รู้จักเช็คราคา|ติดต่อเรา

ทดสอบขับ Honda CR-V ใหม่ เอสยูวีพรีเมียม 2 ขุมพลัง AWD

ข่าว 28 มิ.ย. 60 15,246
ทดสอบขับ Honda CR-V ใหม่ เอสยูวีพรีเมียม 2 ขุมพลัง AWD

 
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ 2017 (Honda Cr-V) เจเนอเรชั่น 5 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV อีกครั้ง ทั้งในด้านภาพลักษณ์การออกแบบ  สมรรถนะการขับ และฟังก์ชั่นการใช้งานอันล้ำสมัย โดยคงเอกลักษณ์ความเป็นซีอาร์-วี พร้อมสร้างสรรค์ให้มีความแตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน ล่าสุดทีมงาน CarGURU Thailand ได้เข้าร่วมทดสอบขับ ซีอาร์-วี ใหม่ทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล AWD

ด้านหน้ารุ่น 2.4 EL AWD

ด้านหน้ารุ่น DT-E AWD
การออกแบบภายนอก
ภายใต้แนวคิดหลัก  Modern Functional Dynamic สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรงและสปอร์ต ตัวถังด้านหน้าออกแบบให้ยาวขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โอเวอร์แฮงค์ด้านหลังสั้นลง และเพิ่มระดับความสูงของพื้นที่ใต้ท้องรถ อีกทั้งการออกแบบซุ้มล้อให้มีความสปอร์ต ขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น เพื่อมอบความกว้างขวางของพื้นที่เบาะหลังและสมรรถนะการขับขี่ที่เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ
โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายแอลอีดีใหม่ พร้อม Daytime Running Light - DRL กระจังหน้าแบบโครเมียมที่ได้รับการออกแบบด้วยเส้นสายที่เฉียบคมลงตัว

แดชบอร์ดหน้ารุ่น 2.4 EL AWD

แดชบอร์ดหน้ารุ่น DT-EL AWD
การออกแบบภายใน
ออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก Urban BASE Beautility เป็นคำผสมที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากคำว่า ความสวยงาม (Beauty) และ ความอเนกประสงค์ (Utility) ออกแบบเพื่อให้ห้องโดยสารหรูหรา กว้างขวาง และเปี่ยมด้วยประโยชน์ใช้สอย ซึ่ง Honda CR-V เป็นรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่ใช้สอยในทุกเจเนอเรชั่น

Honda CR-V ใหม่ มีห้องโดยสารดีไซน์กว้างขวาง สะดวกสบาย ครั้งแรกที่มีเบาะโดยสาร 3 แถว แบบ 7 ที่นั่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เบาะหนังเป็นสีดำ แผงคอนโซลด้านหน้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเส้นสายด้วยลายไม้และวัสดุสี Piano Black ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม เช่น ระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) มอบความสะดวกสบายในการเปลี่ยนเกียร์ขณะขับ (เฉพาะรุ่นดีเซล) เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3  อีกทั้งช่องเชื่อมต่อ USB ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง บางรายการเป็นอุปกรณ์ติดตั้งเฉพาะรุ่น

เทคโนโลยีอันล้ำสมัย สะดวกสบายทุกการควบคุม
ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) มอบความสุนทรีย์ด้วยลำโพง 8 ตำแหน่ง ด้วยลำโพง 4 ตัว ซึ่ง 2 ตัวบริเวณประตูด้านหน้า อีก 2 ตัวบริเวณประตูด้านหลัง พร้อมกับทวีตเตอร์ จำนวน 4 ตัว ซึ่งติดตั้งบริเวณเสา A-Pillar 2 ตัว และอีก 2 ตัวที่บริเวณประตูด้านหลัง

เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ให้ทั้งอัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 18.9 กิโลเมตร/ลิตร* (*รุ่น DT-E)

ระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ส่งผ่านกำลังด้วยอัตราทดเกียร์ที่เหมาะสม ให้อัตราเร่งที่ดี ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงรอบต่ำ โดยระบบจะทำการกำหนดอัตราทดเกียร์ในแต่ละช่วงไว้อย่างเหมาะสมและเลือกอัตราทดอย่างแม่นยำเพื่อการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเหยียบคันเร่งและสภาพการขับขี่ ในชุดเกียร์มีจะคลัตช์สำหรับระบบเกียร์อัตโนมัติ (Torque Converter) ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนพูเลย์ (Pulley) เพื่อทำให้การทำงานของเกียร์และอัตราทดเกียร์เป็นไปอย่างเหมาะสม

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลได้รับการออกแบบให้มีอัตราทดเกียร์ที่รองรับการใช้งานจริงในทุกสภาพการขับขี่ ด้วยอัตราทดเกียร์ที่มากขึ้นถึง 9 สปีด จะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ให้อัตราเร่งที่ดีตั้งแต่การออกตัว ตอบสนองต่อการขับขี่และการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวล พร้อมช่วยลดเสียงรบกวนขณะขับขี่และให้การประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมเมื่อต้องการกำลังในการเร่ง โดยผู้ขับขี่กดคันเร่งเพิ่ม ระบบจะคำนวณอัตราทดเกียร์เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์แบบก้าวกระโดดจากเกียร์ 9 มายังเกียร์ 5 และจากเกียร์ 7 มาเกียร์ 4 โดยไม่ต้องไล่ระดับ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนเกียร์ 2 ระดับ หรือ 1 ระดับ รูปแบบอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ การเปลี่ยนเกียร์ในรูปแบบอื่นๆ ยังคงต้องอาศัยการทำงานที่ต่อเนื่อง ผ่านการไล่ระดับเกียร์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ไปยังระดับที่ต้องการได้

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS 
ทำงานโดยเปลี่ยนการควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยระบบไฟฟ้า ตอบสนองการทำงานได้รวดเร็วพร้อมกับให้แรงบิดที่ล้อหลังสูงขึ้น อีกทั้งเพิ่มความแม่นยำของการปรับแรงบิดที่ล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุล ระบบขับเคลื่อนจะทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อเปลี่ยนผ่านการทำงานในการขับเคลื่อนรูปแบบต่างๆ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและนุ่มนวลในทุกสภาพการขับขี่ โดยจะทำงานควบคู่กับระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist - VSA) และระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย (Motion-Adaptive Electric Power Steering - MA - EPS) โดยระบบจะสั่งการทำงานให้เหมาะสม เช่น ในช่วงออกตัวบนถนนลื่น ระบบจะทำการลดอัตราการหมุนของล้อหน้าให้ทำงานน้อยที่สุด หากระบบตรวจพบว่ารถกำลังขึ้นทางลาดชัน จะทำการส่งกำลังไปยังล้อหลังมากขึ้น โดยจะทำงานควบคู่กับระบบ Auto Brake Hold ซึ่งระบบจะทำการคงแรงดันในการเบรกหลังจากที่มีการปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรก เพื่อให้ผู้ขับขี่มีเวลาที่จะกดคันเร่งและออกตัวอย่างนุ่มนวลโดยที่รถไม่ถอยหลัง ซึ่งมีระบบประมวลผล (Intelligent Control System) เพื่อรับทราบข้อมูลและองศาความลาดชันยังสามารถรับทราบถึงมุมความเอียงของพื้นถนนผ่านข้อมูลที่ส่งมาจาก G-Sensor และระดับของการยึดเกาะก็จะถูกตรวจสอบโดย VSA ซึ่งจะทำการส่งแรงบิดเพิ่มเติมไปยังล้อหลังเพื่อช่วยให้การออกตัวมีความนุ่มนวลมากขึ้น ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ ซึ่งไม่มีความจำเป็นในการส่งแรงบิดไปยังล้อหลัง ระบบจะตัดการเชื่อมต่อของเพลากับล้อหลัง เพื่อเป็นการลดภาระแรงดึงที่เกิดขึ้นขณะขับขี่

3 ฟังก์ชั่นที่โดดเด่น ในซีอาร์-วี ใหม่
  1. การสั่งหยุดและค้าง (Stop and Hold) ระบบสามารถสั่งให้ฝากระโปรงท้ายหยุดการทำงานและค้างอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้ หากต้องจอดรถในพื้นที่แคบ เช่น  ในโรงรถ หรือใกล้กับกำแพง
  2. การกำหนดระดับความสูงของการเปิด (Programmable Height) เพิ่มความสะดวกให้ผู้ขับขี่ในการกำหนดความสูงในการเปิดฝากระโปรงหลังในระดับที่ต้องการ ซึ่งคล้ายกับฟังก์ชั่นหยุดและค้าง โดยผู้ขับขี่สามารถกำหนดระดับความสูงที่ต้องการเอาไว้ได้ในกรณีที่จะต้องจอดรถบนพื้นที่ซึ่งมีความจำกัดในด้านความสูง เช่น โรงรถที่มีเพดานต่ำ โดยการทำงานของฟังก์ชั่นนี้ ผู้ขับขี่เพียงแค่กดสวิตช์ค้างเอาไว้ 3 วินาทีเมื่อฝากระโปรงหลังกำลังเปิดขึ้นมาอยู่ในระดับความสูงที่ต้องการ และระบบจะแจ้งให้ทราบว่าได้รับการบันทึกแล้วด้วยการส่งเสียงเตือน 2 ครั้ง
  3. การเปิดฝากระโปรงหลังแบบไม่ต้องใช้มือ (Hands-free Access) เป็นระบบที่ช่วยทำให้การเปิดฝากระโปรงท้ายทำได้อย่างง่ายดาย ระบบจะทำงานด้วยการยื่นเท้าเข้าไปใต้กันชน โดยจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว 2 ตัวติดตั้งเอาไว้ที่ตรงกลางของตัวรถ (ตัวแรกอยู่ด้านใต้คานด้านใน ส่วนอีกตัวจะอยู่ที่ใต้กันชนหลัง) เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อให้ประตูเปิด จะเหมาะสำหรับการที่ผู้ใช้รถแบกของหรือสัมภาระมายังรถและไม่สามารถใช้มือกดเปิดได้  และช่วยทำให้มือไม่สกปรกในกรณีที่ฝากระโปรงรถของคุณเต็มไปด้วยฝุ่นหรือคราบต่างๆ ที่ตัวรถ โดยระบบนี้ สามารถทำงานได้เพียงแค่คุณมีกุญแจรถอยู่ที่ตัว

เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ
  • ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ระบบจะตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ผ่านการควบคุมพวงมาลัย เมื่อพบว่าประสิทธิภาพในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ลดน้อยลง ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT และเมื่อตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า ระบบจะทำการแจ้งเตือนด้วยเสียงและการสั่นเตือนที่พวงมาลัย
  • ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist - AHA) ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist - AHA) และระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย (Motion-Adaptive Electric Power Steering - MA - EPS) ให้การทรงตัวขณะขับขี่ที่ดีเยี่ยมทั้งการเลี้ยวและการเข้าโค้ง
  • ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ช่วยลดจุดบอดในการมองเห็นของกระจกมองข้างด้านซ้าย โดยใช้กล้องจับภาพและแสดงผลผ่านหน้าจอขนาด 7 นิ้ว เพื่อการมองเห็นที่ไร้มุมอับ ให้ความปลอดภัยในทุกการขับขี่
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake - EPB) เป็นระบบที่ใช้งานง่ายเพียงดึงสวิตช์ที่คอนโซลกลางขึ้นเมื่อต้องการใช้เบรกมือ และระบบจะคลายเบรกโดยอัตโนมัติ เมื่อเหยียบคันเร่ง (ระบบจะคลายเบรกในกรณีที่ผู้ขับขี่คาดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น)
  • ระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold) เป็นระบบเบรกที่ช่วยป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนตัวโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้ เมื่อกดปุ่มให้ระบบทำงาน ระบบจะทำการหน่วงเบรกต่อโดยอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้รถหยุดนิ่ง และระบบจะคลายเบรกโดยอัตโนมัติ เมื่อเหยียบคันเร่ง (ระบบจะคลายเบรกในกรณีที่ผู้ขับขี่คาดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น)  ซึ่งระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าในช่วงเวลาที่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้เป็นเวลานาน เช่น ในสภาพการจราจรติดขัด เป็นต้น
  • ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
  • ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist - VSA) ช่วยป้องกันการลื่นไถลออกทางด้านข้าง และให้ความมั่นใจในระหว่างการขับ การเลี้ยว หรือการหยุด และให้การทรงตัวที่ดีของรถยนต์ในทุกทิศทาง
  • ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist - HSA) เมื่อรถยนต์จอดอยู่บนทางลาดชัน ระบบจะทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปทางด้านหลังในจังหวะที่มีการปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรก โดยการทำงานจะอาศัยหน้าที่ในระบบการทรงตัวเข้ามาควบคุมการรักษาแรงดันของน้ำมันเบรกเอาไว้ ทำให้รถสามารถหยุดนิ่งในตำแหน่งเดิมได้ประมาณ 1 วินาที ขณะที่มีการเคลื่อนย้ายเท้าจากเบรกมาที่คันเร่ง และช่วยให้การออกตัวมีความนุ่มนวลมากขึ้น
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal - ESS) สัญญาณไฟฉุกเฉินจะทำงานเมื่อมีการเหยียบเบรกกะทันหัน เป็นการแจ้งเตือนรถที่ตามมาข้างหลัง
  • กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ตัวกล้องจะแสดงภาพทางมุมมองจากด้านบน มุมกล้อง130 หรือมุมกล้อง180 ในจังหวะที่เกียร์ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง
  • ถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า Dual SRS ถุงลมด้านข้างคู่หน้าแบบอัจฉริยะ i-Side Airbag และม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น
  • กระจกไฟฟ้านิรภัย 4 ตำแหน่ง กระจกไฟฟ้าสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลัง สามารถควบคุมการเปิด-ปิดได้โดยใช้แผงควบคุมที่ประตูด้านคนขับ พร้อมระบบนิรภัยป้องกันการหนีบทั้ง 4 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ และระบบลดแรงกระชาก (Emergency Locking Retractor - ELR) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งอยู่ในทุกที่นั่ง สำหรับเบาะที่นั่งคู่หน้า ได้รับการติดตั้งให้มีการทำงานโดยอัตโนมัติ เมื่อมีการตรวจสอบและพบว่ามีการชนทางด้านหน้าหรือด้านข้าง เข็มขัดจะทำงานเพื่อดึงรัดให้สรีระอยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงทันที จากนั้นจะค่อยๆ คลายออกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บโดยเฉพาะในส่วนบริเวณหน้าอก โดยการทำงานของระบบได้รับการออกแบบมาให้สอดคล้องกับระบบการทำงานของถุงลม เพื่อประสิทธิภาพการปกป้องอย่างสูงสุด และเข็มขัดสามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสรีระ
  • จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor) ถือเป็นมาตรฐานระดับสากลสำหรับการใช้
  • เบาะที่นั่งเด็กในรถยนต์ มอบความสะดวกสบายและใช้งานง่ายโดยเบาะที่นั่งจะถูกยึดรั้งได้โดยไม่ต้องใช้เข็มขัดนิรภัยหรือตัวล็อกใดๆ 

การขับทดสอบ
การทดสอบด้วยระยะทางรวมประมาณ 300 กม. รถ 1 คัน กับผู้ทดสอบ 2 ท่าน (รถทั้งหมด 8 คัน) แบ่งสลับขับ ส่วนรถทดสอบมีทั้งหมด 2 รุ่น คือ 2.4 EL AWD และ DT-EL AWD การทดสอบเริ่มกันที่จังหวัดภูเก็ต แบ่งเป็นรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร 4 คัน และ ดีเซลเทอร์โบ 1.6 ลิตร อีก 4 คัน ผู้เขียนได้ขับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เกียร์ CVT ก่อนในช่วงครึ่งทางแรกจากโรงแรมเรเนซองส์ รีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดภูเก็ต มุ่งหน้าไป คุระบุรี กรีนวิว รีสอร์ท จังหวัดพังงา ระยะทางราว 142 กม. เส้นทางเป็นทางหลวงตรงต่อด้วยทางคดเคี้ยวมีทางเขาผสมบ้างแต่ไม่ชันมากนัก ตลอดทางที่ขับไปมีฝนตกหนักตลอด จนบางช่วงทัศนวิสัยแย่มาก แต่ด้วยระบบ AWD ทำให้การเข้าโค้งบนถนนเปียกและมีน้ำขังทำได้ดี ส่วนระบบเบรกก็พัฒนาให้ความรู้สึกการตอบกลับที่ดีเยี่ยม อย่างไรก็ตามอัตราเร่งของรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ยังน้อยกว่าที่คาดหวังไปบ้าง 
หลังพักรับประทานอาหารหลางวันเรียบร้อยก็สลับรุ่นรถพร้อมทดสอบต่อ ผู้เขียนขยับมาขับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 1.6 ลิตร สภาพฝนเริ่มเบาบาง ขบวนรถทดสอบมุ่งหน้ากลับโรงแรมเรเนซองส์อันเป็นจุดเริ่มต้น ด้วยระยะทางราว 150 กม. ขับแบบเน้นสมรรถนะของตัวรถตามสถานการณ์จริง ใช้ความเร็วประมาณ 100-130 กม./ชม. เป็นส่วนใหญ่ การเข้าโค้งยังทำได้ยอดเยี่ยม เบรกก็ตอบสนองได้สมจริง การเร่งแซงนับว่าน่าประทับใจ ผู้เขียนได้ลองเร่งแซงรถช้าหลายจังหวะก็พบว่าแรงบิดของเครื่องยนต์ตอบสนองได้รวดเร็วทันใจ ระบบเกียร์ไฟฟ้าที่มีแพดเดิ้ลชิฟต์ ให้ความสะดวกกับการใช้งานมากขึ้นไม่ต้องกังวลกับการเลื่อนคันเกียร์เหมือนในรุ่นเบนซิน ด้วยการทดสอบที่อาจใช้เวลาและระยะทางไม่มาก แต่โดยรวมก็รู้สึกประทับใจกับรุ่น DT-EL AWD ที่เด่นรอบด้านจริงๆ เพียงแต่ราคา 1,699,000 บ้าง ค่อนข้างสูงไปบ้าง สำหรับผู้เขียนอยากหาโอกาสทดสอบรุ่น DT-E ดีเซลเทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งมีค่าตัว 1,549,000 บาท ถูกกว่า 150,000 บาท น่าจะเป็นรุ่นที่เด่นและขายดีในระยะยาว





สำหรับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่น DT-EL AWD ราคา 1,699,000 บาท และรุ่น 2.4 EL AWD ราคา 1,549,000 บาท ที่ได้ลองบอกได้ว่ามีความแตกต่างด้านการขับพอสมควร ถ้าใครคิดจะเลือกรุ่น AWD แล้วมองระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน-เกียร์ CVT และใช้เชื้อเพลิงได้ถึง E85 กับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ-เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อมแพดเดิ้ลชิฟต์ ส่วนต่างของค่าตัว 150,000 บาท อาจดูมาก ถ้าดาวน์ 20% (เงินดาวน์รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมากกว่า 30,000 บาท) ผ่อน 60 เดือนเหมือนกัน ค่างวดจะต่างกันอยู่ 2,245 บาท สำหรับผู้ที่เลือกซื้อเอสยูวีระดับพรีเมียมหลักล้านผู้เขียนคิดว่าส่วนต่างค่างวดระดับนี้ไม่น่ามีผลกระทบมากเท่าไหร่ อยู่ที่ความชอบและเพียงพอต่อรุ่นใดมากกว่า เพราะถ้าเน้นความประหยัด แรงบิดดีเยี่ยม ก็ต้องเลือกรุ่นดีเซล แต่ถ้าชอบเงียบของเครื่องยนต์ งบประมาณถูกลงหลักแสน รุ่นเครื่องยนต์เบนซินก็น่าเป็นคำตอบที่ดี

แท็กที่เกี่ยวข้อง ฮอนด้า ฮอนด้า ซีอาร์วี 2017 เทสต์ไดร์ฟ ซีอาร์-วี test drive i-dtec honda cr-v 2017 honda grouptest 1.6 i-dtec ฮอนด้า ฮอนด้า ซีอาร์วี 2017 เทสต์ไดร์ฟ ซีอาร์-วี test drive i-dtec honda cr-v 2017 honda grouptest 1.6 i-dtec ฮอนด้า ฮอนด้า ซีอาร์วี 2017 เทสต์ไดร์ฟ ซีอาร์-วี test drive i-dtec honda cr-v 2017 honda grouptest 1.6 i-dtec

ข่าวและอีเว้นท์รถยนต์ล่าสุด