ศึก โมโตจีพี 2026 สนามที่ 7 รายการ อิตาเลียน กรังด์ปรีซ์ ณ สนาม ออโตโดรโม อินเตอร์นาซิโอนาเล เดล มูเจลโล ประเทศอิตาลี ซึ่งนับเป็นโฮมเรซของ มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ สปอนเซอร์หลักของทีม มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของ ยามาฮ่า ในการพัฒนารถแข่ง YZR-M1 V4 เนื่องจาก มูเจลโล เป็นหนึ่งในสนามที่มีทางตรงยาวที่สุดในปฏิทินการแข่งขัน โมโตจีพี และเป็นสนามที่เน้นสมรรถนะด้านความเร็วสูงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ทีมงานสามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงานของรถแข่งได้อย่างเต็มรูปแบบ

อเล็กซ์ รินส์ นักบิดชาวสเปนจากทีม มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี โชว์ความเร็วอันยอดเยี่ยมกับรถแข่ง YZR-M1 V4 ทะยานคว้าอันดับ 9 ในการซ้อมวันแรก พร้อมตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ Q2 ได้โดยอัตโนมัติ

ขณะที่ทีมเมทชาวฝรั่งเศสอย่าง ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ต้องเผชิญบททดสอบสำคัญหลังพลาดล้มระหว่างการซ้อม ผลการซ้อมปรากฏว่า รถแข่ง YZR-M1 V4 ยังคงแสดงศักยภาพได้อย่างน่าประทับใจ โดย อเล็กซ์ รินส์ ทะยานขึ้นมารั้งอันดับ 9 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 45.149 วินาที ตามหลังผู้นำเพียง 0.341 วินาที พร้อมคว้าสิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบ Q2 ได้สำเร็จ ด้าน ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ต้องต่อสู้กับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หลังพลาดล้มในช่วงกลางของการซ้อม ก่อนกลับมาบิดต่อ และจบวันแรกในอันดับ 17 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 45.670 วินาที ตามหลังผู้นำ 0.862 วินาที

รินส์ กล่าวว่า “ในรอบแรกที่ได้ลงสัมผัสแทร็ก ผมบอกกับตัวเองว่า มาดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ผมเค้นอย่างเต็มที่ และรู้สึกประหลาดใจกับเวลาต่อรอบที่ทำได้ เราได้ส่งข้อมูล และฟีดแบ็กให้กับทีมเพื่อปรับปรุงการเข้าโค้งเพิ่มเติม แม้จะไม่ได้อาศัยสลิปสตรีมมากนักในช่วงกดเวลา แต่ผมก็ทุ่มเต็มที่ในทุกโค้ง การผ่านเข้าสู่ Q2 ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันจริงจะยากกว่านี้ และเราต้องทำงานต่อไป”

ส่วน กวาร์ตาราโร กล่าวว่า “วันนี้ผมยังไม่ค่อยพอใจกับฟีลลิ่งของรถมากนัก ตอนที่ล้มผมพยายามเค้นประสิทธิภาพจากล้อหน้ามากขึ้นเล็กน้อย เช่นเดียวกับในช่วงท้ายที่พยายามกดเวลาอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่เร็วพอ แม้ว่าจะขี่อยู่บนขีดจำกัดแล้วก็ตาม ใน 2 สนามที่ผ่านมา ผมรู้สึกมั่นใจกับด้านหน้าของรถมาก แต่ที่นี่กลับแตกต่างออกไป ซึ่งเราจำเป็นต้องหาคำตอบ และทำความเข้าใจให้ได้”


ขณะที่ แจ็ค มิลเลอร์ นักบิดชาวออสเตรเลียจากทีม พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี จบวันแรกในอันดับ 16 ตามหลังผู้นำ 0.809 วินาที ส่วน โทปรัค ราซกัตลิโอกลู นักบิดชาวตุรกี รั้งอันดับ 20 ตามหลัง 1.491 วินาที

ท่ามกลางสภาพอากาศสดใส ผลการแข่งขันสปรินต์เรซปรากฏว่า อเล็กซ์ รินส์ นักบิดชาวสเปนจากทีม มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี ซึ่งออกสตาร์ตจากกริดที่ 12 สามารถต่อสู้ในกลุ่มกลางได้อย่างเข้มข้น ก่อนบิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 12 ตามหลังผู้ชนะ 17.043 วินาที

ขณะที่ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ทีมเมทชาวฝรั่งเศส ต้องเผชิญงานหนักหลังออกตัวจากกริดที่ 18 แต่ยังคงพยายามรีดศักยภาพของรถแข่ง YZR-M1 V4 อย่างเต็มที่ ก่อนบิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 14 ตามหลังผู้ชนะ 20.619 วินาที

รินส์ กล่าวว่า “เมื่อวานถือเป็นวันที่ดีสำหรับเรา เพราะสามารถผ่านเข้าสู่ Q2 ได้ และวันนี้เรายังปรับปรุงเวลาต่อรอบได้ดีกว่าเดิม ผมเค้นอย่างเต็มที่ในรอบควอลิฟายและรู้สึกดีกับแทร็กแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม การออกตัวจากกริดที่ 12 ทำให้การบริหารเรซค่อนข้างยาก แม้เราจะมีความเร็วมากกว่าคู่แข่งบางคนเล็กน้อย แต่ก็แซงได้ยากมาก แน่นอนว่าเมนเรซจะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญ เพราะสนามแห่งนี้ใช้พละกำลังในการควบคุมรถสูงมาก”

ด้าน กวาร์ตาราโร กล่าวว่า “ผมมีฟีลลิ่งกับรถไม่ดีนักตั้งแต่ช่วง FP2 และเรายังไม่สามารถหาสาเหตุได้ ผมพยายามเค้นความเร็วให้มากขึ้นทั้งในรอบควอลิฟายและสปรินต์เรซ แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้ขีดจำกัดที่ต้องการได้ อย่างไรก็ตาม ผมพยายามอย่างเต็มที่ตลอดการแข่งขัน”


ส่วน แจ็ค มิลเลอร์ นักบิดชาวออสเตรเลียจากทีม พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี จบการแข่งขันในอันดับ 16 ตามหลังผู้ชนะ 22.907 วินาที ตามด้วย โทปรัค ราซกัตลิโอกลู ทีมเมทชาวตุรกี ในอันดับ 17 ตามหลัง 25.423 วินาที

ส่วนการดวลความเร็วรอบเมนเรซ โดย อเล็กซ์ รินส์ นักบิดชาวสเปนจากทีม มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี ออกสตาร์ตจากกริดที่ 12 ขณะที่ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร แชมป์โลกชาวฝรั่งเศส ออกตัวจากกริดที่ 17 ในการแข่งขันระยะทางทั้งสิ้น 23 รอบสนาม ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของยางและสมรรถนะของรถแข่งตลอดทั้งเรซ

ผลการแข่งขันปรากฏว่า กวาร์ตาราโร ต้องเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพของตัวรถในบางช่วงของการแข่งขัน ทำให้ไม่สามารถรักษาความเร็วได้ตามเป้าหมาย ก่อนตัดสินใจประคองรถเข้าเส้นชัยในอันดับ 18 เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและเก็บข้อมูลสำคัญกลับไปพัฒนารถแข่งต่อไป ขณะที่ รินส์ ต้องออกจากการแข่งขันก่อนจบเรซ หลังประสบอุบัติเหตุจากการสูญเสียการยึดเกาะของล้อหน้า แม้ว่าตลอดทั้งสุดสัปดาห์จะมีทิศทางการทำงานที่ดี และสามารถผ่านเข้าสู่รอบ Q2 ได้สำเร็จก็ตาม


ด้านทีม พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี ยังสามารถเก็บแต้มได้จาก แจ็ค มิลเลอร์ นักบิดชาวออสเตรเลีย ที่บิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 15 ตามด้วย โทปรัค ราซกัตลิโอกลู นักบิดชาวตุรกี ในอันดับ 16
กวาร์ตาราโร กล่าวว่า “มูเจลโล เป็นสุดสัปดาห์ที่ยากมากสำหรับเรา ผมรู้สึกว่าในช่วงต้นเรซเราสามารถรักษาความเร็วได้ดี แต่หลังจากนั้นเริ่มมีปัญหาในบางโค้ง และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการล้ม ผมจึงต้องลดความเข้มข้นลงเล็กน้อย มันเป็นสุดสัปดาห์ที่ยากลำบาก แต่ผมหวังว่าเราจะกลับมาเจอฟีลลิ่งที่ดีกับรถแข่งอีกครั้งในสนามต่อ ๆ ไป และสามารถกลับมาสนุกกับการแข่งขันได้มากกว่านี้”

ด้าน รินส์ กล่าวว่า “ผมเสียการยึดเกาะของล้อหน้าและล้มลง ผมตัดสินใจเข้าพิตเพื่อให้ทีมช่วยวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบได้ในเวลาอันสั้น เพราะผมไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรแตกต่างจากรอบก่อนหน้าเลย ผมผิดหวังที่ต้องจบสุดสัปดาห์แบบนี้ เพราะโดยรวมแล้วเรามีทิศทางการทำงานที่ดี เซ็ตติ้งของรถในวันเสาร์และวันอาทิตย์แทบไม่ต่างกัน แต่ในเมนเรซกลับมีปัญหาในการเข้าโค้งมากขึ้น ดังนั้นปัจจัยสำคัญอาจมาจากสภาพยางและอุณหภูมิที่สูงขึ้น”
แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ยามาฮ่ายังคงได้รับข้อมูลสำคัญจำนวนมากจากสนาม มูเจลโล เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนารถแข่ง YZR-M1 V4 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพ การยึดเกาะ และประสิทธิภาพในการแข่งขันระยะยาว
ทั้งนี้ ศึก โมโตจีพี 2026 สนามถัดไป รายการ ฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5–7 มิถุนายนนี้ ณ สนาม บาลาตอน พาร์ค เซอร์กิต ประเทศฮังการี โดยทัพนักบิดยามาฮ่าหวังนำบทเรียนจาก มูเจลโล ไปต่อยอดและยกระดับผลงาน เพื่อกลับมาสร้างผลงานที่แข็งแกร่งอีกครั้งในสนามต่อไป
