ไอคอนบทความ

บทความดอกเบี้ยเงินฝาก

icon-filter ค้นหาดอกเบี้ยเงินฝากแบบละเอียด
product filter
product filter
product filter
product filter

เปิดเกมส์การลงทุน...บริหารการเงินผ่านบัญชีหุ้น ได้ลุ้น แถมได้ดอกเบี้ย

Share
เปิดเกมส์การลงทุน...บริหารการเงินผ่านบัญชีหุ้น ได้ลุ้น แถมได้ดอกเบี้ย

เปิดเกมส์การลงทุน...บริหารการเงินผ่านบัญชีหุ้น ได้ลุ้น แถมได้ดอกเบี้ย

ใครๆ ก็ไม่อยากเสียโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูง เราจึงได้เห็นนักลงทุนหน้าใหม่ตบเท้าเข้าสู่สนามการลงทุนกันมากหน้าหลายตาเลยค่ะ ถึงแม้การลงทุนในหุ้นจะมีความเสี่ยง แต่โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงมากกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคารเฉยๆ ก็มากกว่าเช่นกันค่ะ วันนี้...เราจะพามาเปิดเกมส์การลงทุน โดยทำความรู้จักกับ "บัญชีหลักทรัพย์" หรือ "บัญชีหุ้น" ว่ามีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร และการฝากเงินไว้ในบัญชีหุ้นเหล่านี้ ได้รับดอกเบี้ยหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
 รู้จัก "บัญชีหลักทรัพย์" หรือ "บัญชีหุ้น"
"การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน" วลีคลาสสิคสำหรับนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือนักลงทุนที่เจนจัดในสนามการลงทุนแล้วก็ยังคงต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้แน่ชัดก่อนที่จะตัดสินใจ ดังนั้น แรกเริ่มเลยเราจะพามารู้จัก "บัญชีหลักทรัพย์" ทั้ง 3 ประเภทกันก่อนนะคะ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และแบบไหนเหมาะกับนักลงทุนในระดับใด

1. Cash Balance หรือบัญชีวางเงินล่วงหน้า : ซื้อหุ้นได้เท่ากับจำนวนเงินที่มีในบัญชี  

บัญชีประเภทนี้ ผู้ลงทุนจะต้องวางหลักประกันเต็มจำนวนก่อนการซื้อขาย โดยฝากเงินเข้ามาในระบบก่อนเพื่อรอซื้อหลักทรัพย์  และจะสามารถซื้อหลักทรัพย์ได้เท่ากับมูลค่าเงินที่ฝาก "มีเท่าไหร่ ซื้อได้เท่านั้น" ส่วนเงินที่เหลือในบัญชี และยังไม่ได้นำไปชำระค่าหลักทรัพย์ จะได้รับดอกเบี้ยจากโบรกเกอร์นั้นๆ ด้วย
เหมาะสำหรับ : นักลงทุนมือใหม่
  • เปิดบัญชีง่าย อนุมัติเร็ว
  • ช่วยให้บริหารความเสี่ยงได้ง่ายไม่ซื้อขายเกินจำนวนเงินที่มี
  • เช็กกำไร ขาดทุนได้ง่าย
  • เสียค่าคอมมิชชั่นต่ำ

2. Cash Account หรือบัญชีเงินสด : สั่งซื้อก่อน จ่ายทีหลัง

สำหรับบัญชีประเภทนี้นักลงทุนจะต้องทำการฝากเงิน หรือฝากหุ้นเพื่อเป็นหลักประกันในการซื้อขายหลักทรัพย์ จำนวน 20% ของวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์* และมีมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกินวงเงินที่ได้รับอนุมัติ โดยการชำระเงินค่าซื้อหลักทรัพย์จะถูกหักบัญชีในวันทำการที่ 2 (T+2) หลังจากวันที่เราซื้อหลักทรัพย์ สำหรับกรณีที่เราขายหลักทรัพย์ก็จะได้รับเงินเข้าบัญชีในวันที่ T+2 ด้วยเช่นเดียวกัน และส่วนมากจะใช้วิธีตัดบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ (ATS) เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรม
(*วงเงินซื้อขายหลักทรัพย์ บริษัทจะพิจารณาจากหลักฐานทางการเงิน และความสามารถในการลงทุนของผู้ลงทุน)
เหมาะสำหรับ : นักลงทุนทั่วไปที่ต้องการสภาพคล่องในการบริหารเงินลงทุน
  • วางหลักประกันก่อนการลงทุนเพียง 20% ของมูลค่าหุ้นที่ต้องการซื้อ
  • ต้องมีวินัยในการซื้อขาย เพราะหลังจากรายการซื้อสำเร็จ จะต้องชำระเงินหลังจากซื้อหุ้นไปแล้วใน 2 วันทำการ

3. Credit Balance Account บัญชีกู้ยืม หรือ บัญชีมาร์จิ้น : มีเงินลงทุนเองส่วนหนึ่ง กู้ยืมเงินโบรกเกอร์มาลงทุนอีกส่วนหนึ่ง 

บัญชีประเภทนี้นักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อมาซื้อหุ้นได้ โดยต้องวางเงินหรือหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน ตามที่กำหนดไว้กับบริษัทก่อนที่จะทำการซื้อขาย และหุ้นที่จะซื้อได้ต้องอยู่ในรายชื่อหุ้นที่บริษัทฯ กำหนดไว้เท่านั้น
โดยในการซื้อขายหลักทรัพย์ในบัญชีประเภทนี้ โบรกเกอร์จะทำหน้าที่ในการจัดการเรื่องการเงิน โดยจะนำเงินของผู้ลงทุนมาชำระค่าซื้อให้หมดก่อน ส่วนที่เกินจึงจะเป็นการกู้ยืมเงิน แต่หากเงินหรือหลักทรัพย์ที่นำมาวางเป็นหลักประกัน มีจำนวนสูงกว่ามูลค่าซื้อหลักทรัพย์ ก็จะยังไม่เกิดภาระการกู้ยืม และหากมียอดคงเหลือในบัญชีเป็นเงินสด ผู้ลงทุนก็จะได้รับดอกเบี้ยรับจากเงินจำนวนนั้นอีกด้วยค่ะ 
เหมาะสำหรับ : นักลงทุนระดับ Advance เพราะสามารถช่วยเพิ่มอำนาจการซื้อ และความคล่องตัวของลูกค้าผู้ลงทุน

รู้จักประเภทของ "หลักประกัน"

สำหรับการลงทุนโดยใช้บัญชีประเภท Credit Balance จะแยกวงเงินออกเป็น 2 ส่วน คือ
  1. เงินกู้ยืมจากบริษัท (Borrowed) 
  2. เงินวางหลักประกัน (Margin) โดยในส่วนของเงินวางหลักประกัน จะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ที่นักลงทุนต้องรู้ คือ
    - หลักประกันขั้นต้น หรือ Initial Margin Rate (IM)
    - หลักประกันรักษาสภาพ หรือ Maintenance Margin Rate (MM)
    - หลักประกันขั้นต่ำสุด หรือ Force Margin Rate (FM)
หลักประกันขั้นต้น หรือ Initial Margin Rate (IM) เป็นอัตราที่กำหนดว่าผู้ลงทุนต้องวางหลักประกันเป็นสัดส่วนเท่าใดของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ต้องการซื้อ และจำนวนเงินวางหลักประกันจะแปรผันตาม ปัจจัยพื้นฐาน และความเสี่ยงของหลักทรัพย์นั้นๆ เช่น หากหลักทรัพย์ที่ต้องการซื้อมีความเสี่ยงสูง เงินวางหลักประกัน (IM) ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
หลักประกันรักษาสภาพ หรือ Maintenance Margin Rate (MM) เป็นหลักประกันขั้นต่ำที่ผู้ลงทุนต้องคงไว้ หากยอดคงเหลือในบัญชีเงินวางหลักประกันลดลงต่ำกว่านี้ ผู้ลงทุนจะต้องถูกเรียกให้วางเงินประกันเพิ่ม (Call Margin)
หลักประกันขั้นต่ำสุด หรือ Force Margin Rate (FM) กรณีที่ถูก Call Margin แล้วยังไม่นำมาวางภายในระยะเวลาที่บริษัทฯกำหนด ผู้ลงทุนก็จะถูกบังคับขายหลักทรัพย์นั้นออกไป (Force Sell) 
หลังจากที่เราได้ทราบรูปแบบ และความแตกต่างของบัญชีหุ้นประเภทต่างๆ ไปแล้ว เรามาดูกันค่ะว่าหากเรามีเงินวางประกันค้างอยู่ในบัญชีหุ้น เราจะได้รับดอกเบี้ยจากเงินจำนวนนั้นเท่าไหร่กันบ้าง
 "ดอกเบี้ยบัญชีหุ้น" บริษัทหลักทรัพย์ไหน ให้เท่าไหร่บ้าง
สำหรับบัญชีหุ้นทั้ง 3 ประเภทเราสามารถได้ "ดอกเบี้ยรับ" จากยอดเงินคงเหลือในบัญชี เมื่อเรามีเงินฝากเข้าบัญชีค้างไว้โดยที่ยังไม่ได้นำไปชำระค่าหุ้น หรือเป็นยอดเงินวางหลักประกันที่คงเหลืออยู่ในบัญชี โดยบริษัทหลักทรัพย์จะจ่ายดอกเบี้ยให้สำหรับจำนวนเงินดังกล่าว ซึ่งเราขอรวบรวมมาไว้ให้เป็นข้อมูลดังนี้ค่ะ
หมายเหตุ : ข้อมูลอัตราดอกเบี้ยบัญชีหลักทรัพย์เป็นข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2564 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทหลักทรัพย์นั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง 

เมื่อเราเข้าใจรูปแบบ ความแตกต่าง รวมไปถึงหลักการของ 3 บัญชีหุ้นข้างต้นกันแล้ว ลำดับถัดมาเราควรวิเคราะห์ตัวเราเองว่า เราเหมาะกับการลงทุนในบัญชีรูปแบบไหน เมื่อเงินพร้อม ใจพร้อม มาเปิดเกมส์การลงทุนกันได้เลยค่ะ
เขียนโดย เช็คราคา.คอม Money Guru

Line กูรู
พูดคุยกับกูรูได้ที่

แนะนำบัญชีเงินฝากประจำล่าสุด

ธนาคารทิสโก้ ธนาคารทิสโก้
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

บทความดอกเบี้ยเงินฝากล่าสุด

ดูทั้งหมด

ข่าวดอกเบี้ยเงินฝากล่าสุด

ดูทั้งหมด