• โทรศัพท์มือถือ
  • โทรศัพท์มือถือ
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • รีวิว Huawei FreeBuds 4 หูฟังไร้สาย Open-Fit มาพร้อม ANC 2.0 ตัดเสียงเงียบ เสียงดี ฟังเพลิน

    14 ก.ค. 64 752
    รีวิว Huawei FreeBuds 4 หูฟังไร้สาย Open-Fit มาพร้อม ANC 2.0 ตัดเสียงเงียบ เสียงดี ฟังเพลิน
    Huawei FreeBuds 4 หูฟังไร้สายไร้สายสไตล์ Open-Fit เจเนอเรชั่นที่ 4 ของ หัวเว่ย ประเทศไทย การมาครั้งนี้หัวเว่ยยังคงหยิบยกจุดขายเด่นของ FreeBuds ในเรื่องเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน ANC อันยอดเยี่ยมมาเป็นไฮไลท์หลักของโปรดักส์เหมือนกับรุ่นก่อน และได้พัฒนาขึ้นอีกขั้นเป็น ANC 2.0 ที่มีการนำเทคโนโลยีตัดเสียงแบบ Hybrid ANC เข้ามาใช้งานบนตัวหูฟัง จึงทำให้เป็นหูฟังไร้สายที่สามารถตัดเสียงรบกวนหรือเสียงรอบข้างได้เงียบสนิทยิ่งขึ้น 
    ในขณะที่ด้านประสบการณ์การเสียงถือว่าเป็นอีกจุดที่ทางหัวเว่ยพัฒนาและทำได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เสียงมีรายละเอียดของชิ้นดนตรีที่ครบและดีขึ้น มิติของเสียงโอบล้อมได้กระชับมากขึ้นด้วย ทำให้เมื่อได้ระบบตัดเสียงรบกวนที่ดีมาทำงานร่วมกับระบบเสียงที่ได้รับการปรับจูนและพัฒนาที่ดี ผลลัพธ์จึงทำให้ Huawei FreeBuds 4 เป็นหูฟังไร้สายอีกรุ่นของตลาดที่น่าซื้อมาใช้งานไม่น้อยเลยทีเดียว
    แกะกล่อง (Unbox)
    กล่องผลิตภัณฑ์ของ Huawei FreeBuds 4 ยังคงมาในขนาดเล็กกระทัดรัดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส เมื่อเปิดกล่องขึ้นมาก็จะพบกับอุปกรณ์ภายในกล่องตามนี้
    • Huawei FreeBuds 4 พร้อมตลับชาร์จ
    • คู่มือการใช้งาน
    • สายชาร์จ USB-C
    งานออกแบบ (Design)
    FreedBuds 4 ถูกออกแบบมาในสไตล์หูฟังแบบ Open-Fit ซึ่งตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาเพียง 4.1 กรัม เท่านั้น ตอนใส่ใช้งานแถบจะไม่รู้สึกว่าใส่หูฟังอยู่เลยล่ะ ตัวหูฟังถูกออกแบบมาให้รองรับใช้งานกับรูหูได้ทุกสรีระ ไม่ว่าจะเป็นคนที่หูเล็ก หูใหญ่ หรือรูปทรงหูที่ปกติจะใช้งานร่วมกับหูฟังทั่วไปได้ลำบากก็สามารถใช้งานร่วมกับ FreeBuds 4 ได้สบาย ๆ 
    สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็มาจากการที่หัวเว่ย ได้หยิบสรีระโครงสร้างหูของมนุษย์มากกว่าร้อยรูปแบบ มาศึกษาถึงความซ้ำซ้อนจนได้สรีระของรูหู 16 รูปแบบที่ชัดเจน และนำมาใช้ออกแบบตัวหูฟัง รวมทั้งยังติดตั้งเซ็นเซอร์ Adaptive ANC เข้ามาในหูฟังให้ด้วย เพื่อให้ตัวชิปประมวลผล Huawei A1 เรียนรู้และปรับรูปแบบการตัดเสียงให้เหมาะกับหูของผู้ใช้งานแต่ละคน
    ด้านบนของหูฟังจะเป็นตำแหน่งของลำโพงเสียง และไมค์ ANC สองตัว ซึ่งประกอบด้วย Feed Forward Microphone ที่ทำหน้าที่เป็นตัว Anti-wind และลดเสียงรบกวน (Noise) จากภายนอก ส่วนอีกตัวเป็น Backward Microphone ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับและจัดการเสียงรบกวนที่หลุดรอดเข้ามาด้านในรูหูให้ลดน้อยลงมากที่สุด โดยไมค์ตัดเสียงทั้งสองตัวจะทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับเสียง Noise จากภายนอกไม่ให้หลุดเข้ามา
    ขยับมาที่ก้านของตัวหูฟัง บริเวณตรงกลางของก้านจะเป็นตำแหน่ง "Touch sensor" สำหรับใช้แตะเพื่อสั่งการตัวหูฟัง โดยรองรับคำสั่งทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ 
    • แตะ 1 ครั้ง : เพื่อรับสาย / วางสาย หรือ เล่นเพลง /  หยุดเพลง
    • แตะค้าง 1 ครั้ง : เปิด-ปิด โหมด Active Noise cancelling (ANC)
    • แตะค้างแล้วเลื่อนขึ้นหรือเลื่อนลง : เพิ่ม-ลด ระดับเสียงของหูฟัง
    ส่วนด้านล่างของก้านหูฟัง จะเป็นตำแหน่งของไมค์สำหรับตรวจจับเสียงสนทนา 
    มากันที่ตลับชาร์จของหูฟังกันบ้าง รอบนี้ทางหัวเว่ยยังคงออกแบบตัวตลับชาร์จให้เป็นรูปทรงวงรี ด้านหน้ามีไฟแสดงสถานะ ส่วนด้านหลังมีโลโก้ของหัวเว่ยแปะมาด้วย เป็นดีไซน์ที่มีหลายคนบ่นเหมือนกันว่าสับสนตอนใช้งานแรก ๆ เพราะจะไปพยายามเปิดฝาที่ตำแหน่งของโลโก้หัวเว่ยแทน 
    ด้านข้างของตัวคลับชาร์จ จะมีปุ่มเชื่อมต่อสัญญาณ ซึ่งในขั้นตอนเชื่อมต่อสัญญาณครั้งแรก เราต้องกดปุ่มนี้ค้างไว้จนกว่าไฟแสดงสถานะสีขาวจะกระพริบ จึงจะสามารถเชื่อมต่อได้
    ด้านล่างจะเป็นพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C ใช้สำหรับชาร์จพลังงานกลับเข้าตัวตลับ โดยรองรับชาร์จไว ซึ่งผมลองชาร์จใช้งานครั้งแรกดู ใช้เวลาเพียง 30 นาที ก็ชาร์จเต็มพร้อมไปต่อแล้ว
    การเชื่อมต่อใช้งาน (Connection)
    การเริ่มต้นใช้งานจำเป็นต้องเชื่อมต่อตัวหูฟังเข้ากับอุปกรณ์เราที่ต้องการใช้งานเช่น สมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต หรือสมาร์ตทีวี ผ่านสัญญาณ Bluetooth ก่อน หลังจากเชื่อมต่อแล้ว ใช้งานครั้งต่อไปตัวหูฟังจึงจะเชื่อมต่อแบบอัตโนมัติให้ทันทีเมื่อเราเปิดฝาตลับครับ ขอแค่อย่าลืมเปิดสัญญาณ Bluetooth ที่ตัวอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ
    การเชื่อมต่อของ Huawei FreeBuds 4 นั้น จะรองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต Android OS ทุกรุ่นทุกแบรนด์ หรือจะใช้ร่วมกับ iPhone, iPad ของ Apple ก็ได้นะครับ โดยถ้าหากเราเชื่อมต่อแบบปกติผ่าน Bluetooth เลย ไม่ได้เชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชั่น AI Life ของหัวเว่ย ตัวหูฟัง FreeBuds 4 ก็จะนำค่า EQ ที่ถูกเซ็ตมาจากโรงงานมาใช้ในการนำเสนอเสียงให้ แต่ถ้าหากเราเชื่อมต่อผ่านตัวแอปพลิเคชั่น "AI Life" ของหัวเว่ย เราจะสามารถเข้าไปปรับแต่งรายละเอียดการนำเสนอเสียงรูปแบบต่าง ๆ ของหูฟังได้ตามต้องการ
    นอกจากนี้ตัวหูฟัง FreeBuds 4 ยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Multi ด้วย ซึ่งทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้พร้อมกันตั้งแต่สองอุปกรณ์ขึ้นไป และยังสามารถที่จะตรวจจับการใช้งานให้อัตโนมัติ โดยเมื่อเรารับเลือกรับสายหรือใช้งานเสียงบนอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งที่เชื่อมต่ออยู่ ตัวหูฟังก็จะสวิตซ์การใช้งานมาที่ตัวอุปกรณ์นั้นให้ทันที
    ส่วนฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อแบบ Open & Play ที่จะมี Pop up ปรากฏขึ้นมา เพื่อแสดงรายละเอียดข้อมูลของตัวหูฟังและตัวตลับชาร์จให้เราทราบถึงสถานะของแบตเตอรี่ และสถานะการเชื่อมต่อเพียงแค่เปิดฝาตลับหูฟังนั้น จะรองรับแค่การเชื่อมต่อและใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ของหัวเว่ยเท่านั้นครับ 
    ข้อมูลสเปกหูฟัง Huawei FreeBuds 4
    • น้ำหนักหูฟัง 4.1 กรัม | น้ำหนักตลับชาร์จ 38 กรัม
    • ขนาดไดร์เวอร์ 14.3 มิลลิเมตร ไดนามิกไดร์เวอร์แบบ LCP ไดอะเฟรม
    • รองรับระบบตัดเสียงภายนอก (ANC) ระหว่างฟังและการสนทนา
    • มีระบบตัดเสียงลมรบกวน (Anti-Wind)
    • เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.2 รองรับโหมด Multi-connect
    • รองรับการใช้งานร่วมกับ Android OS, iOS และ Windows OS
    • กันน้ำตามมาตรฐาน IPX4 
    • แบตเตอรี่ตัวหูฟังขนาด 30 mAh | แบตเตอรี่ตลับชาร์จ 410 mAh
    • รองรับชาร์จไว 15 นาที ใช้งานต่อได้ 2.5 ชั่วโมง
    • รองรับชาร์จไวผ่านสายชาร์จ USB-C 
    • ระยะเวลาใช้งานโดยเฉลี่ย : 
      • 4 ชั่วโมง เมื่อปิดโหมด ANC | ใช้ร่วมกับตลับชาร์จ 22 ชั่วโมง
      • 2.5 ชั่วโมง เมื่อเปิดโหมด ANC | ใช้ร่วมกับตลับชาร์จ 14 ชั่วโมง
    • สีตัวสินค้า : สีขาว Ceramic White และสีเงิน-ดำ Silver Frost
    "เสียงดี ฟังเพลิน ตัดเสียงเงียบ" (Highlights)
    ระบบตัดเสียงรบกวนขั้นเทพด้วย Hybrid ANC
    หูฟังไร้สาย Huawei FreeBuds 4 เป็นหูฟังที่มีจุดขายหลักคือ เรื่องของระบบ Active Noise Cancelling หรือระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้างขณะใช้งานที่ทำได้ดีในแต่ละเจเนอเรชั่นที่ผ่านมา ซึ่งพอมาใน FreeBuds 4 ทางหัวเว่ยก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี ANC จนก้าวเข้าสู่ ANC 2.0 กับการนำระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Hybrid ANC ที่ใช้ไมค์ตัดเสียงสองตัวทำงานร่วมกับ โดยที่ตัวแรก Feed Forward Microphone จะถูกติดตั้งอยู่ด้านนอกของหูฟัง ทำหน้าที่ตรวจจับและลดเสียงรบกวนรอบข้างและเสียงลม (Anti-wind) ขณะใช้งานออกไป
    ในขณะที่ไมค์อีกตัว Backward Microphone จะถูกติดตั้งไว้ด้านในของหูฟังทำหน้าที่ดักจับพร้อมกับลดเสียงรบกวนที่เล็ดลอดเข้ามาจากไมค์ตัวแรกทำให้เสียงที่ถูกขับออกไปจากโหมด ANC บน FreeBuds 4 แทบจะมี Noise รบกวนน้อยมาก ๆ ครับ ซึ่งทางหัวเว่ยเคลมว่าตัดเสียงรบกวนได้ดีและเงียบขึ้นกว่า FreeBuds 3 อยู่ประมาณ 10dB 
    ผลจากการใช้งานจริงที่ผมลองนำ FreeBuds 4 ออกไปใช้งานทั้งฟังเพลง พูดคุย ก็ยอมรับเลยว่าเรื่องการตัดเสียงทำได้ดีจริงสมราคาเคลม ในด้านของการฟังเพลงถ้าหากเราเปิดโหมด ANC เราจะได้ยินเสียงสภาพแวดล้อมรอบข้างเข้ามาอยู่ประมาณ 5-10% เท่านั้น พวกเสียงรถบนถนน เสียงแตรรถยนต์ จะได้หยิบราว ๆ 5% ส่วนพวกเสียงเจาะถนนหรือแหล่งเสียงที่เกิดใกล้ตัวเรามาก ๆ ก็จะได้ยินดังขึ้นมาหน่อยประมาณ 10-15% แต่ยังคงฟังเพลงได้รู้เรื่องนะครับ ยังไม่ถึงกับฟังเพลงไม่รู้เลย 
    ส่วนการพูดคุยโทรศัพท์พอเปิดโหมดนี้แล้ว เสียงฝั่งเราจะได้ยินเสียงของคู่สนทนาได้ชัดและเคลีย ส่วนปลายสายเท่าที่ผมลองถามดูถ้าเป็นการพูดคุยผ่านการโทรปกติจะได้ยินเหมือนยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูตามปกติ ส่วนถ้าโทรผ่านแอปฯ เช่น Line Call ปลายทางก็มีบ่นว่า เสียงก้องหรือจมน้ำให้ได้ยินบ่อยครั้งเหมือนกันครับ ซึ่งภาพรวมในด้านความเงียบกับโหมด ANC เมื่อใช้งานพูดคุยกับสายสนทนาจริง ส่วนตัวผมให้ผ่านนะ สามารถสนทนาได้รู้เรื่องและปลายสายเข้าใจ ถือว่าทำได้ดีมากเมื่อใช้งานจริง
    ประสบการณ์เสียงเกินราคา เสียงดี ฟังเพลิน เบสแน่น
    คุณภาพด้านเสียงในแง่ของความบันเทิงอย่างการฟังเพลง ตามสเปกของหูฟัง Huawei FreeBuds 4 จะมีไดร์เวอร์ขนาดใหญ่ 14.3 มิลลิเมตร มีระยะ Frequency Response range อยู่ที่ 40kHz ซึ่งเป็นระดับของ HiFi Headphone และให้มิติของเสียงเบส (Deeper Bass) ได้ลึกขึ้นถึง 150% จากรุ่นก่อน
    ซึ่งจากที่ผมได้ทดสอบตัวหูฟังด้วยการลองใช้ฟังเพลงผ่านบริการสตรีมมิ่งหลาย ๆ เจ้า เพื่อทดสอบไม่ว่าจะเป็น Sportify, Tidal, Youtube Music และ Apple Music หลังลองฟังแล้วส่วนตัวรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ได้จัดว่า "ทำได้ดี" เลยครับ สำหรับเจ้าหูฟัง FreeBuds 4 
    ให้มิติเสียงที่โอบล้อมในระดับกลาง ๆ ด้านเสียงเบสมีไดนามิกพอให้เราสนุกไปกับเพลงได้ ถึงแม้จะไม่ลึกในระดับที่คนชอบฟังเพลงเมนทอลหรือ Rock ชื่นชอบก็ตาม ดังนั้นใครที่ชอบฟังเพลงแล้วชื่นชอบเสียงเบสแบบดาร์จๆ ออกตึบ ๆ อาจจะยังไม่โดนใจ เพราะเสียงเบสที่ได้จากหูฟังตัวนี้จะเป็นแนวสว่าง ๆ มากกว่า ในขณะที่ด้านของเสียงนักร้องและการเก็บรายละเอียดของเครื่องดนตรีเบื้องหลังถือว่า ทำได้ระดับมาตรฐาน ไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นว้าวอะไรมากนัก ซึ่งเสียงร้องจะออกสไตล์ใส ๆ เคลียชัด และเสียงเครื่องดนตรีแบ็คกราวน์ถือว่าเก็บรายละเอียดของชิ้นเครื่องเล่นดนตรีหลักได้ครบถ้วน
    เพราะฉะนั้นถ้านำทั้งหมดมารวมกันเพื่อสรุปเป็นประสบการณ์ด้านเสียงที่จะได้จากหูฟังตัวนี้ ความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่า หูฟังตัวนี้ยังคงตั้งใจทำมาในสไตล์แบบรุ่นก่อนคือ เน้นฟังสบาย ฟังเพลินๆ มีจังหวะเบสให้พอสนุก ฟังแล้วรู้สึกไม่ล้ามากนักเมื่อต้องฟังเพลงติดต่อกันนาน ๆ เวลาเดินทาง ดังนั้นถ้าหากใครที่ชอบฟังเพลงสไตล์ไฟล์ความละเอียดสูงพวก Hi-Res อยู่แล้ว หรือชอบปรับ EQ ไปในทิศทาง Flat พอมาฟังหูฟังตัวนี้ น่าจะชอบและหลงไหลแน่นอน ส่วนสายเมนทอลหรือ Rock อาจจะยังไม่ใช่แนวเท่าไรนัก
    รองรับสาย "Gamer" หรือ "Vloger" ได้ลงตัว 
    สำหรับคอเกมที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายสำหรับเล่นเกมเวลาเดินทางหรืออยู่นอกบ้าน เจ้า FreeBuds 4 ก็ถือว่าเป็นอีกหูฟังไร้สายที่เหมาะสำหรับเล่นเกมเหมือนกัน ด้วยการที่มีค่า Audio Latency ที่ต่ำมาก ๆ เพียง 150 ms เท่านั้น ทำให้การสตรีมเสียงผ่านหูฟังด้วยบลูทูธขณะเล่นเกมไปด้วย สามารถทำได้แบบเรียลไทม์ โดยที่เราสามารถกดยิงหรือกดฟันมอนเตอร์ไปพร้อมกับเสียงเอฟเฟ็กต์ที่ได้ยิงตรงกัน ไม่มีดีเลย์ รวมทั้งยังสามารถสนทนากับเพื่อนร่วมทีมขณะเล่นเกมได้ชัดและตรง มีการดีเลย์ที่ต่ำมาก ๆ 
    ซึ่งผมได้ลองใช้เล่นเกม ROX (Ragnarok X Next Generation) บนสมาร์ตโฟน โดยใช้สนทนากับเพื่อนในปาร์ตี้ขณะล่าบอส ผลที่ได้คือ สามารถสื่อสารและเล่นไปด้วยได้อย่างราบรื่น ไม่มีติดขัด หรือมีดีเลย์เสียงให้หงุดหงิด แต่มีบางครั้งที่เสียงจะเหมือนคนจมน้ำจนปลายสายทัก ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นที่สัญญาณของหูฟังหรือเป็นที่ปัญหาของเพื่อนสนทนาปลายทาง นอกจากนี้ผมยังลองนำไปใช้ LIVE ผ่าน Facebook ส่วนตัว และลองให้เพื่อน ๆ เข้ามาพูดคุยด้วย ผลการทดสอบก็ผ่านฉลุยเลยครับ เพื่อน ๆ ในไลฟ์ต่างพากันยืนยันว่า ได้ยินเสียงตรงกับปากและได้ยินเสียงชัดแจ๋ว ดังนั้นใครที่จะนำไปใช้ไลฟ์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เจ้า FreeBuds 4 ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี
    เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเดินทาง น้ำหนักเบา พกพาง่าย และชาร์จพลังงานกลับไว
    มาถึงบทสรุปของหูฟัง Huawei FreeBuds 4 แล้ว ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ที่ได้ใช้งานหูฟังตัวนี้มาเกือบ 2 อาทิตย์เต็มคิดว่า เป็นหูฟังไร้สายที่มีจุดขายหลักและเด่นมาก ๆ เลยคือ เรื่องของระบบตัดเสียงรบกวน ANC ที่ทางหัวเว่ยทำมาได้ดีมาก ๆ และอาจเป็นหูฟังไร้สายที่ตัดเสียงได้ดีที่สุดในบรรดาหูฟังไร้สายจากแบรนด์มือถือที่มีราคาในเรทเดียวกัน ส่วนด้านประสบการณ์เสียงส่วนตัวมองว่า ตรงนี้เพื่อน ๆ อาจต้องไปทดสอบด้วยตนเองอีกทีนะครับ เพราะความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สำหรับตัวผมเองถือว่าเป็นหูฟังไร้สายที่ทำมิติเสียงออกมาดี รายละเอียดของเสียงร้องและรายละเอียดของเครื่องเล่นดนตรีเก็บมาได้ครบและชัดเจน
    โทนเสียงของหูฟังจะออกแนวใส ๆ เคลียๆ จึงทำให้สามารถใช้ฟังเพลงต่าง ๆ ได้เพลิน ชิล ๆ ระหว่างเดินทาง จึงน่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้ชื่นชอบการฟังเสียงธีมไหนเป็นพิเศษ เน้นฟังเพลินๆ ระหว่างทำงานหรือเดินทางมากกว่า ซึ่งเสียดายผมไม่ได้มีโอกาสทดสอบ FreeBuds 3 เลยไม่สามารถเปรียบเทียบให้ได้ว่าดีขึ้นแค่ไหน แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งแบรนด์อื่นในราคาเดียวกัน ส่วนตัวผมยกให้เป็นหนึ่งใน 3 ของหูฟังไร้สายจากแบรนด์มือถือที่น่าคบครับ
    ด้านการใช้รับชมคอนเทนท์ภาพยนตร์ต่าง ๆ ตัวหูฟังรองรับระบบเสียง HiFi ด้วย ซึ่งผมลองใช้รับชมภาพ Netflix เสียงที่ได้โอบล้อมได้อิ่มมาก ๆ ได้อรรถรสในการรับมชมไปเต็ม ๆ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจระหว่างที่ใช้งานเจ้า FreeBuds 4 คือ ความไวในการชาร์จแบตเตอรี่ ที่ทำได้เร็วมาก ๆ ชาร์จเพียง 20-30 นาทีก็เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว หรือชาร์จเพียง 5 - 10 นาที ก็ได้พลังงานมาประมาณ 30-40% สามารถเดินทางต่อได้ทันที เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องมูฟออนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ด้วยตัวหูฟังที่มีน้ำหนักเบามาก เวลาใส่ใช้งานจะรู้สึกเบาๆ ว่า 'เออ! ใส่หูฟังอยู่' ทำให้เวลาใส่เดินทางหรือใส่ออกกำลังกายในยิม มีความคล่องตัวในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สะดวก 
    ส่วนคำถามที่ว่า ตัวหูฟังใส่แล้วกดหูไหม? ใส่แล้วหลุดง่ายไหม? ก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า ส่วนตัวผมไม่ค่อยถูกจริตกับหูฟังสไตล์ Buds เท่าไรนักนะครับ เพราตัวผมเองเวลาใส่หูฟังแนวนี้แล้วจะรู้สึกเหมือน "จะหลุด" อยู่ตลอดเวลา เลยไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก แต่พอมาลองใส่ FreeBuds 4 ก็รู้สึกดีขึ้นในเรื่องดังกล่าว เพียงแต่ก็ยังคงมีให้รู้สึกอยู่นะ ดังนั้นถ้าใครเป็นแบบผมก็แนะนำว่า ผ่านไปหาตัวอื่นอย่าง Huawei FreeBuds Pro ก็ได้ครับ 
    แต่ถ้าใครชินหรือชื่นชอบกับหูฟังสไตล์นี้ เจ้า FreeBuds 4 น่าจะถูกใจคุณแน่นอนครับ เพราะตัวหูฟังออกแบบมาได้ดีมาก ๆ เข้าสรีระหูได้หลากหลาย และด้วยการที่มีน้ำหนักเบาด้วย จึงทำให้เวลาใส่ใช้งานไม่เกิดการอาการกดทับแน่นอน รวมถึงเหตุการณ์หูฟังหลุดออกจากหูที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมาก เพระาตัวหูฟังถ้าหากใส่ได้ถูกต้องแล้วจะกระชับกับรูหูพอดีเลย ส่วนข้อที่อยากติก็มีอยู่สองเรื่องคือ เรื่องของวัสดุตลับที่เป็นรอยขนแมวง่ายมาก ๆ ใครใช้ก็คงต้องระวังกันสุดๆ และเรื่องของเซ็นเซอร์ทัชสำหรับแตะสั่งการหูฟัง ที่นำไปไว้ในตำแหน่งที่ไม่คล่องตัวในการใช้งานเท่าไรนัก สุดท้ายผมก็ต้องหยิบมือถือขึ้นมาสั่งการเอง
    การวางจำหน่าย (Price & Promotion)
    Huawei ประเทศไทย จะวางจำหน่าย Huawei FreeBuds 4 ในราคา 5,999 บาท พร้อมสีตัวหูฟังให้เรื่องเพียง 2 สี เท่านั้น คือ สีขาว และ สีเงิน-ดำ Silver Frost ใครที่สนใจก็สามารถเตรียมจับจองเป็นเจ้าของกันได้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 64 เป็นต้นไป ที่ร้านค้าตัวแทนชั้นนำ และ Huawei Brand Shop ทุกสาขา รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่าน Huawei Official Store บน Lazada, Shopee และ JD Central
    Exclusive Promotion จากทางหัวเว่ย สำหรับผู้ที่สั่งจองแบบ Pre-order ในช่วงวันที่ 14-22 ก.ค. 64 จะได้รับสิทธิ์ซื้อ Huawei FreeBuds 4 ในราคาพิเศษเพียง 4,499 บาท พร้อมรับสิทธิ์เป็นสมาชิก Huawei Music VIP ฟังเพลงจาก GMM Grammy นาน 3 เดือน (มูลค่า 387 บาท)
    • วินระพี นาคสวัสดิ์
    • วินระพี นาคสวัสดิ์
      MOBILE GURU Thailand