รู้จักเช็คราคา|ติดต่อเรา

BMW ConnectedDrive แอปพลิเคชั่นใหม่ เชื่อมต่อคุณและรถเป็นหนึ่งเดียว

ข่าว 8 มิ.ย. 61 2,841
BMW ConnectedDrive แอปพลิเคชั่นใหม่ เชื่อมต่อคุณและรถเป็นหนึ่งเดียว


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวบริการใหม่จาก BMW ConnectedDrive บริการและแอปพลิเคชั่นเพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดระหว่างผู้ขับ ยานยนต์และโลกภายนอก โดยฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดนี้จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู iPerformance 
ด้วยความร่วมมือกับไมโครซอฟท์นำเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยู ร่วมกับระบบคลาวด์อัจฉริยะระดับโลก ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ที่ช่วยให้ BMW ConnectedDrive สามารถปลดล็อคทุกขีดจำกัดของเทคโนโลยีล้ำยุค และมอบประสบการณ์เหนือระดับจากมิติการเชื่อมต่อแบบครบวงจร เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยระดับพรีเมียมอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2561 นับเป็นการครบรอบปีที่ 20 ของ BMW ConnectedDrive ที่จะก้าวต่อไปในฐานะผู้บุกเบิกการให้บริการดิจิทัลล้ำยุคแห่งโลกยนตรกรรมในระดับสากล แอปพลิเคชั่น BMW Connected มีผู้ใช้งานมากกว่า 2.3 ล้านคน และมีรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูกว่า 10 ล้านคันใน 45 ประเทศทั่วโลกที่มีการเชื่อมต่อด้วยฟีเจอร์ของระบบ BMW ConnectedDrive 
บริการ BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ผู้ใช้งานจะสามารถควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้จากระยะไกล อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับรถได้อย่างง่ายดาย ผ่านแอปพลิเคชั่น BMW Connected บน iPhone โดยบริการใหม่สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด ได้แก่ 
การแสดงสถานะรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะและระดับของแบตเตอรี่ ระยะทางที่คาดว่าจะแล่นได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ และข้อมูลเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถได้จากทุกที่ ทุกเวลา
การควบคุมการชาร์จพลังงานไฟฟ้าและระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารจากระยะไกล ผู้ใช้งานสามารถเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศในห้องโดยสารได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือตั้งเวลาเปิด/ปิดล่วงหน้าให้ตรงกับเวลาที่ต้องการออกเดินทาง และหากรถยนต์เชื่อมต่ออยู่กับสถานีชาร์จ ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการชาร์จด้วยการตั้งเวลาที่ต้องการได้เพื่อเลือกให้ชาร์จไฟฟ้าในช่วง off peak หรือในช่วงเวลาที่มีความต้องการในการใช้ไฟฟ้าน้อยและมีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำกว่าช่วงเวลาอื่นๆ 
ระบบการนำทาง ที่สามารถค้นหาและนำทางไปยังสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดได้อีกด้วย การประมวลและแสดงผลข้อมูลการขับขี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ของแต่ละบุคคล โดยวิเคราะห์รูปแบบการขับขี่และควบคุมรถยนต์บนท้องถนน 
การประมวลและแสดงผลข้อมูลการขับขี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ของแต่ละบุคคล โดยวิเคราะห์รูปแบบการขับขี่และควบคุมรถยนต์บนท้องถนน

ด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู i ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการสร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่อยู่บนพื้นฐานแนวคิดของความยั่งยืน ซึ่งในขณะที่ความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้า ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จึงมีความมุ่งมั่นการสร้างสายการประกอบรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นที่สุด โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ ระบบปลั๊กอินไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป จะใช้สายการประกอบร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะสามารถรองรับความต้องการในเรื่องของรุ่นรถยนต์และระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างของผู้ขับขี่ได้ทุกที่ทุกเวลา

ภายในปี พ.ศ. 2568 บีเอ็มดับเบิลยู i จะมีรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 25 รุ่น ประกอบไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ถึง 12 รุ่น ขณะที่แบรนด์และสายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้ความดูแลของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จต่อไป

ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ระบบคลาวด์อัจฉริยะที่มาพร้อมความปลอดภัยระดับโลก ช่วยให้ BMW ConnectedDrive สามารถทำการวิเคราะห์และเรียนรู้จากข้อมูลปริมาณมหาศาลที่บันทึกจากการขับขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู โดยระบบ Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยูได้เลือกใช้แพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาบริการอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่มากมาย ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงตัวรถเข้ากับสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคอนเทนต์และระบบเครือข่ายอีกมากมายจากภายนอก

มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย (ที่ 2 จากซ้าย)
นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด (ซ้ายสุด)
ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย มร. ลาร์ส นีลเซ่น (ขวาสุด)
และ หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช (ที่ 3 จากซ้าย) 
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น เป็นที่คาดการณ์กันว่าในปี พ.ศ. 2563 รถยนต์ใหม่ในตลาดโลกกว่า 90% จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หรือโลกภายนอก ซึ่งทั้ง BMW ConnectedDrive และแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ปูทางไปสู่ประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต

ระบบคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นแพลตฟอร์มเปิดที่พร้อมรองรับการพัฒนาต่อยอดในทุกระดับ เพื่อเสริมให้รถยนต์สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านการขับขี่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ คุณสมบัติอันชาญฉลาดสำหรับรถยนต์แห่งอนาคตทั้งหมดนี้ มีรากฐานอยู่บนความปลอดภัยระดับโลก โดยแพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นระบบคลาวด์ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด ด้วยการรองรับมาตรฐานระดับโลกและระดับอุตสาหกรรมในด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมากกว่า 70 มาตรฐาน

บีเอ็มดับเบิลยูต้องการสานต่อวิสัยทัศน์ของโลกยุคใหม่ ที่นำนวัตกรรมอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) มาเสริมประสิทธิภาพและความคล่องตัวในทุกขณะของชีวิต

บริการ BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance จะมาพร้อมกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป โดยรุ่นที่รองรับประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู 330e บีเอ็มดับเบิลยู 530e และบีเอ็มดับเบิลยู 740Le 

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรในโครงการ ChargeNow จึงได้เดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะในโครงการ ChargeNow อย่างต่อเนื่องหลังจากที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ทีผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันมีสถานีให้บริการทั้งหมด 14 หัวจ่ายทั่วประเทศไทย และเตรียมติดตั้งเพิ่มอีก 36 หัวจ่าย ภายในปี 2561 ด้วยเป้าหมายที่จะติดตั้งให้ครบทั้งหมด 50 หัวจ่ายในโครงการ ChargeNow ภายในปีนี้ โดยวางแผนการติดตั้งสถานีทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และสถานีในภูมิภาค โดยเฉพาะในจังหวัดหลักทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อรวมกับสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีก 50 แห่ง ณ ศูนย์บริการของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้ารวมทั้งหมดถึง 100 แห่ง ภายในสิ้นปี 2561 นี้


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย สามารถประกอบรถยนต์รุ่นต่างๆ ทั้งหมด 17 รุ่น  ได้แก่
  • บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 1 
  • บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 
  • บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 Gran Turismo 
  • บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 
  • บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 
  • บีเอ็มดับเบิลยู X1 
  • บีเอ็มดับเบิลยู X3 
  • บีเอ็มดับเบิลยู X4 
  • บีเอ็มดับเบิลยู X5 
สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้แก่ 
  • บีเอ็มดับเบิลยู F 800 R 
  • บีเอ็มดับเบิลยู F 800 GS 
  • บีเอ็มดับเบิลยู F 700 GS 
  • บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS 
  • บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS Adventure 
  • บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R 
  • บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR 
  • บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 XR 
นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทยยังขยายสายการประกอบรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด 4 รุ่นในประเทศไทย ได้แก่ 
  • บีเอ็มดับเบิลยู 330e 
  • บีเอ็มดับเบิลยู 530e 
  • บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e M Sport
  • บีเอ็มดับเบิลยู 740Le
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 เป็นต้นมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทยยังพัฒนาศักยภาพในการประกอบรถยนต์เพื่อรองรับการส่งออกรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X5 และ บีเอ็มดับเบิลยู X3 สู่ตลาดในประเทศจีนอีกด้วย
ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th
แท็กที่เกี่ยวข้อง รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ไมโครซอฟท์ บีเอ็มดับเบิลยู iperformance bmw connecteddrive bmw รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ไมโครซอฟท์ บีเอ็มดับเบิลยู iperformance bmw connecteddrive bmw รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ไมโครซอฟท์ บีเอ็มดับเบิลยู iperformance bmw connecteddrive bmw

ข่าวและอีเว้นท์รถยนต์ล่าสุด