่ำลงไปบ้างนะคะ)
 จ่ายเบี้ยประกันไหวแค่ไหน?
"เบี้ยประกัน" และ "วงเงินความคุ้มครอง" เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันค่ะ หากเราจ่ายเบี้ยประกันสูง ก็จะมีเงินเอาประกันสูง และเมื่อคำนวณวงเงินคุ้มครองซึ่งระบุไว้เป็นอัตราร้อยละ (% ของเงินเอาประกันแล้ว) จำนวนเงินที่ได้รับก็จะมากกว่าค่ะ ทั้งนี้ หากเราเลือกทุนประกันและวงเงินคุ้มครองสูงเกินไป ก็อาจทำให้การส่งเบี้ยประกันกลายเป็นภาระ ซึ่งอาจทำให้เราไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันได้จนครบกำหนดสัญญา ทางที่ดีก็ควรเลือกวงเงินที่พอเหมาะพอดีกับตัวเอง โดยเกณฑ์เบื้องต้นสำหรับการคำนวณเบี้ยประกันชีวิตนั้นไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ต่อปี หรือหากใครมีภาระหนี้สินอย่างอื่นเพิ่ม ก็อาจปรับลดเบี้ยประกันลงตามความเหมาะสมได้ค่ะ
 คาดหวังผลตอบแทนแค่ไหน?
ส่วนใหญ่แล้วผลตอบแทนของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะระบุไว้เป็นอัตราร้อยละ (% ของเงินเอาประกัน) หากว่าเราอยากทราบผลตอบแทนที่แท้จริงแบบเป็นอัตราร้อยละ (%) ก็ให้ลองสอบถามค่า IRR (Internal Rate of Return) จากพนักงานดูค่ะ หรือถ้าจะลองนำจำนวนเงินที่ได้รับทั้งหมดมาหักลบกับเบี้ยประกันที่ส่งไปก็จะเห็นจำนวนเงินคืนที่เราได้รับได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เราเลือกกรมธรรม์ที่ให้ผลตอบแทนได้ตรงใจต่อไปได้ค่ะ
 อยากได้ระยะเวลาคุ้มครองสั้น หรือยาว?
เราควรเลือกระยะเวลาการคุ้มครองให้สัมพันธ์กับเป้าหมายทางการเงิน เช่น หากเรามีเป้าหมายว่าต้องการออมเงิน และจะใช้เงินในอีก 5 ปีข้างหน้า การเลือกทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่มีอายุกรมธรรม์ 5 ปีก็จะช่วยให้สามารถเก็บออมได้ เมื่อครบ 5 ปี เราก็จะมีเงินก้อน ทำให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ
 เน้นเรื่อง "ลดหย่อนภาษี" ด้วยหรือเปล่า?
กรมสรรพากรให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท สำหรับกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และมีเงินคืนรายปีไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันรายปี หากเราเสียภาษีในฐานที่สูงก็จะได้รับเงินคืนมาก (ได้ประโยชน์มากกว่า)
 บริษัทประกันที่จะซื้อ "มั่นคง" และบริการหลังการขายดีไหม?
บริษัทประกันที่เราเลือกจะทำสัญญาด้วยนั้นต้องมีความน่าเชื่อถือ มีความมั่นคงทางการเงิน เพราะถ้าเราจ่ายเบี้ยประกันไปแล้ว สุดท้ายบริษัทประกันดันมีปัญหา หรือขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่สามารถจ่ายเงินประกันหรือเงินคืนให้เราได้ เราก็จะได้รับผลกระทบในส่วนนี้ นอกจากนี้ ยังควรเลือกบริษัทที่มีบริการหลังการขายดี เช่น เมื่อเกิดปัญหาแล้ว มีกระบวนการ Claim ที่รวดเร็ว เป็นต้น
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะเวลาไม่นาน เดี๋ยวนี้มีแล้ว !!
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากมองหาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ขึ้นมาบ้างแล้ว แต่อาจติดตรงที่ว่าโดยทั่วไปแล้วประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์นั้นจะมีอายุกรมธรรม์นาน 10 - 15 ปี ซึ่งถ้าใครไม่อยากให้เงินไปกองอยู่ในประกันฯ นานขนาดนั้นแล้วล่ะก็... ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์อย่าง "โอเชี่ยนไลฟ์ บี ริช 3/2" จากไทยสมุทรประกันชีวิต ซึ่งเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ให้เพื่อนๆ ชำระเบี้ยเพียง 2 ปี ให้ความคุ้มครอง 3 ปี หลังจากนั้นก็สามารถรับเงินคืนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นกันต่อไปได้เลยค่ะ

เงื่อนไขการรับประกันภัย
ระยะเวลาการคุ้มครอง : 3 ปี
ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย : 2 ปี
อายุที่รับประกันภัย : 30 วัน - 65 ปี
งวดการชำระเบี้ยประกัน : รายปี
จำนวนเงินเอาประกันภัยขั้นต่ำ : 100,000 บาท (ไม่กำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด)
การตรวจสุขภาพ : ไม่ตรวจสุขภาพ แค่แถลงสุขภาพในใบคำขอเอาประกันภัย
เงื่อนไขอื่นๆ : การรับประกันภัยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
ตัวอย่าง : เพศหญิง อายุ 35 ปี จำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท ชำระเบี้ยประกันแบบรายปี
*เบี้ยประกันชีวิตไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อดีของ "โอเชียนไลฟ์ บี ริช 3/2" มีอะไรบ้าง
 ได้รับความคุ้มครองชีวิต
กรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงระหว่างกรมธรรม์ในปีที่ 1 จะได้รับความคุ้มครอง 100% ของเงินเอาประกัน และปีที่ 2 - 3 จะได้รับความคุ้มครองถึง 200% ของเงินเอาประกัน จากรณีดังกล่าวมีทุนประกัน 1,000,000 บาท จะได้รับความคุ้มครอง 1,000,000 บาท หรือ 2,000,000 บาท แล้วแต่ปีที่เสียชีวิต 
 จ่ายเบี้ยสั้น คุ้มครองสั้น
"โอเชี่ยนไลฟ์ บี ริช 3/2" มีเงื่อนไขและระยะเวลาความคุ้มครองสั้นพิเศษ ด้วยการชำระเบี้ยประกันเพียง 2 ปี และให้ความคุ้มครอง 3 ปี ซึ่งเมื่อครบกำหนดก็สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปต่อยอดได้ทันทีเลยค่ะ
 ได้รับเงินคืนแน่นอน
  • เมื่อสิ้นปีกรมธรรม์ปีที่ 1 - 2 จะได้รับเงินคืน 2.5% ของจำนวนเงินเอาประกัน คิดเป็นเงินปีละ 25,000 บาท
  • เมื่อสิ้นสุดอายุกรมธรรม์ในปีที่ 3 จะได้รับเงินคืน 202.5% ของจำนวนเงินเอาประกัน คิดเป็นเงิน 2,025,000 บาท และเมื่อคำนวณผลตอบแทนที่ได้รับทั้งหมด 2,075,000 บาท - จำนวนเบี้ยประกันที่เราจ่ายไป 1,964,000 บาท เราจะได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 111,000 บาท
 ผลประโยชน์สูงกว่าเงินฝาก
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ "โอเชี่ยนไลฟ์ บี ริช 3/2" มีอัตราผลประโยชน์ที่สูงกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคาร รวมถึงยังการันตีผลประโยชน์ที่แน่นอนด้วยนะคะ โดยลองเปรียบเทียบง่ายๆ สมมติว่าเรานำเงินต้นจำนวน 1,964,000 นี้ไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากแบบประจำ ระยะเวลาฝาก 36 เดือน ให้อัตราดอกเบี้ย 1.60% ต่อปี เมื่อครบ 3 ปี เราจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝาก (หลังจากถูกหักภาษี 15% แล้ว) ประมาณ 80,131.20 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยที่ได้รับนี้ก็ยังน้อยกว่าผลประโยชน์ที่ได้จากกรมธรรม์อยู่ดีค่ะ
 ผลประโยชน์ไม่เสียภาษี
ผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลประโยชน์กันแบบเต็มๆ ทั้งเงินคืนระหว่างสัญญา และเงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา โดยจะไม่ต้องเสียภาษีอะไรเพิ่มอีก ต่างจากดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ค่ะ
กรณีที่บริษัทฯ จะไม่คุ้มครอง
  1. กรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่เปิดเผยข้อความจริง หรือแถลงข้อความเท็จ บริษัทฯ จะเบิกล้างสัญญาภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันทำสัญญา หรือวันต่ออายุกรมธรรม์ หรือวันกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ครั้งสุดท้าย
  2. กรณีผู้เอาประกันภัยค่าตัวตายด้วยใจสมัครภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันทำสัญญาหรือวันต่ออายุกรมธรรม์หรือวันกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ครั้งสุดท้าย หรือถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา
  3. กรณีผู้เอาประกันภัยแถลงอายุคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามความจริงและบริษัทฯ พิสูจน์ได้ว่าในขณะทำสัญญาประกันภัย อายุที่ถูกต้องแท้จริงอยู่นอกจำกัดอัตราเบี้ยประกันภัยตามทางการค้าปกติของบริษัทฯ
  4. กรณีอื่นเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์
หมายเหตุ
  1. ผู้เอาประกันภัยควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนทำประกันภัย และเมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันภัยจากบริษัทฯ แล้วโปรดศึกษาเพิ่มเติม
  2. ความคุ้มครองเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์
  3. การรับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
  4. บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ในการตรวจสุขภาพหรือขอเอกสารทางการแพทย์เพิ่มเติม เมื่อเห็นว่าจำเป็น
  5. การแถลงสุขภาพในใบคำขอเอาประกันภัยเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับประกันภัย หรือพิจารณาจ่ายเงินตามสัญญาประกันภัย
  6. กรณีเสียชีวิต บริษัทฯ จะจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ หรือมูลค่าเงินคืนกรมธรรม์แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
  7. เบี้ยประกันชีวิตไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
จากตัวอย่างข้างต้นนี้ จะเห็นว่าประกันโอเชียนไลฟ์ บี ริช 3/2 นี้ ค่อนข้างจะเหมาะกับคนที่มีเงินเย็นอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะเวลา 3 ปี และอยากนำเงินดังกล่าวนี้มาสร้างผลประโยชน์และยังได้ความคุ้มครองชีวิต ซึ่งก็นับว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจพอสมควรเลยล่ะค่ะ หากสนใจ "ประกันโอเชี่ยนไลฟ์ บี ริช 3/2" สามารถคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.oceanlifeonline.com

"ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์" แตกต่างจาก "เงินฝากประจำ" อย่างไร?
สุดท้ายนี้ หลายคนอาจมองว่าประกันชีวิตแบบนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ "เงินฝากประจำแบบไม่เสียภาษี" แต่จริงๆ แล้ว ก็มีหลายอย่างนะค่ะที่ผลิตภัณฑ์ 2 ประเภทนี้มีความแตกต่างกัน ซึ่งจะแตกต่างกันเรื่องอะไรบ้าง และแค่ไหน เรามาดูกันในตารางนี้ได้เลยค่ะ
วัตถุประสงค์ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เงินฝากประจำ เน้นการคุ้มครองชีวิต และได้ผลตอบแทนด้วยในรูปของเงินคืน เน้นการออมเงิน

ผลตอบแทน
มีได้ 2 กรณี คือ
  1. หากผู้เอาประกันเสียชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์จะได้รับเงินตามจำนวนเงินเอาประกันในกรมธรรม์
  2. หากผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่จนครบกำหนดสัญญา ผู้เอาประกันจะได้รับเงินคืนพร้อมผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด และอาจได้รับเงินคืนระหว่างปีกรมธรรม์ หรือเงินปันผล ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ โดยไม่ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย
ดอกเบี้ยเงินฝาก มีทั้งที่ได้ตอนครบกำหนดเงินฝาก หรือทุกๆ 3 เดือน แต่ดอกเบี้ยนี้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ด้วยค่ะ ระยะเวลาและเงื่อนไขการฝาก ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการคุ้มครอง ซึ่งต้องคงเงินไว้จนกว่ากรมธรรม์จะครบกำหนด และต้องชำระเบี้ยประกันตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เช่น ชำระเบี้ยประกัน 7 ปี คุ้มครอง 10 ปี หรือ ชำระเบี้ยประกัน 10 ปี คุ้มครอง 15 ปี เป็นต้น สามารถเลือกระยะเวลาการฝากได้ เช่น แบบ 3, 6, 12 เดือน การขอเงินคืน สามารถขอเวนคืน (ยกเลิก) กรมธรรม์ได้ โดยความคุ้มครองชีวิตจะสิ้นสุดลงไปด้วย และบริษัทจะคืนเงินเฉพาะในส่วนที่เป็นมูลค่าของกรมธรรม์ ซึ่งจะน้อยกว่าค่าเบี้ยประกันที่เราจ่ายไป เพราะบริษัทจะต้องหักค่าใช้จ่ายออกบางส่วน โดยหากขอเวนคืนในปีแรกๆ ที่มูลค่ากรมธรรม์ยังไม่สูง ก็จะได้รับเงินคืนน้อยมากค่ะ
สามารถถอนเงินคืนก่อนครบกำหนดระยะเวลาฝากได้ทั้งหมด โดยอาจได้รับดอกเบี้ยน้อยกว่าที่จะได้ตอนแรก 
เพราะการทำประกันชีวิตคือการสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตตนเองและครอบครัว ช่วยลดความเสี่ยง และปลดล็อคความกังวลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรแล้ว เพื่อนๆ ก็อย่าลืมมองหาประกันชีวิตในแบบที่เหมาะกับตัวเองหรือคนที่เรารักไว้สักฉบับนะคะ
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Money Guru
เขียนโดย เช็คราคา.คอม Money Guru

พูดคุยกับกูรูได้ที่

แนะนำบัญชีเงินฝากประจำล่าสุด

บทความดอกเบี้ยเงินฝากล่าสุด

ดูทั้งหมด

ข่าวดอกเบี้ยเงินฝากล่าสุด

ดูทั้งหมด

เว็บไซต์นี้มีการเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์ และช่วยให้เราปรับปรุง และนำเสนอเนื้อหาตรงตามความสนใจของท่าน ท่านสามารถดู Privacy Notice และ ดู Cookies Policy ของเราได้ ที่นี่ ทั้งนี้ ท่านจะยินยอมให้เราเก็บคุกกี้ทั้งหมด หรือให้เก็บแค่บางส่วนโดยการคลิกเลือก ตั้งค่า

ท่านสามารถเลือกให้ความยินยอมการเก็บคุกกี้เป็นเรื่องๆ ได้ที่นี่

เมื่อคุณเข้าชมเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่น checkraka เราอาจจัดเก็บ หรือดึงข้อมูลจากเบราว์เซอร์ของคุณในรูปแบบของคุกกี้ และเทคโนโลยีอื่นที่คล้ายคลึง เช่น tag และ pixel (เรียกรวมกันว่า “คุกกี้”) ซึ่งมักเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้โดยตรง แต่ช่วยให้คุณใช้งานเว็บไซต์ได้ปลอดภัย และตรงตามความต้องการมากขึ้น คุณอาจไม่ยินยอมให้เราเก็บคุกกี้บางประเภทได้ โดยการคลิกตามหัวข้อข้างล่างนี้

ประเภทคุกกี้
อ่านเพิ่มเติม ที่นี่
ยินยอม / ไม่ยินยอม
คุกกี้ที่จำเป็นต้องมีเสมอ
(Strictly Necessary)
คุกกี้สำหรับการใช้งานเว็บไซต์
(Functionality)
คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและวิเคราะห์
(Performance & Analytics)
คุกกี้เพื่อการตลาด
(Marketing)