รู้จักเช็คราคา|ติดต่อเรา

ลองขับ Porsche Taycan รุ่นขับหลัง 408 แรงม้าทางเลือกใหม่เพียง 6.39 ล้านบาท

29 ก.ย. 64 2,534
ลองขับ Porsche Taycan รุ่นขับหลัง 408 แรงม้าทางเลือกใหม่เพียง 6.39 ล้านบาท
ทีมงานเช็คราคาได้รับรถซูเปอร์คาร์ 4 ประตู Porsche Taycan รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังเป็นทางเลือกเพิ่มจาก Taycan รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาประหยัดลงมาอีกเยอะแต่สมรรถนะยังแรงด้วยพลัง 326 แรงม้า ขับสนุก ดึงมันหน้าหงายไม่แตกต่าง แถมยังวิ่งได้ไกลกว่า 350 กม. ราคาเริ่มต้น 6,390,000 บาท ค่าตัวประหยัดกว่ารุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเกิอบแสน!
 
แม้ปอร์เช่ไทคานรุ่นนี้จะเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง แต่สมรรถนะของระบบพลังมอเตอร์ไฟฟ้ามีเท่ากันสำหรับในเพจเกจเริ่มต้นนั่นคือ 326 แรงม้า แรงบิด 345 นิวตันเมตร ส่วนถ้าใครไม่สะใจก็เพิ่มพลังด้วย Performance Battery เป็น 408 แรงม้า แรงบิด 357 นิวตันเมตร 
ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหรือที่แบตฯ เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ราว ๆ 356 กิโลเมตร ซึ่งอาจมีการคำนวนระยะทางใหม่ตามการใช้งานจริงที่ขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ผู้ขับขี่ โหมดขับขี่ สภาพจราจราหรือสภาพถนน แต่ถ้าใช้โหมดสปอร์ตระยะทางจะหายราว ๆ 20 กิโลเมตร แต่ก็ขับสนุกขึ้นเป็นกองเลยครับ 
โดยในวันที่ทดสอบนั้นใช้ระยะทางไปทั้งหมด 100 กว่ากิโลเมตร (ต้องบวกอีก 10 กว่ากิโลเมตรจากมาตรวัดเพราะเพิ่มหาปุ่มรีเซทเจอครับ) แบตเตอรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ ระยะทาง 356 กิโมเมตร ลดลงมาที่ 68 เปอร์เซ็นต์ 257 กิโลเมตร แสดงว่าหากใช้งานจริงทุกวันระยะทางไม่เกิน 200 กิโลเมตร เหลือ ๆ เลยครับ กลับไปบ้านเลียบชาร์จทิ้งไว้ ตอนเช้าดึงออกขับต่อไปได้หรือจะชาร์จ 2 วันครั้งยังได้เลยครับ
สำหรับเวลาในการชาร์จนั้นในวันที่รับรถทดสอบมีแบตฯ อยู่ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ ใช้เวลารอประมาณ 25 นาที ก็เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ระยะทาง 356 กิโลเมตร ส่วนหากชาร์จแบบ DC จากแท่นชาร์จแบบเร็วกำลังไฟสูงนั้นจาก 5 - 100 เปอร์เซ็นต์นั้นใช้เวลาตามสเปคโรงงานราว ๆ 22.5 นาที  ถ้า DC แบบธรรมดาราว ๆ 93 นาที และในแบบ AC หรือแท่นชาร์จติดตั้งในบ้านใช้เวลา 8 ชั่วโมง และถ้าใช้ Performance Battery Plus ก็จะเพิ่มเป็น 9 ชั่วโมง 
Porsche Taycan รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังยังคงฟังก์ชั่นโดดเด่นเทียบเท่ารุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งไฟหน้า FULL LED แบบเปิด-ปิดอัตโนมัติพร้อมปรับองศาตามการเลี้ยวของล้อ สปอยเลอร์ท้ายกระดกได้ตามความเร็วหรือปรับขึ้น-ลงเองได้ ล้ออัลลอยลายสปอร์ตสีดำขนาด 20 นิ้ว ฟังก์ชั่นภายในล้ำด้วยมาตรวัดแบบจอสีปรับตามรูปแบบได้ตามที่ต้องการ จอตรงกลางวัมผัส 16.8 นิ้ว พร้อมจอควบคุมตรงคอนโซลกลางแบบสัมผัสอีกเหมือนกัน อะไรจะให้เยอะขนาดนี้! 
บนจอกลางมีระบบต่าง ๆ ในเลือกปรับใช้งานได้อีกหลายเมนู โดยเฉพาะเมนูการปรับตั้งค่าของรถยนต์สามารถเลือกปรับรายละเอียดย่อยได้อีกเยอะมากครับ และช่อง USB แบบ C-Type ทั้งหมด 4 จุดในกล่องเท้าแขนด้านหน้า 2 จุดและที่เบาะนั่งหลัง 2 จุด พร้อมปลั๊ก 12V หน้า หลังและในห้องเก็บของท้ายรถอีก 1 จุด
หนึ่งในเมนูการปรับระบบรถย่อยอย่างเช่น การตั้งระบบเตือนความปลอดภัยต่าง ๆ โหมดการขับขี่ที่ยังเลือกเมนูย่อยลึกลงไปอีกขั้น ระบบปรับความสูง-ต่ำ แข็ง-อ่อน ของช่วงล่างถุงลม รวมถึงการปรับแอร์ก็รวมอยู่ในหน้าจอนี้ด้วย ซึ่งช่องลมแอร์นั้นไม่สามารถใช้มือปรับได้ ต้องเข้าไปในเมนู "Climate" และเลือกด้านข้างฝั่งซ้ายหรือขวาเพื่อเลือกทิศทางลมที่มีทั้งแบบกำหนดเอาไว้และสามารถใช้นิ้วเลื่อนปรับทิศทางลมที่จอเองก็ได้ นับว่าล้ำอนาคตมาก 
แต่ในการใช้งานจริงอาจจะไม่สะดวกนักเพราะว่า เมื่อขับรถอยู่และต้องการปรับช่องแอร์จะต้องเข้าไปในเมนูนี่เท่านั้น และต้องละสายตาออกจากถนนพอสมควร ยังไม่รวมกับมือที่ไม่นิ่งเพราะรถเคลื่อนที่อยู่ถือว่าระบบดีงามแต่ใช้งานจริงลำบากไปสักหน่อยครับ และอย่าลืมกดปุ่ม "ระบบอากาศวน" ในรถทุกครั้งที่สตาร์ทรถด้วย
คันเร่งไว พวงมาลัยแม่น แรงดึงหนักมาก
มาถึงสมรรถนะแน่นอนว่ากำลังมากระดับนี้เกินพอสำหรับใช้งานเรียกว่าสามารถนำไปลงสนามแข่งยังได้เลยครับ แต่เมื่อใช้งานในถนนต้องปรับตัวเล็กน้อยกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะคันเร่งตอบสนองไว้มาก และไม่มีรอรอบ แตะนิดหน่อยก็พุ่ง ซึ่งมือใหม้คงต้องระมัดระวังมากหน่อยครับ อัตราเร่งที่ได้ทดลองในสภาพถนนมีฝุ่นปกคลุมเล็กน้อย จากหยุดหยุดนิ่งรอรถโล่งจับเวลาได้คร่าว ๆ 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 5.9 - 6 วินาที คาดว่าพื้นถนนและมีการหักพวงมาลัยตอนเร่งออกตัวเล็กน้อยเนื่องจากจอดบริเวณไหล่ทาง จึงได้อัตราเร่งที่ไม่ตรงนัก เอาแค่พอรับรู้ถึงความแรงใกล้เคียงกับตัวเลข 5.4 วินาทีที่โรงงานเคลมไว้ก็แรงมากแล้วครับ         
การบังคับพวงมาลัยในอารมณ์เหมือนรถ คาร์ทนั่นคือ แทบไม่มีช่องวางฟรีเลย ตอบสนองดีฉับไวมากในความเร็วต่ำเบาขับขี่ง่าย เลี้ยวจอดสะดวกด้วยมือเดียวและมีวงเลี้ยวแคบมากกลับรถในที่แคบสบายครับ แต่ความเร็วสูงกลับมีน้ำหนักหรือมีความหนืดเพิ่มขึ้นไม่วอกแวกเลี้ยวโค้งคมกระชับดี บวกกับช่วงล่างในโหมด Narmal ที่แน่นหนึบแต่ไม่กระด้างเพียงพอในการขับในชีวิตประจำวันแล้วครับสนุกคนขับสบายคนนั่ง แต่ถ้ายังไม่พอก็กดไปที่ Sport กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นและช่วงล่างจะถูกปรับให้แข็งมากขึ้น เหมาะกับสายมุดหรือจะขับในสนามแข่งก็มีโหมด Sport Plus ที่เข้าไปปรับในเมนูย่อยลึก ๆ ได้อีกด้วยครับ 
ระบบเบรกจะออกไปทางไว้เกินไป นับว่าเป็นปกติของรถยนต์ไฟฟ้าที่ระบบเบรกใช้ระบบไฟฟ้าในการช่วยเพิ่มกำลังเบรกแทนระบบสูญญากาศ จึงตอบสนองไว้กว่าและอาจจะเป็นเพราะมอเตอร์ไม่มีความหน่วงเท่ารถที่ใช้เครื่องยนต์ที่จะต้องเพิ่มแรงเหยียบมากกว่ารถยนต์แบบไฟฟ้าที่มักจะไม่มีแรงหน่วงจากมอเตอร์ไฟฟ้าเลยครับ ซึ่งขับไปสักพักก็จะเริ่มชินและปรับตัวได้
สรุปความคุ้มค่ากับราคา 6.39 ล้านบาท
Porsche Taycan รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังนับเป็นทางเลือกสำหรับผู้ต้องการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงในสไตล์ที่ปอร์เช่มีให้เต็มระบบ อัตราเร่ง ความสะดวกสบายเทียบเท่ารุ่น Taycan 4S หรือ Turbo S ต่างแค่ฟังก์ชั่นและกำลังแรงม้าเล็กน้อยในราคาเพียง 6,390,000 บาท ได้ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าล้วน ขับขี่ได้ทุกวัน ยิ่งใช้งานวันละไปถึง 200 กิโลเมตรสบายมาก และมีอุปกรณ์ความสะดวกสบายและปลอดภัยให้มากคุ้ม นอกจากนี้ยังรับประกันรถ 2 ปี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงอีก 2 ปี และ รับประกันแบตเตอรี่อีก 8 ปี แค่นี้ก็คุ้มราคาแล้วครับ
แท็กที่เกี่ยวข้อง รีวิว ปอร์เช่ รีวิว porsche taycan porsche taycan
เขียนโดย สินธนุ จำปีศรี CAR GURU

ช่องทางติดตาม CAR GURU