วัสดีค่ะทุกคน! เวลาที่เรานั่งชมแฟชั่นโชว์จากที่นั่งฟรอนต์โรว์ (หรือผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน) เรามักจะตื่นตาตื่นใจไปกับแสงสี กระเป๋าใบสวย และเสื้อผ้าคัตติ้งเนี้ยบที่เหล่านางแบบนายแบบสวมใส่ใช่ไหมคะ? แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังม่านรันเวย์ที่เต็มไปด้วยความอาร์ตและความสร้างสรรค์นั้น แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนด้วย "เกมการเงิน" ที่ดุเดือด แซ่บ และฟาดฟันกันมันส์ยิ่งกว่าซีรีส์ดราม่าเสียอีก!
วันนี้เราจะขอสวมวิญญาณสายกอสซิปวงใน พาคุณไปจิบน้ำชาพร้อมเจาะลึกความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างโลก "แฟชั่น" และ "การเงิน" ที่รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะมองกระเป๋าแบรนด์เนมใบโปรดไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ

ใครเป็นใครในอาณาจักรความหรูหรา? (The Battle of Conglomerates)
ถ้าคุณคิดว่าแบรนด์ A กำลังแข่งกับแบรนด์ B อย่างเอาเป็นเอาตาย ขอให้เช็กโครงสร้างผู้ถือหุ้นดีๆ ค่ะ เพราะบางทีพวกเขากำลังส่งเงินเข้ากระเป๋าเจ้าของคนเดียวกัน! โลกแฟชั่นถูกยึดครองโดยบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Companies) ยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนตระกูลมาเฟียในโลกธุรกิจ
-
LVMH นำทัพโดยคุณปู่ Bernard Arnault มหาเศรษฐีที่รวยติดท็อปของโลก อาณาจักรนี้ไม่ได้มีแค่ Louis Vuitton หรือ Dior แต่ยังกวาดซื้อทั้ง Celine, Fendi, Givenchy ไปจนถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับพรีเมียม
-
Kering คู่แข่งตลอดกาลของ LVMH บ้านของ Gucci, Saint Laurent, Balenciaga และ Bottega Veneta
-
Richemont สายแข็งเรื่องเครื่องประดับและนาฬิกา เจ้าของ Cartier, Van Cleef & Arpels และ Chloe
Gossip Insider รู้ไหมคะว่า การแข่งขันของมหาเศรษฐีเหล่านี้คือการแย่งชิง "แบรนด์อิสระ" ที่มีศักยภาพ เมื่อไหร่ที่มีแบรนด์เก่าแก่เริ่มมีปัญหาทางการเงิน (หรือมีปัญหากิจการกงสีในครอบครัว) ยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะพร้อมกางเช็คใบโตเพื่อทำ M&A (Mergers and Acquisitions) หรือการควบรวมกิจการทันที!

Veblen Goods กฎการเงินที่บอกว่า "ยิ่งแพง... ยิ่งอยากได้!"
เคยมั้ยคะที่บ่นว่า "โอ๊ย Chanel ขึ้นราคาอีกแล้ว!" หรือ "ทำไม Hermès ถึงซื้อยากซื้อเย็นขนาดนี้?" ในทางเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือแค่เรื่องของอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) แต่เป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่เรียกว่า Veblen Goods ค่ะ
สินค้าทั่วไป เมื่อราคาแพงขึ้น ความต้องการซื้อจะลดลง แต่สำหรับสินค้าแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ ยิ่งราคาพุ่งสูง ความต้องการกลับยิ่งทะยานตาม!
-
สร้างความอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusivity) การขึ้นราคาคือการ "คัดกรองลูกค้า" ในตัว ทำให้สินค้ายังคงความหายากและเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม (Status Symbol)
-
ดัน Margin ให้พุ่งปรี๊ด ต้นทุนการผลิตกระเป๋าอาจจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ราคาขายที่บวกเพิ่มไปนั้น กลายเป็นกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ทำให้งบการเงินของบริษัทสวยหรู ดึงดูดนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างมหาศาล

วงการแฟชั่นไม่ได้มีแค่ความฉาบฉวย แต่เป็นอุตสาหกรรมที่หลอมรวม "ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์" เข้ากับ "กลยุทธ์ทางการเงินที่เฉียบขาด" ได้อย่างลงตัวที่สุด ดีไซเนอร์มีหน้าที่สร้างความฝันให้เราหลงใหล ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงและนักการเงินมีหน้าที่เปลี่ยนความฝันเหล่านั้น ให้กลายเป็นตัวเลขในบรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน (Bottom Line)
ดังนั้น ครั้งหน้าที่คุณรูดบัตรเครดิตซื้อไอเทมชิ้นโปรด ลองยิ้มมุมปากเบาๆ แล้วตระหนักไว้ว่า... คุณไม่ได้แค่กำลังซื้อสไตล์ แต่คุณกำลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางการเงินที่น่าทึ่งที่สุดในโลกธุรกิจต่างหากล่ะคะ!
สนใจดูเรื่องราวการเงินเพิ่มเติมได้ที่ : Money Guru Thailand
