รู้จักเช็คราคา|ติดต่อเรา

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แหล่งสำรองเงินทุนยามเกษียณ หรือลาออก สำหรับพนักงานประจำ

5 พ.ย. 64 465
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แหล่งสำรองเงินทุนยามเกษียณ หรือลาออก สำหรับพนักงานประจำ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แหล่งสำรองเงินทุนยามเกษียณ หรือลาออก สำหรับพนักงานประจำ

สำหรับคนที่เลือก และวางแผนที่จะทำงานประจำ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)" เป็นอีกหนึ่งพอยต์สำคัญในการตัดสินใจเข้าทำงานในบริษัทนั้นๆ ค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งสะสมเงินแล้ว ยังมีส่วนที่ได้รับสมทบเพิ่มจากบริษัท ให้เก็บไว้เป็นเงินสำรองยามเกษียณ หรือเมื่อลาออกจากงานประจำ และเงินที่เราสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย วันนี้...เราจะมาทำความรู้จักแหล่งเงินทุนก้อนโตยามเกษียณ สำหรับพนักงานปะจำกันนะคะ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) คืออะไร

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) คือ กองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจของนายจ้าง และลูกจ้าง ถือเป็นสวัสดิการส่วนหนึ่งที่นายจ้างพึงมีให้กับลูกจ้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินออมเก็บไว้ใช้จ่าย หรือเป็นหลักประกันให้กับตนเอง และครอบครัว ยามเกษียณ ลาออกจากงาน เกิดเหตุให้ทุพพลภาพ หรือแม้แต่กรณีเสียชีวิต โดยเงินสะสมได้มาจาก 2 ส่วน คือ
  1. "เงินสะสม" เป็นเงินในส่วนของสมาชิก หรือลูกจ้าง ที่หักจากเงินเดือนสะสมเข้าไปทุกเดือน ตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนของแต่ละนายจ้าง ในอัตราไม่ต่ำกว่า 2% แต่ไม่เกิน 15% ของเงินค่าจ้าง หรือเงินเดือน
  2. "เงินสมทบ" เป็นเงินในส่วนของนายจ้างที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือน หรือทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนของแต่ละนายจ้าง ในอัตราไม่ต่ำกว่า 2% แต่ไม่เกิน 15% ของเงินค่าจ้าง และต้องสมทบในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าเงินสะสมของลูกจ้าง

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับการสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากจะได้เก็บเงินสะสม และมีเงินสมทบจากนายจ้างแล้ว บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ (บลจ.) จะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในตราสารการเงินประเภทต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนงอกเงยขึ้นมา และนำเงินในส่วนนั้นมาเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกกองทุนตามสัดส่วนของเงินที่เรามีอยู่ในกองทุนค่ะ นอกจากในส่วนของเงินที่จะได้เพิ่มแล้ว ก็ยังมีประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย
 

หักเงินออมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไรให้คุ้มค่า

สำหรับการหักเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างสะสมได้ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน และในส่วนของนายจ้างก็จะสมทบเข้าเป็นประจำทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน ในอัตราตั้งแต่ 2-15% ตามข้อบังคับของแต่ละบริษัทค่ะ ดังนั้น หากเรายิ่งเราสะสมมาก เรายิ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น และยังสามารถนำ "เงินสะสม" ที่เราสะสมในแต่ละปี ไปหักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เช่น หากบริษัทมีอัตราเงินสะสมให้เลือกออม เช่น 3% 5% 10% หรือ 15% เราก็ควรเลือกในอัตราที่สูงที่สุดค่ะ
 
 
หมายเหตุ :
  • อายุปัจจุบัน 30 ปี และเกษียณ 60 ปี
  • อัตราเงินเดือนปัจจุบัน 30,000 บาทต่อเดือน อัตราการขึ้นเงินเดือน 4% ต่อปี
  • มีเงินตั้งต้น (เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพล่าสุดที่มี) 20,000 บาท
  • คำนวณแบบทบต้นทุกเดือน อ้างอิงผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้แบบอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ตั้งแต่ปี 2552 – 2562 อยู่ที่ 5.40%
  • อัตราเงินสมทบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แต่ละบริษัทกำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน บางบริษัทกำหนดอัตราเงินสมทบคงที่ตลอดอายุการทำงาน เช่น 5% ต่อเดือน ขณะที่บางบริษัทกำหนดอัตราเงินสมทบตามอายุงาน เช่น ทำงานไม่ถึง 5 ปี ได้รับอัตราเงินสมทบ 4% ต่อเดือน แต่หากทำงาน 5 -15 ปี จะได้รับอัตราเงินสมทบ 6% ต่อเดือน เป็นต้น
จากตัวอย่างตารางเปรียบเทียบข้างต้น เห็นได้ชัดเจนเลยค่ะ ว่าหักเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 3% กับ 15% มูลค่าที่จะได้รับ ณ ปีที่เกษียณต่างกันถึง 5,595,487 บาท เห็นตัวเลขแบบนี้แล้วยอมหักออมเยอะแต่เนิ่นๆ เพื่อผลตอบแทนที่มากกว่าในบั้นปลาย น่าจะช่วยให้ได้เงินก้อนโตยามเกษียณนะคะ

เมื่อลาออกจากบริษัท จะจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้อย่างไรบ้าง

ในกรณีที่เราลาอกจากบริษัทที่ทำงานอยู่ เราจะสามารถจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลตอบแทนต่อเนื่อง หรือเพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นเพิ่มเติมได้อย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ 
  1. สามารถฝากไว้กับกองทุนเลี้ยงชีพของที่ทำงานเดิมได้ ซึ่งวิธีนี้เราจะได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนเหมือนเดิม แต่จะไม่มีในส่วนของเงินสมทบจากนายจ้าง (บริษัทเดิมที่เราลาออก) โดยเมื่อเราได้งานใหม่ เราก็สามารถโอนย้ายไปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานใหม่ได้ (*วิธีนี้จะมีค่าธรรมเนียมในการคงสถานะเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ที่ 500 บาทต่อปี
  2. ย้ายไปลงทุนต่อกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานใหม่ ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และไม่ต้องเสียภาษี
  3. สามารถย้ายไปลงทุนต่อกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF for PVD) กรณีนี้อาจเกิดจากบริษัทใหม่ที่เราเข้าทำงานไม่มีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เราก็สามารถโอนย้ายเงินก้อนนี้เข้ากองทุนรวม RMF for PVD ได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการโอนย้าย แต่เราจะต้องหาข้อมูลว่ามี บลจ.ไหนที่เปิดรับโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบ้างนะคะ
    สิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน RMF for PVD มีเงื่อนไขเหมือนกับการลงทุนใน PVD เลยค่ะ คือต้องลงทุนอย่างน้อย 5 ปี โดยจะนับต่อเนื่องจากการเป็นสมาชิก PVD ที่โอนไป และจะสามารถถอนการลงทุนเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป แต่หากเราย้าย PVD ของเราไปเป็น RMF for PVD แล้วจะไม่สามารถย้ายกลับมาเป็น PVD ได้อีก แต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนนโยบาย และกองทุน รวมถึงสามารถย้าย บลจ.ได้ค่ะ
    และเงินที่โอนจาก PVD มา RMF for PVD จะไม่นำมารวมคำนวณกับยอดเงินลงทุนใน RMF ทั่วไป และไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีก
  4. นำเงินออกมาจากกองทุน เพื่อใช้จ่าย หรือนำไปลงทุนต่อ สำหรับวิธีนี้เราต้องมาคำนวณดูว่าเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้มาจะต้องยื่นภาษีอย่างไร ตามเงื่อนไขดังนี้
    4.1 กรณีที่อายุงานน้อยกว่า 5 ปี หรือลาออกจากกองทุน แต่ไม่ได้ลาออกจากงาน จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี โดยจะต้องนำเงินในส่วนของเงินสมทบ ผลประโยชน์ของเงินสะสม        และผลประโยชน์ของเงินสมทบ รวมกับรายได้ของเราในปีนั้นๆ เพื่อคำนวณภาษี
    4.2 กรณีที่อายุงาน 5 ปีขึ้นไป แต่อายุไม่เกิน 55 ปี เราสามารถเลือกได้ว่าจะนำไปคำนวณรวมกับเงินได้ทั้งปี หรือแยกคำนวณภาษีต่างหาก โดยไม่ต้องไปรวมกับเงินได้ประจำปี          ก็ได้ ในกรณีที่แยกคำนวณภาษี จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยหักค่าใช้จ่ายเป็น 2 ส่วน คือ 
          - สามารถนำรายได้ส่วนนี้ไปหักค่าใช้จ่ายแบบพิเศษได้ 7,000 บาทต่ออายุงาน 1 ปี (7,000 x จำนวนปีที่ทำงาน) 
          - ส่วนที่เหลือสามารถหักค่าใช้จ่ายออกได้อีกครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปรวมเป็นรายได้สุทธิ
    4.3 กรณีที่อายุสมาชิกกองทุน 5 ปีขึ้นไป และอายุ 55 ปีขึ้นไป หรือทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ต้องเสียภาษีทั้งก้อน จะได้รับการยกเว้นไม่        ต้องนำไปคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าเราจะเลือกจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร เราควรศึกษาข้อมูล วางแผนการลงทุน และคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของแต่ละวิธีการจัดการนั้นๆ เพื่อให้เราสามารถรักษาผลประโยชน์ของเราได้อย่างสูงที่สุดนะคะ 
 
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.set.or.th, www.setinvestnow.com และ www.krungsri.com
แท็กที่เกี่ยวข้อง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลงทุนกองทุนรวม วางแผนเกษียณ ตัวช่วยลดหย่อนภาษี วางแผนภาษี
เขียนโดย ชนานาถ จินตกสิกรรม Money Guru

ช่องทางติดตาม Money Guru