• รถมอเตอร์ไซค์ใหม่
  • รถมอเตอร์ไซค์ใหม่
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • บาจาจ Dominar 400 แรง แกร่ง เท่ ... คุ้มค่าทุกการเดินทาง

    22 ม.ค. 64 1,805
    รีวิว บาจาจ Dominar 400 แรง แกร่ง เท่ ... คุ้มค่าทุกการเดินทาง
    บาจาจ Dominar 400 เปิดตัวในไทยไปเมื่อช่วงปลายปี 2563 ท่ามกลางความฮือฮากับราคาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้ไม่ยาก เมื่อเทียบกับสเปคที่ได้ หลายคนอาจคิดว่า บาจาจ เป็นแบรนด์นิวคัมเมอร์ใหม่ในไทย นั่นก็ถูกในแง่ของตลาดรวม แต่สำหรับแบรนด์ บาจาจ จริงๆเป็นรถสัญชาติอินเดีย มีประวัติยาวนานถึง 76ปี มียอดขาย เป็นอันดับ3ของโลก นอกจากนี้ยังมีหุ้นส่วนใน KTM มากถึง 49% ทำให้พื้นฐานเครื่องยนต์ในรุ่น Dominar 400 คล้ายกับ KTM 390DUKE แต่มีเทคโนโลยี 3หัวเทียน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น และนี่คือ บทความรีวิวขับขี่ บาจาจ Dominar 400 โดยทีมงาน MotorBikeGuru จาก Checkraka.com
    สเปคและจุดเด่น
    ความโดดเด่นของ บาจาจ Dominar 400 คือการออกแบบที่ดูแรง แกร่ง เท่ เหมือนบิ๊กไบค์ Sport Touring ค่าตัวหลายแสนบาท ด้วยหัวใจสำคัญขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 373 ซีซี สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้พื้นฐานจากแบรนด์ KTM ทำให้ผลิตความแรงได้ 39 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 35 นิวตัน-เมตร ถ่ายทอดกำลังได้อย่างสนุกผ่านเกียร์ 6 สปีด และเร่งรอบกวาดไปได้ถึง 9,500 รอบต่อนาทีสบายๆ นอกจากนี้ขณะเร่งก็ยังสะใจกับซุ่มเสียงของท่อไอเสียแบบคู่ที่ออกแบบมาให้รถดูดุดันสปอร์ตยิ่งขึ้น แถมก่อนเข้าโค้งก็สามารถรวบเกียร์ได้อย่างมั่นใจเพราะมีสลิปเปอร์คลัตช์ติดตั้งให้มาด้วย
    ด้านระบบช่วงล่างออกแบบใหม่เพื่อการใช้งานที่ง่ายขึ้นและไม่ให้แบกต้นทุนสูงจนเกินความจำเป็นแต่ยังคงคุณภาพการใช้งานดีพอ ด้วยการใช้ด้านหน้าแบบ Up side Down ด้านหลังเป็นแบบ Mono พร้อม Nitrox (หรือซับแทงค์) เพิ่มประสิทธิภาพในการรับแรงกระแทก
    ระบบเบรกดิสก์หนัา-หลัง พร้อม ABS ครบจาก BOSCH มั่นใจ สบายใจได้ มองเห็นคาลิปเปอร์ยี่ห้อ By BRE ก็ยิ่งวางใจ ส่วนสเปคยางหน้า-หลัง ขนาดตามคลาสบิ๊กไบค์รุ่นเริ่มต้น ด้านหน้า 110/70R หลัง 150/60R ขนาด 17 นิ้วทั้งหมด ยางติดรถเป็นมิชลินรุ่น Road ชัดเจนว่าพาร์ตติดรถหลายจุดทาง Bajaj ได้คัดสรรเลือกใช้ให้ของดี มีแบรนด์ชั้นนำติดรถ ไม่ต้องไปเสียเงินถอดเปลี่ยนแต่แรก เพราะบางยี่ห้อของติดรถก็ให้มาแบบเกรดติดรถคือพอขี่ได้แต่ยังไม่มั่นใจคุณภาพได้มากนัก
    ความโดดเด่นภายนอกนอกจากการดีไซน์รูปทรงตัวถังที่หุ้มเฟรมแบบ Stamped Perimeter แข็งแกร่งและหยืดหยุ่น รับถังน้ำมันทรงเฉี่ยวดูใหญ่แบบบิ๊กไบค์ซึ่งจุได้ถึง 13 ลิตร ขี่ได้่ไกลแบบสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเติมน้ำมันบ่อย ส่วนอัตราสิ้นเปลืองไปลุ้นกันในช่วงทดสอบขี่ จุดที่ดูเท่เข้าสมัยอีกอย่างก็คือ การใช้ระบบส่องสว่างแบบ full LED พร้อมระบบเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ AHO และก็มีหน้าจอแสดงผลหน้าคอนโซล LCD บอกข้อมูลสำคัญอย่างตำแหน่งเกียร์และรอบเครื่องยนต์
    การเดินทางและสมรรถนะ
    วันแรกที่ไปรับรถ บาจาจ Dominar 400 ณ โชว์รูมและศุนย์บริการ ลาดพร้าว 122 ก็ได้เห็นความทันสมัยและความพร้อมในการให้บริการทั้งการก่อนและหลังการขาย ในส่วนของพื้นที่่เซอร์วิส จัดแบ่งไว้อย่างเป็นระเบียบ ช่วงรับรถทางเจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำการใช้งานเบื้องต้น ผู้เขียนมักจะให้เน้นเรื่องการเซ็ตติ้งหน้าจอเป็นลำดับแรกๆ ก่อนการขี่จริงเสมอ เพราะถ้าขี่ไปเรียนรู้ไปคงเสียเวลาลองผิดถูกและไม่ปลอดภัย หน้าจอหลักของตัวรถรุ่นนี้ไม่มีปุ่มใดๆ ให้ปรับ แม้จะมีขนาดใหญ่ก็ตาม โดยปุ่มปรับโหมดและตั้งค่าต่างๆ ถูกยกมาไว้ที่หน้าจอรองบนถังน้ำมัน ซึ่งต้องปรับจากตรงนี้เพื่อให้ไปแสดงบนหน้าจอหลักอีกที ผู้เขียนเซ็ตทริป A ไว้เป็นศูนย์เพื่อดูระยะทางรวมหลังจบการทดสอบรวมทั้งอัตราสิ้นเปลือง หลังจากเข้าใจก็ได้เวลาออกไปหาคำตอบว่าสมรรถนะโดยรวมของ Dominar400 Sport Touring สัญชาติอินเดีย จะตอบโจทย์การใช้งานได้ด้านใดได้บ้าง
    ช่วงแรกเป็นเรื่องการขี่ในเมืองที่การจราจรพลุกพล่าน โดยผู้เขียนลองขี่เสมือนการใช้งานในชีวิตประจำวันจริงๆ เช้าขี่เข้าออฟฟิศในเมืองแถวราชประสงค์ เย็นขี่ไปทานมื้อเย็นแถวสีลม ซึ่งทั้ง 2 ช่วงเป็นเวลาเร่งด่วนที่วุ่นวายที่สุด แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับที่ตั้งใจไว้เพราะการระวังเรื่องโควิด-19 ทำให้โรงเรียนปิดหมด และบางบริษัทต้องปรับเป็นทำงานที่บ้านแทน อย่างไรก็ตามปริมาณรถบนถนนก็ยังนับว่ามากและวุ่นวายอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มรถจักรยานยนต์ที่เยอะขึ้นเพราะมีการส่ง-รับของกันมากเป็นพิเศษในช่วงเวลาแบบนี้ หลังจากผ่านไป 1 วันกับการขี่เช้าไป-เย็นกลับในเมือง พอสรุปได้ว่า Dominar400 ขี่ง่ายกว่าที่คาดไว้ แม้ความสูงของเบาะอยู่ที่ 800 มม. และตัวรถหนัก 184.5 กก. แต่สมดุลและการเข้าเกียร์ขึ้น-ลง รักษารอบเครื่อง ล้วนทำได้ง่ายจริงๆ อย่างน้อยมันไม่กระชาก ดิบเกินไปเหมือน 390DUKE แรงบิดที่มาเร็วแต่ไม่ถึงกับฉุดหน้าหงายก็ทำให้การขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการทำได้อย่างฉับไว และมั่นใจในการกะระยะมากขึ้น นอกจากนี้ได้ลองให้มีผู้ซ้อน ตำแหน่งของผู้ซ้อนที่สูงกว่าก็ทำให้ต้องปรับท่านั่งโน้มมาด้านหน้าหาผู้ขี่มากขึ้น ส่งผลให้การบังคับทิศทางและถ่ายน้ำหนักดีกว่าเมื่อเทียบการใช้งานกับสกู๊ตเตอร์ทั่วไป เอาเป็นว่า Dominar400 ขี่ในเมืองแบบมีคนซ้อนยังไปได้สวยๆ คล่องตัว กำลังที่ดีช่วยให้การออกตัวหรือไหลขึ้นสะพานทางชันมั่นใจ ถ้าจะอยากได้อะไรเพิ่มสำหรับการใช้งานในเมืองก็คงเป็นถังด้านหลังเพื่อใส่สัมภาระ
    ส่วนอีกวันกับการขี่บนถนนเปิดโล่งเดินทางไกล ที่มักใช้ความเร็วคงที่และต่อเนื่อง และต้องปะทะลมมากกว่าขี่ในเมือง ผู้เขียนได้ลองใช้เส้นทาง กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี ความเร็วเดินทางส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 110-120 กม./ชม. บางจังหวะที่ถนนโล่งมากๆ ก็เปิดคันเร่งไปแตะที่ 145 กม./ชม. แม้ไปได้อีกก็ตาม แต่ด้วยสปีดลิมิตและความปลอดภัยบนถนนสาธารณะ จึงของดเรื่องการทำความเร็วสูงสุดซึ่งมุมมองผู้เขียนคือ ไม่ใช่ตัวเลขจำเป็นสำหรับกลุ่มผู้ใช้รถประเภทนี้ อัตราเร่ง ความประหยัด ความสะดวกสบายในการขี่  และความคุ้มค่าเป็นปัจจัยที่อยากกล่าวถึงมากกว่า จากที่ได้ลองขี่ทั้งวันพบว่าไหล่มีอาการเมื่อยล้าอยู่บ้าง ส่วนหนึ่งเพราะองศาแฮนด์บาร์ที่ลีนไปด้านหน้ามากไปหน่อยสำหรับสรีระผู้เขียนที่สูง 171 ซม. จริงๆ ช่วงความยาวแขน ลำตัว ขา ของแต่ละคนมักมีผลแตกต่างกันออกไป ถ้าเป็นไปได้ก็น่าจะมีการปรับแต่งท่านั่งเพิ่มเติม เสมือนการฟิตติ้งให้เข้ากับตัวรถ ส่งผลดีต่อการใช้งานระยะยาวและการขี่ที่สบายขึ้น สำหรับ Dominar400 ออกแบบมาให้นั่งขี่สบายอยู่แล้ว ด้วยความเป็นรถประเภท Sport Touring และมีองศาแฮนด์ยกช่วย การทำความเร็ว การเร่งจาก 100 กม./ชม. ขึ้นไปเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยี 3 หัวเทียน บล็อคนี้ก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วทันใจ เติมได้สนุกทุกช่วงจริงๆ เรื่องของระบบเบรกการให้น้ำหนักเพื่อชะลอหยุดหน่วงได้ดี ฟิลลิ่งดีไม่มีอาการแข็งต้านมือ ส่วนการเบรกกระทันหันผู้เขียนก็ได้ลองแบบไม่ได้ตั้งใจพอดี จากจังหวะที่รถปิกอัพด้านหน้าชะลอเบาเบรกเร็ว ผู้เขียนขี่ตามมากระชั้นชิดก็กดเบรกหวังหยุดให้ทัน ด้วยระยะที่สั้นแต่เบรกแล้วล้อไม่ล็อคเลยทำให้มีจังหวะเบี่ยงหลบออกได้ทันท่วงที ก็รอดจากการปะทะไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนหนึ่งได้ยางดีติดรถเป็นมิชลิน โร้ด 5 ด้วย สำหรับท่อไอเสียทรงปลายคู่ดูดุดัน เสียงเร้าใจ แต่สำหรับสายสปอร์ตทัวร์ริ่งอาจรู้สึกดังไปบ้าง และเวลาจอดพักในจุดเสี่ยงข้างทาง กลับไม่มีปุ่มไฟฉุกเฉินให้ใช้งาน ปิดท้ายด้วยตัวเลขความประหยัดตามที่แสดงไว้บนหน้าจอหลักอยู่ที่ 28 กม./ล. จากระยะทางรวม 250 กม. ตลอดการขี่ 3 วันผสมกันระหว่างในและนอกเมือง
    บทสรุปและความคุ้มค่า
    บาจาจ Dominar 400 คือ บิ๊กไบค์ Sport Touring ที่มีท่านั่งสบายมากๆ การขี่จึงไม่ใช้แค่เน้นความสนุกสนานอย่างเดียว ด้วยขุมพลังที่ตอบสนองได้ทันใจและเร้าใจตั้งแต่เปิดคันเร่ง ผสานกับช่วงล่างและเบรกที่รองรับขุมพลังได้เป็นอย่างดี นอกจากขี่ในเมืองคล่องตัวและสนุกแล้ว การขี่แบบทางไกลบนถนนเปิดโล่งยังให้ความสบายจากท่านั่งที่ Up right อย่างไรก็ตามการมีจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง อาจทำให้สับสนที่จะเลือกมองบ้างในช่วงที่ไม่คุ้นชิน แต่ถ้าทำความเข้าใจและเซ็ตการแสดงค่าบนหน้าปัดหลักอย่างที่เราต้องการแล้ว จอเล็กก็ไว้ใช้กดปุ่มเลือกรายการ
    บาจาจ Dominar 400 กับราคา 115,000 บาท เป็นราคาที่ทำให้หลายคนว้าวได้เลย เมื่อเทียบกับสเปคตัวรถ โดยเฉพาะพื้นฐานเครื่องยนต์ที่ได้จาก KTM นับว่าคุ้มค่ามาก ถ้าพิจารณางบประมาณระดับ 1 แสนบวกลบ แลกกับจักรยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งใช้งาน-ท่องเที่ยว และต้องขี่สนุก แรง แกร่ง เท่ Dominar400 รุ่นนี้คือ ตัวเลือกที่หาใครมาเทียบได้ยากจริงๆ ยิ่งมีฟรีบำรุงรักษา 1 ปี หรือ 3 หมื่นกิโลเมตร ให้กับลูกค้ายิ่งดับเบิ้ลคุ้มเข้าไปอีก นอกจากนี้ซื้อรถบาจาจทุกรุ่นยังได้หมวกกันน็อคพร้อมอุปกรณ์บลูทูธติดหมวกด้วย ดีงามจริงๆ 
    • ชลัคร ช่วยชู
    • ชลัคร ช่วยชู
      Motorbike GURU Thailand

    ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ