รู้จักเช็คราคา|ติดต่อเรา

รีวิว Suzuki Ertiga ใหม่ ปรับโฉมล้ำสมัย ตอบโจทย์ความคุ้มค่า

29 ส.ค. 61 42,910

รีวิว ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ ปรับโฉมล้ำสมัย ตอบโจทย์ความคุ้มค่า
ล่าสุดทีมงานเช็คราคา.คอม เดินทางสู่จังหวัดพิษณุโลกเพื่อร่วมทดสอบรถ NEW ERTIGA 2016  ใหม่ เพื่อพิสูจน์สมรรถนะและอรรถประโยชน์การใช้งานของ Ertiga ใหม่ MPV ขนาดเล็กที่ผ่านการปรับโฉมใหม่ทั้งด้านหน้าและหลังเพื่อให้ดูทันสมัยขึ้น รวมถึงภายในที่ปรับให้หรูกว่าเดิม โดย เออร์ติก้า ใหม่ แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือ Dreza รุ่นท็อป และ GL รุ่นพื้นฐาน ที่ปรับให้แตกต่างกันชัดเจนตั้งแต่ภายนอก ส่วนขุมกำลังคงใช้พลัง 92 แรงม้า จากเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ตัวเดิม


เส้นทางการทดสอบ
การทดสอบเริ่มต้นจากโรงแรม ภัทรธารา รีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดพิษณุโลก ภายในตัวเมือง มุ่งหน้าไปเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 12 ใช้เวลาขับ เออร์ติก้า ภายในอุทยานฯ จนครบรอบก็เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์สังคโลก แวะเยี่ยมชมสักพักก็เดินทางต่อไปยังไร่องุ่นคานาอัน ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อพักแวะดื่มชา-กาแฟ จากนั้นจึงกลับสู่ปลายทางโรงแรม ภัทรธาราฯ สิ้นสุดการขับทดสอบ





รูปลักษณ์ภายนอก
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ (Suzuki Ertiga) ปรับโฉมใหม่แบบไมเนอร์เชนจ์ โดดเด่นกับรุ่น Dreza ที่รูปลักษณ์ด้านหน้าดุจคอนเซปต์คาร์ กระจังหน้าออกแบบให้ล้ำสมัยแต่คงความสปอร์ตในตัว และช่องอากาศในกันชนหน้าเป็นทรงปีกสอดรับกับกระจังหน้า มุมช่องอากาศทั้งสองฝั่งมีไฟ LED Daytime Running Light ทั้งหมดล้อมกรอบด้วยวัสดุโครเมียม จนทำให้คิดว่าเป็นการปรับโฉมใหม่หมด แต่รุ่น GL ก็ปรับกระจังหน้าใหม่เช่นกัน รวมถึงลายกันชนหน้าด้วย แต่ไม่หวือหวาเท่ารุ่น Dreza ด้านล้ออัลลอยทั้ง 2 รุ่นย่อยเป็นลายใหม่ต่างกันตามรุ่น ดูลงตัวเข้ากับการออกแบบภายนอกที่ต่างกัน

กระจังกับกันชนหน้าดีไซน์แปลกล้ำสมัย คล้ายคอนเซปต์คาร์

ด้านท้ายเติมแค่แผงทับทิมสะท้อนแสงต่อระหว่างไฟท้าย 2 ข้าง พร้อมโลโก้ Dreza ในรุ่น TOP ช่วยให้หรูขึ้น

สเกิร์ตข้างเสริมด้วยแผ่นวัสดุโครมตามแนวยาวสอดรับกับล้ออัลลอยลายใหม่เงินวาวตัดดำ

กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวมีให้ครบ

ด้านหน้ารุ่น GL ดูสวยตามยุค อารมณ์สปอร์ตเรียบง่าย และอาจโดนใจหลายคนมากกว่า
รูปลักษณ์ภายใน
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ ภายในห้องโดยสารมี 2 แบบแยกตามรุ่นย่อย รุ่น Dreza เน้นภายในแบบทูโทน คอนโซลหน้าชิ้นบนและวัสดุหุ้มเบาะเป็นสีเข้มตัดกับสีเบจของห้องโดยสาร และเสริมด้วยวัสดุลายไม้ในหลายจุด ช่วยให้ดูหรูขึ้นอีก ขณะที่ภายในของรุ่น GL จะเป็นโทนสีเบจล้วนเน้นความโปร่งกว้าง และเรียบง่าย นอกนั้นแทบไม่ต่างกัน เว้นแค่พวงมาลัยของ Dreza เป็นแบบมัลติฟังก์ชัน จุดเด่นภายในของ เออร์ติก้า ที่ผู้เขียนชอบก็คือ เบาะนั่งแถวสองสามารถปรับเลื่อนหน้า-หลังได้ 240 มม. และยังมีที่วางแขนด้วย นอกจากนี้เบาะแถวสามพับแยกได้ 50:50 ให้ความอเนกประสงค์มากขึ้น

ทรงคอนโซลรูปปีกตามสมัยนิยม ตำแหน่งวิทยุและแผงสวิตช์แอร์เหมือนทั่วไป ให้ความคุ้นเคยใช้งานง่าย

เบาะนั่งคู่หน้าขนาดกำลังพอดี ผู้เขียนหนัก 83 กก. ยังคงรู้สึกสบายในทุกตำแหน่ง และลุกเข้า-ออก สะดวก

เบาะแถวสองพับได้แบบ 60:40 ช่วยให้พับได้หลากหลายแบบ รองรับการขนสัมภาระได้มากขึ้น ตัวเบาะก็นั่งสบายมาก
เลื่อนขึ้นหน้า-หลังได้ด้วย นับเป็นความโดดเด่นของ MPV อย่าง เออร์ติก้า ใหม่

เบาะแถวสามนั่งได้จริง 2 ตำแหน่ง ไม่แคบเหมือน Dog Seat และพับได้ 50:50 ออกแบบให้ใช้งานจริงด้วยการทำที่วางแขนและวางแก้วทั้งสองฝั่ง แต่ถ้านั่งสบายจริง เบาะแถวสองต้องปรับขึ้นหน้าให้พอดีนั่ง

ข้อดีของ MPV เออร์ติก้า คือ เบาะเลือกพับได้หลายรูปแบบ

หลังเบาะแถวสามยังพอมีพื้นที่ใช้สอยวางกระเป๋าเป้หรืออื่นๆ ได้พอสมควร
เครื่องยนต์
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่  ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว รหัส K14B ซึ่งเป็นตัวเดิมจากรุ่นก่อนปรับไมเนอร์เชนจ์ ให้กำลังสูงสุด 92 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ซึ่งน้อยไปนิด ด้านช่วงล่างหน้าเป็นแบบ แม็กเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง และหลังแบบทอร์ชั่นบีม คอยล์สปริง ส่วนระบบเบรกด้านหน้าดิสก์-หลังดรัม เพียงพอต่อการชะลอและหยุดความเร็วได้อย่างมั่นใจ ทั้งยังให้ความรู้สึกตอบกลับที่ดีไม่น้อย
การขับทดสอบ

การขับทดสอบ ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ ด้วยระยะทางกว่า 315 กม. เดินทางเป็นขบวน ผ่าน 3 จังหวัด คือ เริ่มต้นจากโรงแรมภัทธาราในจังหวัดพิษณุโลก สู่อุทยานประวัติศาสตร์จังหวัดสุโขทัย เส้นทางช่วงนี้ผ่านหลายแยกไฟแดง จึงเสมือนการใช้งานทั่วไปจริงๆ ใช้ความเร็วทั่วไปไม่เกิน 120 กม./ชม. และต้องเบรกพร้อมจอดเดินเบาบ่อยครั้ง การเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง ผู้เขียนสังเกตว่าทำได้ดี ไม่พบอาการรอจังหวะหรืออืดแต่อย่างใด แม้บรรทุกผู้โดยสารรวม 4 คน น้ำหนักรวมประมาณ 290 กก. 
เมื่อถึงอุทยานฯ ขบวนขับรถเข้าด้านในเพื่อชมโบราณสถานต่างๆ การมองทิวทัศน์จากตัวรถทำได้ดีจริงๆ เหมือนเป็นการเที่ยวแบบซาฟารีที่ไม่ต้องลงจากรถแต่สมาชิกในรถสามารถมองได้สะดวกทุกคน จากนั้นมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์สังคโลก เพื่อชมอุปกรณ์เครื่องใช้ ถ้วย ชาม แบบต่างๆ ในอดีต โดยเป็นเวลาใกล้เที่ยง อากาศภายนอกร้อน แต่ภายในรถที่ไม่ได้ติดฟิล์ม ผู้เขียนยังรู้สึกถึงความเย็นสบายค่อนข้างเกินพอ ต้องยกความดีให้กับระบบปรับอากาศบนเพดานเหนือที่นั่งแถวสอง ที่นี่สมาชิกของขบวนฯ ได้พักรับประทานอาหารกลางวันกันด้วย 
หลังจากอิ่มเรียบร้อยขบวนฯ ออกเดินทางต่อไปยังไร่องุ่นคานาอัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ช่วงนี้ผู้เขียนขยับมาขับเอง การปรับตำแหน่งพวงมาลัยทำได้เฉพาะขึ้น-ลง และต้องออกแรงถือพวงมาลัยไว้ด้วยระหว่างปรับ เพราะไม่มีหน่วง การปรับเบาะทำด้วยมือเช่นกัน จากนั้นก็พร้อมขับยาวๆ กว่า 118 กม. เส้นทางช่วงนี้ใช้ความเร็วเต็มที่ได้ง่ายขึ้น แต่บางช่วงก็ติดรถช้า จึงได้โอกาสลองอัตราเร่งแซง ก็พบว่าทำได้ดีกว่าที่คาด พลัง 92 แรงม้า ส่งตัวถังเออร์ติก้าพร้อม 4 ผู้โดยสารขึ้นหน้าได้อย่างกระฉับกระเฉง การเปลี่ยนเลนเข้า-ออก หลังแซงที่ระดับความเร็ว 120 -160 กม./ชม. ตัวรถเก็บอาการได้ดี ไม่โคลงจนต้องลุ้น ที่สำคัญคือ การเบรกและชะลอความเร็ว ให้ความรู้สึกตอบกลับที่ดีมาก ตัวรถสามารถกระจายแรงเบรกหน้า-หลังได้อย่างมีสมดุล ทำให้ไม่เครียดในการควบคุมรถช่วงที่ต้องเบรก 
เมื่อถึงไร่องุ่นฯ สมาชิกได้แวะพักทานเครื่องดื่มและของว่างกันประมาณ 20 นาที จากนั้นจึงออกเดินทางต่อเพื่อกลับสู่จุดหมายปลายทางที่เดียวกับตอนสตาร์ท ช่วงนี้ผู้เขียนได้สลับมานั่งเบาะผู้โดยสารอีกครั้ง เพื่อนสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ขับสบโอกาสในการทำความเร็วสูงยาวๆ เพราะถนนเปิดกว้างและค่อนข้างโล่ง จนบางครั้งเข็มความเร็วขึ้นไปแตะช่วง 170 - 180 กม./ชม. แต่ตัวรถเออร์ติก้าใหม่ตัวถัง MPV ขนาดกะทัดรัดกับยางขนาด 185/65-15 ก็ยังรักษาอาการได้ดี แม้ในความเป็นจริงหลายคนแทบไม่มีโอกาสใช้ความเร็วขนาดนี้ก็ตาม จนขบวนฯ ถึงที่หมายกันปลอดภัยทุกคัน พร้อมเสร็จสิ้นการขับทดสอบด้วยความประทับใจในเออร์ติก้าใหม่ MPV ขนาดเล็กแต่สมรรถนะหลายด้านไม่ได้เล็กตาม นับเป็นรุ่นที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวที่อยากขยับจากรถซีดานหรือมองเปรียบเทียบกับซีดานกลุ่ม B segment ไว้ 


อัตราสิ้นเปลือง
การขับทดสอบหลายช่วงตลอดระยะทางรวม 315 กม. เน้นแวะท่องเที่ยวหลายจุด ภายในรถบรรทุกผู้โดยสารรวมผู้ขับ 4 คนใช้ความเร็วแตกต่างกันหลายระดับ โดยเฉพาะช่วงทางระหว่างจังหวัดที่ยืนระยะทำความเร็วมากกว่า 150 กม./ชม. ได้บ่อยครั้ง การขับทดสอบแทบไม่เจอกับการขับแบบจราจรหนาแน่น และไม่มีทางชันขึ้นเขาผสม จากการสังเกตจอแสดงผลอัตราสิ้นเปลืองทุกจุดพักมักอยู่ในช่วง 14-15 กม./ลิตร ก็นับว่าน่าพอใจไม่น้อย เพราะผู้โดยสาร 4 คน รวมน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 250 กก. รถยังให้อัตราเร่งและทำความเร็วได้ดี พร้อมให้ตัวเลขความประหยัดที่น่าพอใจ ส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขับทดสอบเป็น E20

เทคโนโลยีและความสะดวกสบาย
เออร์ติก้า ใหม่ ให้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบตรงความต้องการในระดับพอดี เช่น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน (เฉพาะรุ่น Dreza), ช่องเชื่อมต่อ USB รองรับสารพัดอุปกรณ์พกพา และช่องจ่ายไฟสำรอง 12v ด้านหน้าใกล้กัน และด้านหลังสุดคอนโซลกลางอีกตำแหน่ง นับว่าโดนใจคนยุคนี้ที่มักมองหาแหล่งจ่ายไฟให้กับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ 


อุปกรณ์เครื่องเสียงอาจดูเรียบธรรมดา แต่ตอบสนองการใช้งานจริงได้ดี และยุคนี้หลายคนก็มักให้ความสำคัญกับ
ระบบเอนเตอร์เทนภายในรถน้อยลง เพราะติดกับสมาร์ทโฟนที่ให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า

แม้พื้นที่ภายในห้องโดยสารจะเยอะตามตัวถังแบบ MPV อีกทั้งกระจกหน้าต่างก็มากหลายตำแหน่ง
ทำให้ห้องโดยสารร้อนง่ายกว่ารถซีดานทั่วไป แต่ด้วยระบบปรับอากาศ 2 ตำแหน่งทั้งด้านหน้าและหลัง
จากการนั่งเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรและไม่มีฟิล์ม มั่นใจได้เลยว่าเย็นแบบจับใจทุกตำแหน่งจริงๆ

ช่องจ่ายไฟสำรองด้านหลังคือ ความจำเป็นและสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดของผู้โดยสารยุคนี้ และยังสามารถแชร์ร่วมกันได้อีก

ช่องวางแก้วแบบดึงออกมาได้ตรงคอนโซลหน้าคือ สิ่งที่ผู้เขียนชอบมากเพราะวางถ้วยหรือขวดถนัดมือ
และยังรักษาความเย็นได้ดีด้วย

ไม่ได้ออกแบบแค่ให้มีเบาะนั่งพอได้ แต่ เออร์ติก้า ใหม่ เน้นให้นั่งได้สบายที่สุดภายใต้พื้นที่จำกัด
อย่างน้อยก็มีที่วางแขนและขวดน้ำ
ระบบความปลอดภัย
เออร์ติก้า ใหม่ ไม่ใช่รถที่อัดแน่นด้วยสารพัดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นไปตามระดับและราคารถ แต่ก็ไม่นับว่าขาดตกบกพร่องในส่วนที่จำเป็น เพราะที่ให้มาเช่น โครงสร้างตัวถังเหล็กกล้า, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, สัญญาณเตือนขณะถอยหลัง, เข็มขัดนิรภัย 3 จุด 6 ตำแหน่ง 2 จุด 1 ตำแหน่ง และมีระบบป้องกันล้อล็อคและกระจายแรงเบรก (ABS&EBD) เฉพาะรุ่น Dreza ก็เพียงพอกับการใช้รถในวิถีการขับแบบที่ควรเป็น ขับอย่างมีสติและไม่ประมาทย่อมเป็นหลักสำคัญในการใช้รถปลอดภัยเสมอ

ระบบเบรกหน้าดิสก์-หลังดรัม เพียงพอและกระจายน้ำหนักเบรกได้ดี ภายใต้ล้อขนาด 15 นิ้ว ยางสเปค 185/65

เข็มขัดนิรภัยตำแหน่งเบาะแถวสามเป็นแบบ 3 จุด เน้นความปลอดภัยผู้โดยสารครบถ้วนทุกตำแหน่ง
ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา
นี่คือ MPV ขนาดกะทัดรัดที่ให้ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา อาจไม่ใช่ข้อสรุปที่เกินจริง เพราะจากการขับทดสอบขับพบว่าตัวรถมีสมรรถนะและความสะดวกสบายในการโดยสารที่น่าพึงพอใจ และมั่นใจว่า เออร์ติก้า ใหม่ จะเป็นรถตอบโจทย์การเดินทางของครอบครัวได้ดีอีกรุ่น ด้วยราคาเริ่มต้น 655,000 บาท นับเป็นความคุ้มค่าที่หาได้ยากถ้าเทียบกับยี่ห้ออื่น หรือต้องการความล้ำสมัยก็เลือก Dreza แม้แพงกว่า 60,000 บาท แต่ได้ออปชั่นที่ครบสมบูรณ์มากกว่า พร้อมกับรูปลักษณ์ที่สวยงามโดดเด่นกว่ารุ่น GL ทั้งภายในและภายนอก เมื่อคิดคำนวณราคาผ่อนชำระก็ต่างกันไม่มาก ส่วนตัวผู้เขียนเชียร์ Dreza เพราะคุ้มค่าและครบเครื่องที่สุด โดยเฉพาะการได้ระบบป้องกันล้อล็อคพร้อมระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์

ราคา New SUZUKI ERTIGA
  • รุ่น GL AT ราคา 655,000 บาท
  • รุ่น Dreza AT ราคา 715,000 บาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง suzuki ertiga suzuki suzuki ertiga suzuki suzuki ertiga suzuki
เขียนโดย เช็คราคา.คอม CAR GURU

ช่องทางติดตาม CAR GURU