รู้จักเช็คราคา|ติดต่อเรา

ประเมินวงเงินรู้ผลใน 3 นาที

กับ กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท

เริ่มประเมินวงเงินพร้อมสตาร์ท
ผ่านมือถือ สแกนเลย

ดูวงเงินพร้อมสตาร์ทที่ได้รับ

รีวิว BMW 530e M Sport แรงปลอดภัยประหยัดโหมด EV วิ่งได้ 50 กม.ไม่ง้อน้ำมัน!

9 มิ.ย. 65 1,981
รีวิว BMW 530e M Sport แรงปลอดภัยประหยัดโหมด EV วิ่งได้ 50 กม.ไม่ง้อน้ำมัน!
รีวิว BMW 530e M Sport (บีเอ็มดับเบิ้ลยู 530อี เอ็ม สปอร์ท) รถยนต์ซีดานหรูขนาดกลาง ที่มาพร้อมความประหยัดแบบเสียบปลั๊กที่บ้านได้ทั้งจากการติดตั้งตู้ชาร์จหรือจะเสียบปลั๊กจากเต้ารับก็ได้ แถมยังวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ 50 กม. (แล้วแต่การจราจร) ระบบความปลอดภัยอลังการทั้งเตือนออกนอกเลน เตือนและเบรกก่อนชนด้านหน้า เตือนมีรถด้านข้างก่อนเปลี่ยนเลน และเตือนพร้อมช่วยเบรกก่อนจะขนสิ่งกีดขวาง ราคา 3.739 ล้านบาท
BMW 530e M Sport รถยนต์ไฮบริดปลั๊กอินระดับนี้หากมองกันจริง ๆ แล้ว ผู้ซื้อคงจะเน้นในเรื่องความแรงของพลัง TwinPower Turbo และไฮบริดระดับ 292 แรงม้า ในโหมด Xtraboost เทคโนโลยีความบันเทิงสุดไฮเทคด้วยภาษามือที่ใช้งานง่ายและความปลอดภัยรอบตัว คงจะไม่ได้เน้นเรื่องความประหยัดมากนัก เพราะขึ้นชื่อว่า "BMW" ก็เหมือนบอกเป็นนัยว่าชอบความแรง ความท้าทายและการขับขี่ที่เร้าใจ!
แต่เดี๋ยวก่อน!!!...ในความเร้าใจของ บีเอ็มดับเบิ้ลยู 530e รุ่นนี้ กลับมีความน่าสนใจซ่อนอยู่เยอะอย่างเช่นโหมดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ๆ เมื่อชาร์จไฟเต็มแล้วสามารถวิ่งได้ 52 กิโลเมตร* นั่นหมายความว่าขับไปธุระไหนก็ได้ถ้าไม่เกินระยะทาง 40 - 50 กิโลเมตร ก็ไม่ต้องใช้น้ำมันสักหยดเดียว ยิ่งตอนนี้ 1 ลิตรก็ปาเข้าไปเฉียด 50 บาทแล้ว (ราคาน้ำมัน ณ วันที่เขียนบทความ 06/06/2022)

บีเอ็มดับเบิ้ลยู 530e เสียบชาร์จไฟยุ่งยากไหม?

เมื่อได้ BMW 530e M Sport มาแล้วต้องลองชาร์จไฟฟ้าวิ่งจริง ๆ สิ โดยตัวรถจะมีชุดสายชาร์จไฟมาให้ 2 พวง นั่นคือ แบบมีอะแดปเตอร์สำหรับชาร์จฉุกเฉินหรือนอกสถานที่ และสายแบบ TYPR2 สำหรับต่อเข้ากับตู้ชาร์จหรือสถานีชาร์จไฟฟ้าตามปั้มหรือจุดต่าง ๆ เนื่องจากที่บ้านของผู้ทดสอบไม่มีตู้ชาร์จจึงต้องใช้ชุดชาร์จแบบอะแดปเตอร์ครับ

การใช้ปลั๊กแบบอะแดปเตอร์นั้นจะต้องเสียบเข้ากับเต้ารับหรือปลั๊กไฟที่ติดกับตัวบ้านโดยตรงเท่านั้น ห้ามใช้ปลั๊กต่อปลั๊กพวงใด ๆ ทั้งสิ้น!!! และต้องแน่ใจว่าระบบสายไฟฟ้าในบ้านเป็นสายขนาดใหญ่มาตรฐานพอที่จะรองรับโหลดได้ดี ทนความร้อนได้นานและหม้อแปลงหรือขนาดแอมป์จะต้อง 15 แอมป์ขึ้นไปด้วยครับ เพราะจะต้องเสียบทิ้งเอาไว้นานเกินกว่า 5 ชม.
วิธีการเสียบจะมีบอกเอาไว้หมดในชุดชาร์จ ก็คือ ต้องเสียบฝั่งที่เป็นปลั๊ก 3 ตาเข้ากับเต้ารับก่อน และรอดูไฟสถานะสีเขียวบนตัวกล่องติดขึ้น จึงสามารถเสียบปลั๊กอีกฝั่งเข้ากับตัวรถ และดูไฟสีฟ้าบนกล่องติดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้จะสังเกตุเพิ่มเติมในส่วนของปลั๊กตัวรถ เมื่อเปิดฝาออกมาจะมีไฟสีขาวติดค้าง และเมื่อต่อหัวชาร์จแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวกระพริบ ๆ แสดงว่าเริ่มการชาร์จ สามารถดูสถานะการชาร์จได้จากบนมารวัดหรือบนกุญแจรีโมทถ้าอยู่ในระยะใกล้รถได้เลย หลังจากนั้นอย่างลืมล็อครถ เพราะคงต้องเสียบทิ้งเอาไว้ทั้งคืนกว่าจะเต็มครับ เมื่อชาร์จไฟเต็มแล้ว ไฟตรงหัวชาร์จตัวรถจะดับ เมื่อต้องการดึงออกต้องปลดล็อครถก่อนดึงออกทุกครั้ง และเก็บสายให้เรียบร้อย เป็นอันจบ เราก็จะได้แบตเตอรี่กลับมาเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์อีกครั้ง
สรุปว่าไฟชาร์จเองมีขั้นตอนไม่มาก แต่จะยุ่งยากตอนแกะและเก็บสายชาร์จเล็กน้อยครับ แต่ถ้าใครที่มีตู้ชาร์จ BMW i Wallbox ที่บ้านแล้ว จะง่ายขึ้นมากทันทีเพราะสายชาร์จจะห้อยอยู่กับตู้เลย แค่ดึงออกมาเสียบที่ตัวรถก็เรียบร้อยครับ และจะใช้เวลาราว ๆ  2 - 3 ชั่วโมงก็เต็มแล้วครับ เพราะกำลังในการจ่ายไฟจากตู้ 3.7 kW จะมีมากกว่าเต้ารับครับ

ถ้าขับเบนซินเพียวแบบไม่เสียบปลั๊กกินน้ำมันไหม?

บางคนอาจจะรู้สึกว่าไม่อยากวุ่นวายเสียเวลามีต่อปลั๊กไฟเสียบชาร์จ จะขับแบบไฮบริดปกติไปเลยได้ไหม? และจะกินน้ำมันมากน้อยแค่ไหนกัน?
BMW 530e M Sport ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ  BMW TwinPower Turbo  2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร ก็นับว่าแรงเอาเรื่องแล้ว กับการแบกน้ำหนักตัวและแบตตอรี่ขนาด 1,770 กิโลกรัม มากขึ้นจากรุ่นดีเซลปกติ 1,560 กิโลกรัม ราว ๆ 210 กิโลกรัมเท่านั้นเอง เทียบเท่าคนตัวใหญ่น้ำหนัก 70 กิโลกรัม 3 คนนั่งไปด้วยตลอดทาง สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยในและนอกเมืองรวมกันได้ 13 กิโลเมตรต่อลิตร ใช้ความเร็วเดินทางทั่วไป 60 - 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีรถติด ๆ แบบจอดนิ่งผสมกันไปด้วย สำหรับรถคันใหญ่และผู้ที่ขับรถ BMW เครื่องเทอร์โบกินระดับนี้ถือว่าชิว ๆ ครับ แลกกับสมรรถนะและความเร้าใจในเทคโนโลยี เพราะว่ารุ่นที่เป็นเครื่องเบนซินล้วนไม่มีไฮบริดกินดุเดือดกว่านี้เยอะเลย

ขับยังไงให้คุ้มกับที่มีระบบปลั๊กอินไฮบริด? 

ข้อแนะนำสำหรับการใช้รถยนต์ 530e Plug-in hybrid ให้คุ้มค่าเงินมากที่สุดนะครับ เริ่มจากชาร์จไฟให้เต็มเอาไว้ทุกวัน ขับในโหมดปกติหรือ Hybrid นี่แหละขับไปเรื่อย ๆ หรือจะกด EV ก็ได้ครับ ขับไปจนระดับแบตเตอรี่ต่ำลงมาเหลือประมาณ 20 - 30 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะดูจากเลขบอกระยะทางที่วิ่งได้จากไฟในแบตเตอรี่เมื่อเหลือประมาณ 10-15 กิโลเมตร ก็ให้กดปุ่ม "Battery control" รูป "แบตเตอรี่" ตรงคอนโซลกลางรถจะปรับมาเป็นโหมดการชาร์จไฟฟ้าเก็บเข้าแบตเตอรี่ โหมดนี้เลือกเข้าไปตั้งค่าให้ชาร์จไฟถึงระดับกี่เปอร์เซ็นต์ตามต้องการ เมื่อไฟได้ตามที่ตั้งก็จะตัดเป็นระบบไฮบริดต่อไป แต่ส่วนใหญ่ที่ได้ลองใช้จริงชาร์จไฟได้ 50 เปอร์เซ็นต์ก็เปลี่ยนโหมดแล้วครับเพราะจะรีบใช้ไฟฟ้าขับต่อไปเหมือน น้ำมัน-ชาร์จ-ไฟฟ้า-น้ำมัน วนไปแบบนี้

Battery control ตั้งระดับชาร์จไฟได้จาก 20 - 100 เปอร์เซ็นต์ 

โหมด EV หรือว่าใช้มอเตอร์ไฟฟ้าวิ่งดูได้จากมาตรวัดจะเป็นสีฟ้า ที่มุมขวาด้านล่างจะมีบอกว่าใช้งานโหมดอะไรอยู่
Battery control จะทำให้เครื่องยนต์ติดตลอดเวลาเพื่อขับเคลื่อนและปั่นไฟเก็บเข้าแบตเตอรี่ เว้นเฉพาะในบางช่วงที่ลดความเร็วหรือถอนคันเร่งและในความเร็วต่ำมาก ๆ ไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าไฟในแบตฯ มีพอก็จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนแทน แม้ในโหมดนี้จะดูเปลืองน้ำมันเพราะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก แต่ด้วยความเป็นเครื่องยนต์ที่มีแรงบิดดีในรอบต่ำ ทำให้ใช้คันเร่งน้อยก็ขับขี่ได้สบาย ๆ หลังจากที่ได้ลองใช้โหมดนี้ตัวเลขสิ้นเปลืองทำได้ 12.5-13 กิโลเมตรต่อลิตร นับว่าไม่น้อยหรือมากเกินไป เพราะไอไลท์อยู่ที่....
เมื่อเราใช้โหมดน้ำมันไปซักระยะหนึ่ง ให้ดูบริมาณของระดับแบตเตอรี่และระยะทางเมื่อได้ให้ตามที่ต้องก็สามารถกดเปลี่ยนโหมดเป็น Hybrid / EV ขับต่อไปได้อีกเยอะเลยครับ เท่ากับว่าขับน้ำมันสลับไฟฟ้าเป็นเรื่อย ๆ (ในกรณีเดินทางไกลกว่า 52 หรือระยะที่ EV วิ่งได้) แต่อาจจะต้องค่อยคิดคำนวนมากหน่อยว่าจะขับด้วยโหมดอะไรเมื่อไหร่ เพื่อให้ได้ระยะทางมากที่สุดและใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุด และใช้ BMW 530e คันนี้ได้อย่างคุ้มเม็ดเงินที่ลงทุนไปอีกด้วย

สรุปจากการทดลองขับ 5 วัน กทม.-  หัวหินจ่ายไป 1,300 บาท

จากการที่ได้ลองขับรวม 5 วัน จากตึกออลซีซันถนนวิทยุในวันแรกก็นำไปถ่ายรูปขับหาโลเคชั่นต่าง ๆ ณ ร้าน Begin Again ถนนกรุงเทพกรีฑา จากนั้นเข้าตัวเมืองชิดลมก่อนเดินทางกลับบ้านพักวัชรพล ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร
และในวันที่สองขับเข้าเมืองไปถนนข้าวสาร และวันที่สามเดินท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ - หัวหินวันหยุดยาวรถติดมากจนกลับถึงกรุงเทพฯ ระยะทางที่ใช้โดยรวม 731 กิโลเมตร จ่าค่าน้ำมันไปเพียง 1,300 บาทเท่านั้นเอง
จากการที่ประหยัดค่าน้ำมันได้ขนาดนี้ (หลายคนอาจได้ดีกว่า) เป็นการขับขี่แบบสลับโหมดไปมาและเสียบชาร์จไฟฟ้าจากบ้านก่อนเดินทางทุกวัน ยกเว้นวันที่ไปหัวหินซึ่งก็แอบได้ลองรีวิวชาร์จรถยนต์ปลั๊กอินเจ้าบีเอ็มดับเบิ้ลยูคันนี้ซะเลย ด้วยการลองใช้สถานีชาร์จ Elex by EGAT ที่ Market Villege หัวหินที่เป็นหัว DC ชาร์จเท่านั้น โดยจะต้องใช้ชุดสายชาร์จ AC ที่ติดรถมาอีกชุด นำไปต่อกับตู้ชาร์จและเสียบเข้ากับตัวรถ ใช้เวลารอประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษได้ไฟกลับมาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือวิ่งด้วยไฟฟ้าได้อีก 10 กิโลเมตร (ถ้าให้เต็มต้อง 3 ชั่วโมง) แต่รอไม่ไหวและยังขับแบบไฮบริดได้จึงรีบเดินทางไปยังที่พัก
ข้อสังเกตุอีกอย่างคือ BMW 530e เมื่อจะชาร์จไฟตามสถานีต่างก็ต้องเลือกว่ามีหัวเสียบ TYPE2 หรือไม่ สำหรับตู้ชาร์จ Elex ที่หัวหินนั้นก็เป็นการร่วมมือกับ EGAT และ BMW แต่เป็นตู้จ่ายไฟฟ้า DC หรือชาร์จเร็ว เน้นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเป็นหลัก เมื่อเป็นรถยนต์ปลั๊กอินที่ชาร์จได้แต่ไฟฟ้า AC ก็จะต้องใช้สาย AC ที่ติดรถมาต่อเข้ากับเครื่องชาร์จเอง อันนี้แอบงง ๆ อยู่ว่าทำไมไม่ทำหัวชาร์จให้เสียบกับรถยนต์ที่คุณร่วมมือกันด้วยไปเลย?? เพราะ BMW ก็มีรถในกลุ่มปลั๊กอินอยู่ไม่น้อย แต่แอบเห็นว่ามีรถนำเข้า EV car ยักษ์ใหญ่คันข้าง ๆ ที่มาใช้บริการเสียบได้ทันที!!!
แต่สำหรับรถยนต์ EV ล้วนอย่าง BMW ตระกูล I ทั้งหลายจะเป็นมีหัวชาร์จใช้ได้ทั้ง 2 แบบคือ AC และ DC ดังนั้นใครใช้ BMW ไฟฟ้าล้วนมาเสียบใช้ตู้ที่นี่ได้เลยครับไม่ต้องใช้สายต่อนับว่าสะดวกมาก อ้อแล้วถ้าชาร์จแบบ DC จะได้สูงสุดที่ 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนถ้าอยากชาร์จให้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ด้วย AC อาจจะใช้เวลานานกว่า 5 - 6 ชั่วโมงขึ้นไปแล้วแต่รุ่นรถครับ เอาเป็นว่า ถ้าเป็นรถยนต์ปลักอินไฮบริด เน้นชาร์จจากบ้าน ไม่ต้องห่วงเรื่องไฟหมดเพราะยังใช้น้ำมันวิ่งได้ และใช้โหมดชาร์จไฟเก็บไปพร้อม ๆ กับการขับขี่ได้ทันที แต่ใครที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าล้วน 100 เปอร์เซ็นต์ก็ต้องวางแผนให้ดีและหาตู้ชาร์จข้างนอกที่รองรับ DC หรือชาร์จเร็ว เพื่อให้พอเดินทางต่อไปได้จนถึงจุดหมายครับ   

ความสะดวกสบายและความบันเทิง

บีเอ็มดับเบิ้ลยู 530e มาพร้อมความสะดวกสบายเริ่มจากกุญแจรีโมทแบบมีจอสีแสดงสถานะของรถทั้ง การล็อกประตู ระยะทางน้ำมันคงเหลือ ระดับไฟฟ้าในแบเตอรี่และระยะทางที่เหลือ สั่งเปิดกระจก เปิดระบบทำความเย็นก่อนขึ้นรถ และบอกสถานะการชาร์จไฟฟ้า เป็นต้น ตัวกุญแจสามารถเสียบชาร์จไฟด้วยสาย USB กับปลั๊กทั่วไป หรือจะวางในช่องขาร์จไร้สาย*ได้อีกด้วย (*ในรุ่นที่ทดสอบไม่มีเพราะติดปัญหาเรื่องชิฟอีเล็กทรอนิกส์ รวมถึงรถที่ขายในปัจจุบัน จนกว่าจะเปลี่ยนแปลง โปรดสอบถามโชว์รูมอีกครั้ง) ระบบปลดล็อกประตูแบบสัมผัสทั้ง 4 บาน มีระบบประดูด ปิดเบา ๆ ระบบจะดูดในสนิทได้เอง ฝาประโปรงท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบฟรีแฮนด์ที่ใช้ยื่นเท้าและทำงานง่ายรวดเร็วมาก 

ฝาท้ายไฟฟ้าพร้อม Hand free 

กล้องรอบคันปรับเลือกดูได้หลายมุม

ระบบนำทางอับเดทล่าสุดแต่ยังใช้ยากกว่าอากู๋
ในห้องโดยสาร
ภายในคอนโซลหน้าโดดเด่นด้วยหน้าจอสีขนาด 12.3 นิ้ว แสดงแผนที่ ระบบการทำงานต่าง ๆ และมี Head-up Play สะท้อนกระจกหน้าพร้อมแสดงรายละเอียด เช่น ความเร็ว ระบบอะแดปทีปครุสคอนโทรลเป็นต้น ถัดมาตรงกลางเป็นจอความบันเทิงและการสั่งงานระบบรถยนต์ที่สามารถเลือกตั้งค่าได้แบบเยอะมาก เช่น โหมดการขับขี่ การตั้ง ระบบเครื่องเสียง เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบนำทางแผนที่ ฟังเพลง ตั้งค่าระบบไฟในรถยนต์ และยังมีฟังก์ชั่นตั้งค่าระบบการชาร์จไฟฟ้าที่ตั้งเวลาได้อีกด้วยอย่างเช่น การตั้งเวลาในการเสียบไฟฟ้าชาร์จที่บ้าน ให้ตรงกับช่วงเวลาที่ค่าไฟฟ้าถูกลง (TOU) เช่น ระหว่าง 22.00 น. - 05.00 น. เมื่อกลับบ้านเวลา 19.00 น. เสียบปลั๊กระบบจะยังไม่ชาร์จนถึงเวลา 22.00 น. ที่ตั้งเอาไว้ 

ตั้งค่าการทำงานของตัวรถ

ปรับตั้งค่าเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ฯลฯ ได้ในโหมด Individual (ตั้งค่าส่วนบุคคล)

อันนี้กำลังเลือกน้ำหนักพวงมาลัย 

น้ำหนักพวงมาลัยแบบเบาสบาย

รูปแบบการใช้งานเช่น ตั้งค่า เปิดม่าน - ซันรูฟ / หรือจะปิดซันรูปแต่เปิดม่าน สามารถเลือกเข้าไปตั้งค่าได้เอง แล้วแต่ผู้ขับขี่

วัดพลัง แรงม้า แรงบิด แรงจี ระดับความร้อนหม้อน้ำ ราวกับรถแข่งเลย
เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ฝั่งคนขับมีหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง พร้อมดันหลัง มีเบาะรองน่องเลื่อนเข้าออกได้ด้วยมือ หมอนพิงศรีษะปรับระดับเลื่อนขึ้น-ลงได้ และปรับปีกพนักพิงหลังให้แคบหรือกว้างได้ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อม Paddle shift หัวเกียร์แบบจอยสติ๊กโยกไปหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกมือไฟฟ้าและ Auto Hold Bake
ที่คอนโซลกลางมีสวิตช์ควบคุมเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ Sport ที่เครื่องยนต์ติดตลอดเวลาพร้อมซิ่งด้วยการเรียกรอบและกำลังมอเตอร์ไฟฟ้ามารอไว้ให้หวดกันทันใจยิ่งขึ้น ต่อมาโหมด Hybrid การขับขี่ทั่วไปใช้งานง่ายขับอย่างเดียวไม่ต้องคิดเยอะ และ EV นั่นคือต้องใช้พลังงามอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ๆ โดยไฟในแบตเตอรี่ต้องอยู่ในระดับที่เพียง แต่ส่วนมากที่ได้ลองขับแล้วแม้ระดับแบตเตอรี่จะต่ำลงมาที่ 10 เปอรืเซ็นต์หรือว่าเหลือระยะทางที่วิ่งได้แค่ 0 หรือ 1 กิโลเมตร ก็ยังวิ่งได้ ในโหมด EV หากชาร์จไฟฟ้าได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์จะวิ่งได้ระยะทางจริง ๆ ในเมืองจริง ๆ ได้ถึง 45++ กิโลเมตรเลยครับ  

XtraBoost ม้าเต็มกำลัง 292 ตัว  

โหมดไฮบริดเลือกแบบอีโคเพิ่มความประหยัดได้อี๊กกกก

นี่ก็ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแถมเลือกโหมดขับขี่ย่อยได้อีก

เปิดไฟเลี้ยวถ้ามีคนข้าง ๆ พวงมาลัยจะสั่นเตือนไปด้วย
ระบบแอร์อัตโนมัติแยกอิสระ 3 โซน ซ้าย-ขวา-ผู้โดยสารหลัง และแอร์ด้านหลังมีสวิตช์ควบคุมแยกปรับอุณหภูมิและแรงลมได้อีกด้วย ระบบความบันเทิงที่มีฟังก์ชั่นคำสั่งเสียงและคำสั่งด้วยมือ คำสั่งเสียงใช้ไม่ยากนักไม่ต้องสำเนียงดี BMW ก็ตอบกลับแต่การสั่งงานในบางระบบอาจจะไม่ค่อยคุ้มเคยคงต้องใช้งานบ่อยมาขึ้น
ส่วนระบบคำสั่งมือในตอนแรกก็อาจไม่คุ้นเคย แต่เมื่อใช้ไปสักพักก็เริ่มชินและรู้สึกว่าสะดวกสบายดีจัง โดยสามารถใช้คำสั่งมือเท่าที่พอทำได้มีอยู่ 2 - 3 ฟังก์ชั่น โดยต้องวางตำแหน่งมือเหนือหัวเกียร์เพื่อให้เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวได้ดี เช่น 
เปิด-ปิดเสียง : ชู 2 นิ้วไปที่หน้าจอ
เพิ่ม-ลดเสียง : ใช้นิ้วหมุนซ้ายลด-ขวาเพิ่มเสียง 
เปลี่ยนช่องวิทยุหรือเลือกเพลง : กำมือและกางนิ้วโป่งลักษณะชี้ไปข้างตัวซ้ายหรือขวา
ตอบตกลง : โบกมือปัดซ้าย-ขวา
โดยการใช้งานต่าง ๆ ของหน้าจอนั้น หากคำสั่งไหนใช้งานคำสั่งมือได้ก้จะมีรูปตัวอย่างให้เห็นอีกด้วยครับ ง่ายสะดวกสนุกและเท่เว่อร์...
ความสะดวกสบายอื่นก็มีระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ปัดน้ำฝนอัตโนมัติทำงานไว้มากและเร่งได้ตามความเร็ว หลังคาซันรูฟไฟฟ้า ช่องเสียบชาร์จ USB-TYPE-A  1 จุดตรงที่วางแก้วน้ำใต้แผงควบคุมแอร์และ TYPE-C ในกล่องเท้าแขน 1 จุดและช่องแอร์หลัง 2 จุด ระบบเสียงจาก Harman / Kardon และน่าเสียดายที่ 530e นั้นต้องมีระบบ Wireless charger มาใช้บริเวณช่องใส่ของใต้แผงแอร์ แต่ในคันนี้ติดปัญหาเรื่อง "ชิฟ" อะไหล่อิเล็กทรอนิสก์ที่เป็นกันทั่วโลก จึงไม่มีมาให้ และเปลี่ยนสีไฟสร้างบรรยากาศได้หลายเฉดสี 

ระบบเสียงจาก Harman / Kardon

ตรงนี้ต้องเป็น Wireless charger แต่คันนี้ตัดออกเพราะติดปัญหาชิ้นส่วน "ชิฟ" มาไม่ทัน

 

สมรรถนะที่ผสานอย่างลงตัว

BMW 530e M Sport เป็นสายพันธุ์รถสมรรถนะสูงลำพังแค่เครื่องสันดาปเพียว ๆ ก็ 184 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร เข้าไปแล้วแค่นี้ก็ให้อัตราเร่งจี๊ดจ๊าดมากสำหรับรถตัวถังใหญ่ขนาดนี้ ยิ่งพ่วงกับมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 109 ตัว แรงบิด 265 นิวตันเมตร รวมทั้งสองระบบก็ 252 แรงม้า แต่ถ้ากดปุ่ม XtraBoost จะเพิ่มมาเป็น 292 แรงม้า ทำให้ 530e คันนี้เหาะไปแตะ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างรวดเร็ว

โหมด EV ก็ขับสนุกได้ไม่แพ้กันเพราะเมื่อกดคันเร่งแบบเร่งแซงก็พุ่งได้แบบไม่รอรอบและยังทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถ้าแบตฯ เหลือเยอะ ๆ ยิ่งขับในเมืองยิ่งสนุกเพราะควบคุมง่าย ไม่รอรอบ และประหยัดน้ำมันอีกด้วย หากใช้งานในระยะทางไม่เกิน 50 กิโลเมตรจะยิ่งคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ
Bettery control (สวิตช์รูปแบตเตอรี่) จะช่วยให้ขับไปชาร์จไฟเก็บไป เรียกว่าไหน ๆ ก็เผาน้ำมันอยู่แล้วก็ปั่นไฟเก็บเข้าแบตฯ ไปพร้อมกันเลย แถมได้ไฟฟ้ากลับมาช่วยให้วิ่งได้อีกเมื่อใกล้ถึงจุดหมายก็กดโหมด Hybrid หรือ EV วิ่งได้สบาย ๆ และประหยัดอีกด้วย และตั้งค่าการเก็บไฟตามต้องการได้ตั้งแต่ 20 - 100 เปอร์เซ็นต์  
ช่วงล่าง Adaptive 
BMW 530e M Sport มาพร้อมระบบช่วงล่างแปรผันตามการขับได้เพียงกดไปที่ Adaptive ช่วงล่างจะคำนวนการขับขี่ สภาพถนนและลักษณะนิสัยของผู้ขับขี่ในขณะนั้นแบบเรียลไทม์เลย ซึ่งจะรวมถึงการเลือกใช้ระบบ Hybrid / EV / Sport ให้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังให้ความคล่องตัวในเมืองด้วยระบบบังขับเลี้ยว 4 ล้อ โดยที่ความเร็วต่ำ ๆ ล้อหลังจะปรับองศาตรงข้ามกับล้อด้านหน้าเพื่อให้มุมเลี้ยวแคบขึ้นช่วยให้เลี้ยวเข้าโค้ง กลับรถ จอดรถเป็นไปอย่างง่ายแม้ตัวรถจะใหญ่และยาวก็ตาม ส่วนในความเร็วสูง ๆ ล้อหลังจะปรับองศาเลี้ยวในทิศทางแบบเดียวกับล้อด้านหน้าช่วยให้การเปลี่ยนเลนได้อย่างมั่นคง ตัวรถเกิดอาการโคลงตัวน้อยที่สุด ช่วงล่างระดับเทพนี้ก็เป็นแบบเดียวกับในซีรีย์ 7 อีกด้วย

Adaptive Cruise contral ของเล่นแสนสบาย 

ระบบควบคุมความเร็วแปรผันของ BMW 530e M Sport ใช้งานได้ในทุกย่านความเร็วตั้งแต่รถเริ่มเคลื่อนที่ เมื่อกดใช้งานระบบจะตั้งความเร็วเริ่มต้นไว้ที่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถปรับบวกหรือลบความเร็วเพิ่มขึ้นตามต้องการได้ และยังตั้งควบคุมความเร็วสูงสุดได้อีกด้วย เช่น ตั้งค่าครุสคอนโทรลไว้ที่ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และตั้งจำกัดความเร็วเอาไว้ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือจะไม่ตั้งเอาไว้ก็ได้ครับ ระบบนี้จะทำงานแปรผันความเร็วตามรถคันด้านหน้าจนลดความเร็วถึงจุดหยุดนิ่งซึ่งมันก็ปกตินะ? ..
แต่ใน 530e กลับมีความเซอร์ไพรส์นั่นคือ เมื่อลดความเร็วจนหยุดรถจะออกตัวให้ตามคันหน้า แม้จะจอดนิ่งนานกว่า 3 วินาที ซึ่งปกติระบบที่อยุ่ในรถยนต์ทั่วไปเมื่อจอดนานเกิน 3 วินาที ระบบจะตัดการทำงาน ผู้ขับจะต้องเหยียบเบรกเองและเติมคันเร่งหรือกดปุ่ม "RESUME" เพื่อเปิดระบบนี้อีกครั้ง แต่ใน 530e สามารถจอดนานได้เกินกว่า 3 วินาที เท่าที่ได้ลองขับอาจจะได้ถึง 6 - 7  วินาที เมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ระบบก็ยังทำงานต่อเนื่อง โดยผู้ขับไม่ต้องกดปุ่มใด ๆ อีก นับว่าฉลาดและใช้งานได้สะดวกสบายมากกว่า เหมาะกับการขับในถนนพระราม 2 ที่รถติด 7 ชาติจริง ๆ ครับ   

ความปลอดภัยที่โดดเด่นมากที่สุดใน 530e 

ระบบความปลอดภัยพื้นฐานมาให้ครบและขาดไม่ได้กับรถสมรรถนะสูงที่ต้องคู่กับความปลอดภัยระดับสูงสุด เริ่มจากระบบเตือนและเบรกก่อนการชนด้านหน้า เตือนออกนอกเลนพร้อมดึงกลับ เมื่อเปิดไฟเลี้ยวหากระบบจับได้ว่ามีรถอยู่ข้าง ๆ พวงมาลัยจะสั่นเตือนพร้อมไฟสีเหลืองที่มุมกระจกมองข้างกระพริบขึ้น เรียกว่าเตือน 2 สเตปกันเลย 
ถัดมาก็เป็นระบบเซ็นเซอร์ช่วยจอด นอกจากจะมีกล้องมองรอบคันแบบ 3 มิติแล้ว เซ็นเซอร์ยังเตือนเก่ง และจะเบรกฉุกเฉินให้เมื่อเห็นว่าส่วนของรถมีความเสี่ยงต่อการชน รถจะเบรกทันทีและแม้ว่าผู้ขับจะมองแล้วว่ายังไปต่อได้อีก แต่ 530e ก็จะไม่ยอมปล่อยเบรก แม้จะเติมคันเร่งแล้วก็ตาม แต่หากต้องการจะขยับรถต่อไปก็อาจจะต้องเร่งเครื่องฟืนสู่กับระบบเบรกนิดหน่อย เบรกจะค่อย ๆ คลายออกแล้วก็จะขยับรถได้ จากที่ได้ลองถอยเข้าบ้านซึ่งพื้นที่จะแคบ ๆ ระบบก็จะเบรกตลอดไม่ยอมให้ขยับรถเลย จนต้องเพิ่มคันเร่งสู้จึงจะถอยต่อไปได้ นับว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการชนได้ดีมากครับ 
สิ่งที่ยังขัดใจใน 530e ก็คือ ระบบแอร์ที่ต้องคอยกดปุ่มอากาศวนในรถตลอด เพราะระบบจะถูกต้ังค่าไว้ให้อากาศภายนอกหมุนเวียน แต่ในเมืองไทยฝุ่นและควันเพียบไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ครับ และช่องสำหรับวางหรือใส่ของเช่น ที่ใต้แผงควบคุมแอร์มีขนาดเล็กมากวางโทรศัพท์ทั่ว ๆ ไม่ได้ ต้องเป็นเครื่องเล็ก ๆ ซึ่งน่าจะไม่ค่อยมีแล้ว
ระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ยังต้องโหลด App BMW มาช่วยเปิดอาจยุ่งยาก แต่สำหรับเจ้าของรถเองคงจำเป็นต้องมีแอปฯ อยู่แล้วจะง่ายขึ้น และสุดท้ายคือ ช่องใส่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคนชอบซุก ที่วางแก้วน้ำ กล่องเก็บของ หรือหลุมวางของกระจุกกระจิกน้อยมาก เมื่อมีแก้วน้ำมาวางตรงฐานเกียร์แล้ว จะไม่มีที่วางโทรศัพท์ ที่มือจับประตูก็ไม่มีหลุมวางของใส่เหรียญเล็ก ๆ น้อย ๆ หยิบง่าย ๆ มีเพียงกล่องทางขวาใต้พวงมาลัย ซึ่งอยู่ลึกเกินไปหยิบของใช้งานลำบาก รวมถึงช่องเสียบเอกสารที่แผงประตูฝั่งคนขับและนั่งข้างคนขับก็หยิบของลำบากเพราะพื้นที่แคบ บวกกับติดบริเวณที่เท้าแขนจึงใส่อะไรไม่คอยสะดวกนัก  
BMW 530e M Sport เหมาะสำหรับผู้ชอบความภูมิฐาน หรูหรา สมรรถนะความแรงด้วยระบบไฮบริดที่เร้าใจไม่แพ้รถสปอร์ต แต่ให้ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ใช้งานได้ในทุก ๆ วัน แต่ความพิเศษที่เหนือกว่าสมรรถนะคือ สามารถใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าได้ 50 กิโลเมตรโดยไม่ต้องเสียน้ำมันซักหยด และไฟหมดก็กดสลับขับไฮบริดได้ ไม่ง้อแท่นชาร์จ
 
ยิ่งไปกว่านั้นเหมาะกับผู้ชอบความท้าทาย ชอบวางแผนและชาร์เลนจ์ตัวเองในการเดินทางแต่ละวันว่าจะสามารถขับไฟฟ้าล้วนไปกลับที่ทำงานได้หรือไม่ และถ้าไฟหมดจะวางแผนในการชาร์จพลังงานกลับอย่างไรให้ประหยัดน้ำมันมากที่สุด อาจดูยุ่งยาก แต่เชื้อเถอะครับ พอใช้งานจริงกลับสนุกและภูมิใจถ้าสามารถทำได้ กับการได้ใช้งานให้คุ้มกับรถยนต์ซีดานหรูปลั๊กอินไฮบริดไอเทคแบบนี้ ราคา 3,739,000 บาท 
ขอบคุณร้าน Begin Again cefe เอื้อเฟื้อสถานที่ 
แท็กที่เกี่ยวข้อง bmw BMW 530e BMW 530e m sport
เขียนโดย สินธนุ จำปีศรี CAR GURU

ช่องทางติดตาม CAR GURU



เว็บไซต์นี้มีการเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์ และช่วยให้เราปรับปรุง และนำเสนอเนื้อหาตรงตามความสนใจของท่าน ท่านสามารถดู Privacy Notice และ ดู Cookies Policy ของเราได้ ที่นี่ ทั้งนี้ ท่านจะยินยอมให้เราเก็บคุกกี้ทั้งหมด หรือให้เก็บแค่บางส่วนโดยการคลิกเลือก ตั้งค่า

ท่านสามารถเลือกให้ความยินยอมการเก็บคุกกี้เป็นเรื่องๆ ได้ที่นี่

เมื่อคุณเข้าชมเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่น checkraka เราอาจจัดเก็บ หรือดึงข้อมูลจากเบราว์เซอร์ของคุณในรูปแบบของคุกกี้ และเทคโนโลยีอื่นที่คล้ายคลึง เช่น tag และ pixel (เรียกรวมกันว่า “คุกกี้”) ซึ่งมักเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้โดยตรง แต่ช่วยให้คุณใช้งานเว็บไซต์ได้ปลอดภัย และตรงตามความต้องการมากขึ้น คุณอาจไม่ยินยอมให้เราเก็บคุกกี้บางประเภทได้ โดยการคลิกตามหัวข้อข้างล่างนี้

ประเภทคุกกี้
อ่านเพิ่มเติม ที่นี่
ยินยอม / ไม่ยินยอม
คุกกี้ที่จำเป็นต้องมีเสมอ
(Strictly Necessary)
คุกกี้สำหรับการใช้งานเว็บไซต์
(Functionality)
คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและวิเคราะห์
(Performance & Analytics)
คุกกี้เพื่อการตลาด
(Marketing)