x
icon-filter ค้นหาโทรศัพท์มือถือ
product filter
product filter
product filter
product filter

ซื้อมือถือในปี 2024 ให้คุ้ม ต้องดูยังไง?

icon 6 ก.พ. 67 icon 1,442
ซื้อมือถือในปี 2024 ให้คุ้ม ต้องดูยังไง?
มาถึงปี 2024 แล้วนะครับ สมาร์ตโฟนหลายๆ รุ่นก็ได้เริ่มขนทัพเปิดตัวกันมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทั้งรุ่นเล็ก รุ่นกลาง และรุ่นท็อปเรือธง ซึ่งแต่ละรุ่น แต่ละแบรนด์ก็จะมีสเปกชิป หน้าจอ กล้อง รวมถึงราคาที่แตกต่างกันไป  และในบทความนี้จะมาแนะนำการดูสเปกสมาร์ตโฟนสำหรับปี 2024 ให้ทุกคนกันครับ

ด้านชิปเซ็ต

ด้านชิปเช็ตถือว่าเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกๆ เลยครับ เพราะเปรียบเหมือนมันสมองของมือถือ เพราะจะเป็นตัวประมวลผลทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะใช้งานโทรเข้าออก เล่นโซเชียล ดูภาพยนต์ ฟังเพลง ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ แม้ในเรื่องที่ใช้งานหนักการเล่นเกม จะสามารถปรับภาพกราฟิกได้ต่ำ - กลาง - สูง ได้ ก็จะขึ้นอยู่กับชิปเซ็ตที่มือถือเครื่องนั้นใส่มาครับ ซึ่งหลักๆ แล้วในปัจุบันก็จะมีชิปเซ็ต 2 ค่ายหลักหรือ Qualcomm Snapdragon กับ MediaTek ที่มือถือส่วนใหญ่ในตลาดใช้งานกัน แต่ก็จะมีบางแบรนด์ที่ใช้ชิปที่ตนเองพัฒนาด้วย เช่น Samsung จะใช้ชิป Exynos ในบางรุ่น, Google ใช้ชิป Tensor, Huawei ใช้ชิป Kirin เป็นต้น
 
สำหรับมือถือรุ่นเริ่มต้น
ถ้าเป็นชิป Snapdragon แนะนำให้มองหาซีรีย์ Snapdragon 6 Gen 1 ขึ้นไปครับ
ถ้าเป็นชิป MediaTek แนะนำให้มองหาซีรีย์ Helio G99 หรือ  Dimensity 6080, 6100+ ขึ้นไปครับ

- MediaTek Helio G99
ตัวอย่างมือถือ: Samsung Galaxy A15 (8+128GB) ราคา 6,999 บาท
 
- MediaTek Helio G99-Ultra
ตัวอย่างมือถือ: POCO M6 Pro (8GB+256GB) ราคา 6,999 บาท
ตัวอย่างมือถือ: POCO M6 Pro (12GB+512GB) ราคา 8,999 บาท
 
- MediaTek Dimensity 6080
ตัวอย่างมือถือ: Redmi Note 13 5G (8+256GB) ราคา 7,999 บาท
 
- MediaTek Dimensity 6100+
ตัวอย่างมือถือ: Samsung Galaxy A15 (8+128GB) ราคา 7,999 บาท
 
- Snapdragon 6 Gen 1
ตัวอย่างมือถือ: Honor X9b (12+256GB) 10,990 บาท
 
สำหรับมือถือรุ่นกลาง
ถ้าเป็นชิป Snapdragon แนะนำให้มองหาซีรีย์ Snapdragon 7 Series ครับ เช่น 7 gen 1, 7s Gen 2, 7+ Gen 2 ขึ้นไปครับ
ถ้าเป็นชิป MediaTek แนะนำให้มองหาซีรีย์ Dimensity 7000 เช่น 7200-Ultra ขึ้นไปครับ

- Snapdragon 7 gen 1
ตัวอย่างมือถือ: Honor 90 (12+256GB) 13,990 บาท
 
- Snapdragon 7s Gen 2
ตัวอย่างมือถือ: POCO X6 5G (12+512GB) ราคา 10,990 บาท
 
- Snapdragon 7+ Gen 2
ตัวอย่างมือถือ: POCO F5 (12GB+256GB) 9,999 บาท
 
- MediaTek Dimensity 7200-Ultra
ตัวอย่างมือถือ: Redmi Note 13 Pro+ 5G  (8GB+256GB) ราคา 15,990 บาท
 
สำหรับมือถือรุ่นเรือธง
ถ้าเป็นชิป Snapdragon แนะนำให้มองหาซีรีย์ Snapdragon 8 Gen 3 ตัวใหม่ หรือถ้าจะใช้ 8 Gen 2 ก็ยังแรงครับ
ถ้าเป็นชิป MediaTek แนะนำให้มองหาซีรีย์ Dimensity 8200-Ultra, 8300-Ultra, 9200+, 9300 

- MediaTek Dimensity 8200-Ultra
ตัวอย่างมือถือ: Xiaomi 13T (12GB+256GB) ราคา 15,990 บาท
 
- MediaTek Dimensity 8300-Ultra
ตัวอย่างมือถือ: POCO X6 Pro 5G (12+512GB) ราคา 12,490 บาท
 
- MediaTek Dimensity 9200+
ตัวอย่างมือถือ: Xiaomi 13T Pro (12GB+512GB) ราคา 19,990 บาท
 
- MediaTek Dimensity 9300
ตัวอย่างมือถือ: vivo X100 (12GB+256GB) ราคา 26,999 บาท
ตัวอย่างมือถือ: vivo X100 Pro (16+512GB) ราคา 37,999 บาท
 
- Snapdragon 8 Gen 3
ตัวอย่างมือถือ: iQOO 12 (16GB+512GB) ราคา 27,990 บาท
ตัวอย่างมือถือ: Samasung Galaxy S24 Ultra (12GB+256GB) ราคา 46,900 บาท
 
ตัวอย่างมือถือ: Xiaomi 14 Series ยังไม่มีราคาไทย
ตัวอย่างมือถือ: OnePlus 12 ยังไม่มีราคาไทย
 
- Snapdragon 8 Gen 2
ตัวอย่างมือถือ: Samsung Galaxy S23 Ultra 
ตัวอย่างมือถือ: OnePlus 12R ยังไม่มีราคาไทย
 
ด้านความจุ RAM, ROM
สำหรับความจุ RAM ในยุคนี้ควรเริ่มต้นที่ 8GB ขึ้นไป หรือถ้าใครมีงบขึ้นมาหน่อยจะเลือกเป็น 12GB, 16GB ครับ แต่ควรเลือกเป็ยความจุ RAM แบบดิบๆ นะครับ ไม่ควรเลือกความจุ RAM ที่เป็น Visual RAM เพิ่มขึ้นมาให้ เช่น 4GB+4GB เป็น 8GB หรือ 8GB+4GB เป็น 12GB เพราะ Visual RAM จะเป็น RAM ที่จำลองขึ้นมาจาก Storage หรือ ROM ของเราครับ เนื่องจากความเร็วในการอ่านเขียนของ RAM กับ ROM ไม่เท่ากัน ทำให้อาจเกิดอาการช้า หน่วง ค้าง ได้ครับ ถ้าใครอยากได้ RAM ความจุเท่าไร ควรเลือกจาก RAM ดิบๆ ของรุ่นนั้นไปเลยครับ
 
ด้าน ROM ก็แนะนำให้เริ่มต้นที่ 256GB ครับในยุคนี้ เพราะด้วยระบบ OS หรือแอปพลิเคชันต่างๆ ยิ่งอัปเดตก็ใช้พื้นที่ ROM มากขึ้น อีกทั้งเราอาจต้องเก็บไฟล์รูป วิดีโอ หรือไฟล์งานต่างๆ อีกด้วยครับ
 

ด้านหน้าจอ

 
เรื่องหน้าจอก็สำคัญไม่แพ้กันเลยครับ เพราะเป็นส่วนที่แสดงผล ซึ่งเราก็ต้องใช้มองตลอดเวลาอยู่แล้วเมื่อใช้งาน ซึ่งก็จะมีขนาดที่แตกต่างกันไปตั้งแต่เริ่มต้น 6.1 นิ้ว จนไปถึงขนาดใหญ่ 6.8 นิ้ว มีเรื่องของความละเอียดต่างๆ ที่จะแสดงถึงความชมชัดของภาพ รวมถึง Refresh rate ที่จะแสดงความลื่นไหลของภาพ หากมีตัวเลข Hz ที่มาก เราก็จะเห็นภาพในหน้าจอที่ลื่นไหล สบายมากขึ้นครับ ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความชอบและความจำเป็นในการใช้งานของแต่ละคนด้วยครับ
 
ขนาดหน้าจอ
- ขนาด 6.1 - 6.2 นิ้ว: ถ้าต้องการมือถือจอเล็กเพื่อความสะดวกสบายในการพกพา หรือสาวๆ ที่มือถือ จะได้จับถือสะดวก แต่ในยุคนี้ก็มีน้อยรุ่นแล้วครับที่จะผลิตขนาดนี้ออกมา ซึ่งปัจจุบันก็จะมีแบรนด์ 
       Apple รุ่น iPhone 14, iPhone 14 Pro, iPhone 15, iPhone 15 Pro ที่มีขนาด 6.1 นิ้ว
       Samsung รุ่น Samsung Galaxy S23 มีขนาด 6.1 นิ้ว , Samsung Galaxy S24 มีขนาด 6.2 นิ้ว
       Google Pixel 8 มีขนาด 6.2 นิ้ว
- ขนาด 6.5 - 6.8 นิ้ว: ถือว่าเป็นขนาดมาตรฐานของมือถือในยุคนี้ครับ โดยจะมีเริ่มต้นที่ 6.5 นิ้ว จนไปถึง 6.8 นิ้ว ส่วนนี้ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบและความถนัดในการจับถือได้เลยครับ
 
พาเนลหน้าจอ
IPS LCD: เป็นพาเนลหน้าจอที่อยู่ในมือถือระดับเริ่มต้น สามารถใช้งานทั่วไปได้ เช่น เล่นแอบโวเชียล ดูหนัง ดู Youtube ได้ แต่สีสันจะไม่สดใส หรือสว่างเท่ากับพาเนล AMOLED ครับ ซึ่งจะเป็นมือถือในช่วงงบราคาไม่เกิน 7,000 - 8,000 บาทครับ
AMOLED: สำหรับพาเนล AMOLED เป็นหน้าจอมาตรฐานของมือถือยุคนี้ไปแล้ว ด้วยการแสดงผลสีสันที่สดใส ขอบเขตสีที่กว้าง รวมถึงความสว่างที่มากกว่า ทำให้รับชมคอนเทนต์ต่างๆ ในอรรถรสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูภาพยนตร์หรือ Netflix ครับ 
LTPO AMOLED: จะเป็นพาเนลเหมือนกับ AMOLED ครับ แต่เพิ่มเติมคือสามารถปรับ Refresh rate ของหน้าจอได้แบบ Adaptive เช่น หากเราไม่ได้ใช้งาน แล้วจอจะอยู่นิ่งๆ หน้าจอก็จะปรับ Refresh rate ให้เหลือ 1Hz เพื่อประหยัดพลังงานได้ ซึ่งจะพบในมือถือรุ่นเรือธงครับ
 
Refresh rate
คือ อัตราจำนวนครั้งที่หน้าจอจะแสดงภาพได้ต่อวินาที ถ้าให้เข้าใจง่ายๆ คือ ยิ่งจำนวนภาพต่อวินาทีมีมากเท่าไร การแสดงผลของหน้าจอก็จะเคลื่อนไหวได้ไหลลื่นมากเท่านั้น โดยมือถือในยุคก่อน หรือรุ่นเริ่มต้นในยุคนี้ที่ราคาหลักพัน จะมี Refresh rate ที่ 60Hz ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเริ่มต้น หรือบางรุ่นก็อาจมีที่ 90Hz หากใครที่ต้องการใช้มือถือราคาประหยัดก็แนะนำที่ 90Hz ครับ
 
แต่ถ้ามีงบขึ้นมาเล็กน้อยจริงในยุคนี้ผู้เขียนอยากแนะนำไปที่ Refresh rate 120Hz มากกว่าครับ ซึ่งจะแสดงผลได้ไหลลื่น เนียนตามากกว่า 60Hz และ 90Hz อย่างเห็นได้ชัดเลย จะมีตั้งแต่มือถือราคาหลักพันปลายๆ ไปถึงหลายหมื่นเลยครับ

ด้านกล้อง

 
ด้านกล้องก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ใครหลายๆ คนเลือกซื้อมือถือแบรนด์นั้นๆ เลยครับ ซึ่งถ้าให้ดูจากตัวเลขของพิกเซลเฉยๆ ก็คงจะตัดสินไม่ได้ว่ากล้องของมือถือรุ่นนั้นดีหรือไม่ได้ เช่น กล้องหลังความละเอียด 50MP ซึ่งมีตั้งแต่ในรุ่นเริ่มต้น รุ่นกลาง จนถึงเรือธง ถ้าจะให้ดูว่ากล้องตัวนั้นถ่ายภาพออกมาได้คุณภาพดีมากแค่ไหน อาจต้องดูไปถึงเซนเซอร์กล้องที่ใช้และขนาดของเซนเซอร์ครับ อาจยากไปสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป หากให้ดูง่ายๆ ก็แนะนำดูจากการใช้งานของตัวเองครับว่าจริงจังกับการใช้งานกล้องมากแค่ไหน 
 
- ใช้งานไม่จริงจังมาก: ใช้ถ่ายงานเอกสาร, VDO Call, ถ่ายเก็บภาพไปเที่ยว ทั่วๆ ไป, งบประหยัด ก็หามือถึอในงบ หลักพันถึง 1 หมื่น ก็พอใช้ได้ครับ
 
- ต้องการกล้องคุณภาพดี: ใช้ถ่ายภาพลง Social Media, ต้องการกล้องหลังและ Ultrawide ที่คมชัดขึ้น, ถ่ายวิดีโอ 1080p@60fps - 4K ได้, กล้องหน้าคมชัดมากขึ้น, ถ่ายสินค้า, มีกล้องซูมระดับ 2 เท่า หรือไม่จำเป็นต้องใช้กล้องซูมไกล ก็มองหามือถือหลัก 1 หมื่น - 2 หมื่น ก็ได้ครับ เพราะกล้องในราคาระดับนี้จะใช้งานจริงได้ดีมากขึ้นครับ
 
- ต้องการคุณภาพกล้องระดับดีมาก: ใช้ถ่าย VDO Vlog, ทำคอนเทนต์หรือถ่ายงานแบบจริงจัง, ต้องการกล้องคุณภาพคมชัดระดับสูง, ถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K-8K ได้, มีกล้องซูมระยะ 3 เท่า ขึ้นไป และใช้งานในระยาวได้ดี แนะนำเป็นมือถือราคา 2 หมื่น ขึ้นไปครับ เพราะจะเริ่มเป็นมือถือระดับเรือธงกันแล้ว ทำให้แบรนด์ต่างๆ จะใส่สเปกกล้องคุณภาพดีใส่เข้ามาให้ครับ
 
ด้านประเภทกล้องหลักๆ
- กล้องหลัก (Wide) : สำคัญที่สุดเพราะเป็นกล้องหลัก
- กล้องมุมกว้าง (Ultrawide) : เป็นกล้องสำหรับถ่ายภาพมุมกว้าง เช่น ถ่ายวิว ถ่ายภาพหมู่
- กล้องซูม (Telephoto) : เป็นกล้องที่ใช้งานซูมภาพระยะไกลมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นระยะ 2x จะได้ทางยาวโฟกัสประมาณ 50mm, 3x จะได้ทางยาวโฟกัสประมาณ 75mm ทำให้เราได้มุมภาพเมื่อถ่าย Potrait ได้สวยมากขึ้น หากต้องการนำไปซูมงานคอนเสิร์ต หรืองานศิลปิน ต้องใช้ระยะซูมไกลๆ อย่าง 5x, 10x ครับ
 
กล้องเสริมต่างๆ
- กล้อง Macro : ใช้สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้มากๆ เช่น ถ่ายดอกไม้เล็กๆ, ถ่ายพื้นผิววัตถุ
- กล้อง Depth : ใช้สำหรับช่วยวัดระยะเมื่อถ่ายภาพ Portrait
 
ส่วน Character ของภาพจากกล้องมือถือก็ขึ้นอยู่กับความชอบได้เลยครับ ถ้าอยากได้แบบเรียลๆ ก็คงต้องไป iPhone เพราะจะเน้นเก็บรายละเอียด หรือ Samsung แต่ยังคงมีความบิวตี้อยู่บ้าง แต่ถ้าอยากได้แบบสายบิวตี้มากๆ หน้าเนียน ถ่ายจบหลังกล้อง ก็คงต้องไปมือถือแบรนด์จีน เช่น vivo, OPPO, HONOR เพราะจะจัดเต็มเรื่องกล้องสวยครับ
 

ด้านแบตเตอรี่และการชาร์จเร็ว

ด้านแบตเตอรี่ใช้ยุคนี้ก็จะอยู่ที่ความจุประมาณ 5000mAh หรืออาจมีบวกลบบ้างเล็กน้อยครับ
ส่วนการชาร์จเร็วแนะนำให้มีก็ดีครับ จะได้ช่วยลดเวลาการชาร์จเราได้บ้าง ซึ่งแนะนำว่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 25W - 45W ครับ แต่ถ้าแนะนำให้เร็วขึ้นมากอีกก็จะเป็นมือถือทางแบรนด์จีนครับ ความเร็วในการชาร์จอยู่ที่ 67W, 80W, 100W, 120W ขึ้นไปครับ

สรุป

จากได้ที่แนะนำไปหวังว่าจะเป็นความรู้ให้กับผู้ที่ไม่ได้เก่งเรื่องมือถือหรือเทคโนโลยีนะครับ ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น ช่องเสียบหูฟัง, ลำโพงคู่, ระบเสียงรองรับ Dolby Atmos / Hi-Res ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนนะครับ และสุดท้ายก็แนะนำว่าให้เรื่องตามลักษณะการใช้งานของเราเอง ไม่จำเป็นต้องไปตามกระแส ตามเพื่อน หรือคนอื่นๆ ครับ เพราะความต้องการ รวมถึงงบประมาณของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ ขอให้ทุกคนได้มือถือที่ตัวเองถูกใจกันนะครับ
แท็กที่เกี่ยวข้อง มือถือ ซื้อมือถือ มือถือ 2024
Mobile Guru
เขียนโดย นฤเมศ โรจนวงศ์วิวัฒน์ Mobile Guru

พูดคุยกับกูรูได้ที่




เว็บไซต์นี้มีการเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์ และช่วยให้เราปรับปรุง และนำเสนอเนื้อหาตรงตามความสนใจของท่าน ท่านสามารถดู Privacy Notice และ ดู Cookies Policy ของเราได้ ที่นี่ ทั้งนี้ ท่านจะยินยอมให้เราเก็บคุกกี้ทั้งหมด หรือให้เก็บแค่บางส่วนโดยการคลิกเลือก ตั้งค่า

ท่านสามารถเลือกให้ความยินยอมการเก็บคุกกี้เป็นเรื่องๆ ได้ที่นี่

เมื่อคุณเข้าชมเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่น checkraka เราอาจจัดเก็บ หรือดึงข้อมูลจากเบราว์เซอร์ของคุณในรูปแบบของคุกกี้ และเทคโนโลยีอื่นที่คล้ายคลึง เช่น tag และ pixel (เรียกรวมกันว่า “คุกกี้”) ซึ่งมักเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้โดยตรง แต่ช่วยให้คุณใช้งานเว็บไซต์ได้ปลอดภัย และตรงตามความต้องการมากขึ้น คุณอาจไม่ยินยอมให้เราเก็บคุกกี้บางประเภทได้ โดยการคลิกตามหัวข้อข้างล่างนี้

ประเภทคุกกี้
อ่านเพิ่มเติม ที่นี่
ยินยอม / ไม่ยินยอม
คุกกี้ที่จำเป็นต้องมีเสมอ
(Strictly Necessary)
คุกกี้สำหรับการใช้งานเว็บไซต์
(Functionality)
คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและวิเคราะห์
(Performance & Analytics)
คุกกี้เพื่อการตลาด
(Marketing)