• โทรศัพท์มือถือ
  • โทรศัพท์มือถือ
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • รีวิว Huawei P40 Pro กับทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งาน ในวันที่คิด (แต่ไม่) ถึง Google

    6 มิ.ย. 63 2,252
    รีวิว Huawei P40 Pro กับทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งาน ในวันที่คิด (แต่ไม่) ถึง Google
    Huawei P40 Pro สมาร์ทโฟนที่ถูกคนรอบตัวถามถึงเยอะมากๆ ในช่วงนี้กับคำถามยอดฮิตอย่าง "ยังน่าซื้อหรือไม่" หรือ "ซื้อดีไหม?" หลายๆ คนที่ตั้งคำถามนี้ขึ้นมาในใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังสนใจและยังอยากได้ประสิทธิภาพของกล้องถ่ายรูปที่เป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังลังเลด้วยเหตุผลด้านการใช้งานที่ตอนนี้ไม่มี Google แล้วแบบนี้จะเลือกอย่างไรดีนะ! ซึ่งน่าจะมีอีกหลายคนที่กำลังอยู่ในวังวนแบบนี้ทั้งลังเลใจและอยากได้เจ้า P40 Pro ในเวลาเดียวกัน
    ดังนั้นเลยอยากพาทุกคนไปรู้จักตัวตนของ Huawei P40 Pro ในอีกมุมของการใช้งานจริงๆ ที่มาจากประสบการณ์ที่ผมได้ลองสัมผัสและลองใช้งานมา ซึ่งสำหรับตัวเองหลังจากที่ลองใช้งานแล้วก็ยอมรับตามตรงครับว่า ก็ยังคงคิดถึง Google อยู่เหมือนกันครับ ส่วนทำไมถึงรู้สึกแบบไหนและเมื่อใช้งานแล้วมีติดขัด หรือเจอปัญหาในจุดไหนบ้าง ผมขอเล่าประสบการณ์การใช้งานจริงกับ Huawei P40 Pro ที่พบเจอมาผ่านบทความรีวิวนี้ไปพร้อมกันครับ!
    เรื่องของดีไซน์ (Design) 
    มาเริ่มกันที่การออกแบบตัวเครื่องกันก่อน เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งบน Huawei P40 Pro ก็ว่าได้ เพราะครั้งนี้ทางหัวเว่ยตั้งใจรังสรรค์งานออกแบบของ P40 Series รวมถึง P40 Pro ให้ออกมาดูมินิมอลมากขึ้น ใช้การไหลผ่านของสายน้ำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ ทำให้ตัวเครื่องและหน้าจอถูกออกแบบมาให้โค้งรับกันได้พอดี สามารถถือจับใช้งานด้วยมือเดียวได้เข้ามือพอสมควร แต่ถ้าเป็นสาวๆ อาจถือใช้งานนานๆ ไม่ไหว เพราะตัวเครื่องมีน้ำหนักถึง 209 กรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่ถ้าหากถือใช้งานนานๆ เช่น ดูหนังเนี่ย บอกเลยว่า 'เมื่อย' นะ
    หน้าจอแสดงผลเป็นพาแนล OLED ความละเอียด 2640x1200 พิกเซล (FullHD+) ซึ่งข้อดีของจอพาแนล OLED คือการให้สีสันสดจัดจ้านและให้สีดำที่ดำสนิทนั่นเอง ซึ่งตัวหน้าจอจะมีขนาดอยู่ที่ 6.58 นิ้ว ให้อัตรา Refresh rate อยู่ที่ 90Hz ส่วนตัวคิดว่าเป็นขนาดหน้าจอที่อาจล้นมือของสาวน้อยมือเล็กๆ เวลาหยิบใช้งานได้นะ แต่ถ้าสำหรับหนุ่มๆ ผมว่ากำลังดีเลย ถือจับหยิบใช้งานจากกระเป๋ากางเกงเข้ามือสุดๆ
    สเปกและประสิทธิภาพการทำงาน (Performance) เป็นอย่างไร?
    มากันที่เรื่องของสเปกตัวเครื่องกันบ้าง นอกจากจะเป็นปัจจัยที่หลายคนใช้ตัดสินใจในการเลือกซื้อมือถือเครื่องใหม่แล้ว ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เราพอประมาณประสิทธิภาพการใช้งานของมือถือรุ่นนั้นๆ ได้ด้วย โดยนอกจากเรื่องของชิปประมวลผลแล้วยังมีรายละเอียดในเรื่องของหน่วยความจำภายใน (ROM) และอื่นๆ ที่เป็นสาระสำคัญที่ควรใส่ใจด้วย เพราะนอกจากจะทำให้เราได้มือถือที่ประสิทธิภาพดีใช้งานไม่หงุดหงิดแล้ว ยังทำให้มือถือรุ่นนั้นตอบโจทย์กับรูปแบบการใช้งานของเราได้มากขึ้นด้วย
    รายละเอียดสเปกของ Huawei P40 Pro
    • หน้าจอแสดงผล OLED ขนาด 6.58 นิ้ว ความละเอียดระดับ FullHD+ (Refresh rate 90Hz)
    • CPU Kirin 990 with Modem 5G
    • GPU Mali G76 M16
    • RAM 8GB
    • ROM 256GB
    • รองรับ SD NM สูงสุด 256GB (MicroSD Card ชนิดพิเศษของหัวเว่ยเอง)
    • Android OS 10 With EMUI 10 (ไม่มี Google Mobile Service)
    • กล้องถ่ายรูป Ultra Vision Leica Quad camera ประกอบด้วย
      • กล้องหลัก Ultra Vision ความละเอียด 50MP (f/1.9, มุมกว้าง, OIS)
      • กล้อง Cine (มุมกว้าง) ความละเอียด 40MP (f/1.8)
      • กล้อง Super Sensing (Telephoto) ความละเอียด 12MP (f/3.4, OIS)
      • กล้อง 3D Depth Vision
    • กล้องหน้าคู่ ความละเอียด 32MP + กล้อง Depth IR สำหรับเก็บระยะความลึกของวัตถุ
    • รองรับ WiFi 6 (ax), 2x2 MIMO, HE160, 1024QAM
    • Bluetooth 5.1
    • ซิมการ์ด Dual SIM | 5G and 4G
    • กันน้ำและฝุ่น IP 68
    • แบตเตอรี่ 4200 mAh (Huawei Super Charge 40W)
    • รองรับชาร์จไรสาย Wireless Huawei Super Charge 27W
    Huawei P40 Pro ใช้งานทั่วไปเป็นอย่างไร?
    ด้วยสเปกระดับเรือธงเช่นนี้ ดังนั้นประสบการณ์การใช้งานพื้นฐานต่างๆ เช่น การทัชหน้าจอ, การตอบสนองต่อการเรียกใช้งานแอปพลิเคชั่นพื้นฐานบนตัวเครื่อง, การเรียกฟีเจอร์ต่างๆ ขึ้นมาใช้ หรือการสลับหน้าต่างแอปพลิเคชั่นไป-มา รวมถึงการเล่นเกมกราฟฟิกหนักๆ ที่พอจะสามารถหาโหลดมาเล่นได้จาก Huawei App Gallery ทั้งหมดนี้เจ้า Huawei P40 Pro สามารถตอบสนองและให้ผลลัพธ์ต่อความต้องการใช้งานจากมือถือระดับเรือธงได้ดีมากๆ การประมวลผลและการแสดงผลคอนเทนท์ผ่านหน้าจอแสดงผลบนเครื่องทำได้เนียนตา ลื่นไหล ถึงแม้จะทำ refresh rate ได้สูงสุดที่ 90Hz ก็ตาม
    หน้าตา UI ของ EMUI 10 ก็จะประมาณนี้เลย

    ส่วนถ้าใครกังวลหรือกลัวว่าจะใช้งานยาก UI ของหัวเว่ยจะเข้าใจยากและวุ่นวาย เป็นคนไม่เก่งเทคโนโลยีจะใช้งานไม่ได้แน่นอน ขอให้ลืม! และไม่ต้องกังวลกับเรื่องเหล่านี้เลย เพราะ EMUI 10 ของหัวเว่ยครั้งนี้ออกแบบมาได้เป็นมิตรกับผู้ใช้งานทั้งผู้ใช้หน้าเก่าและหน้าใหม่เป็นอย่างมาก เป็นหนึ่งใน UI ที่น่าจะเป็นมิตรอันดับต้นๆ ของ Android Mobile แล้วล่ะครับ การเข้าถึงเมนูต่างๆ รวมถึงการเรียกใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ บนตัวเครื่องสามารถเรียนรู้ และใช้งานได้ด้วยตนเองแบบไม่ต้องมีคนสอนไม่ยากเกินไปแน่นอนครับ ขอให้เชื่อได้เลย!!
    Huawei Mobile Service กับชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร?
    เรื่องของ Huawei Mobile Service เป็นข้อสงสัยที่หลายคนยังกังวลใจกันเยอะมากๆ กับการที่จะต้องตัดสินใจเลือกซื้อ Huawei P40 Pro สมาร์ทโฟนราคาค่าตัวระดับสามหมื่นบาทมาใช้งานเป็นเครื่องหลัก แต่กลับยังไม่สามารถใช้งานบริการของ Google Mobility Service ได้ แล้วก็ยังไม่มั่นใจว่า Huawei Mobile Service จะตอบโจทย์ให้กับตัวเองเหมือนที่ Google ทำได้หรือไม่? รวมถึงจะส่งผลต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันมากแค่ไหน? เพราะบางคนก็บอกว่า "ไม่มีปัญหา ใช้งานได้สบายๆ" บางคนก็แนะนำว่า "ลำบากมาก อย่าซื้อเลย" ซึ่งผมมีข้อมูลมาแนะนำกัน เชื่อว่าอ่านจบแล้วน่าจะมีคำตอบอยู่ในใจกันแน่นอน   
    การไม่มี Google Mobile Service ส่งผลอะไรบ้าง?
    ก่อนจะไปเริ่มกันอยากให้เข้าใจตรงกันก่อนครับว่า การที่ไม่มี Google Mobile Service (GMS) ให้ใช้บน Huawei P40 Pro สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อการใช้งานเราจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
    การไม่มี Google Mobile Service ให้ใช้งานผลที่ตามมาคือ เราจะไม่สามารถเข้าถึงหรือเรียกใช้งานบริการใดๆ ของ Google ได้เลยครับ บริการของ Google ที่หลายคนคุ้นเคยและใช้งานกันจนเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ อย่างเช่น Gmail, Youtube, Google Drive, Google Photo, Google Office, Google Maps, Google Search, Google Play Store หรือแม้แต่ Netflix ที่ใช้การอนุญาตผ่าน DRM ของ Google Widevine CDM ก็ไม่สามารถใช้งานได้ รวมไปถึงแอปพลิเคชั่นที่เขียนด้วย Google Core เพื่อให้ทำงานบน Android หรือ Google Play Store อย่าง Facebook, Instagram, Twitter และอีกหลายแอปฯ ด้วยเช่นกันครับ 
    พอเกิดปัญหาเช่นนี้ ทางหัวเว่ยจึงแก้ปัญหาด้วยการนำ Huawei Mobile Service ของตนเองที่เปิดให้ใช้งานบนมือถือหัวเว่ยอยู่แล้ว นำมาลงทุนพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้งานเป็น Core หลักในการเรียกใช้บริการต่างๆ บนสมาร์ทโฟนของตัวเองแทนของ Google ที่หายไป ทำให้ Huawei App Gallery หนึ่งบริการของ Huawei Mobile Service กลายมาเป็นหัวใจหลักแทน Google Play Store สำหรับการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นมาใช้งาน แต่ด้วยความที่ยังใหม่มากๆ สำหรับการเป็นแอปฯ สโตร์แอนดรอยด์ ทำให้ปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่นที่คนไทยนิยมใช้งานกันให้เลือกดาวน์โหลดน้อยมากๆ ถึงแม้ทางทีมงานหัวเว่ยจะพยายามอย่างหนักในการดึงผู้พัฒนาเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดก็สามารถดึง "LINE" เข้ามาให้ใช้งานบน App Gallery ได้แล้ว
    แต่แน่นอนครับว่า แค่ "LINE" ยังคงไม่สามารถตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้มากพอ เพราะแอปพลิเคชั่นโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เปรียบเสมือนเป็นจุดเช็คพอยต์ในแต่ละวันของคนไทยทั้งหมดยังไม่สามารถใช้งานได้! (ยังใช้ผ่านเว็บเบราเซอร์ได้) ดังนั้นคงเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับคนที่เลือกเป็นเจ้าของ Huawei P40 Pro ต้องเจอ อะไรทุกอย่างที่เคยสะดวกสบายกดเข้าผ่านแอปพลิเคชั่นได้เลยเพียงแค่แตะ ก็จะถูกบังคับย้ายไปใช้งานผ่านเว็บเบราเซอร์แทนทั้งหมด 
    รวมถึงการรับชมสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Youtube ที่หลายคนกังวลอยู่ ก็ถูกบังคับให้ไปใช้งานผ่านเบราเซอร์บนเครื่องแทน สิ่งที่รู้สึกได้เลยคือ ความสะดวกต่อการใช้งานลดลงไประดับนึงเลยล่ะ ฟิวลิ่งการใช้งานก็จะให้อารมณ์เหมือนย้อนกลับไปใช้มือถือในช่วงยุคที่แอปพลิเคชั่น Youtube ยังไม่มาก็ว่าได้ แต่ถ้าเอาแค่พอรับชม-ฟังเพลงให้รู้เรื่อง มีอินเนอร์หน่อยๆ ก็ผ่านฉลุยครับ ยังสามารถรับชมได้ตามปกติเลยบนเว็บเบราเซอร์ (แต่ขยายเต็มหน้าจอเครื่องไม่ได้นะ!) ส่วนถ้าเป็น Netflix คอซีรีย์คงต้องทำใจหรือมองข้ามไปได้เลย เพราะไม่สามารถรับชมได้ไม่ว่าจะทางใด ทั้งแอปฯ หรือบนเว็บเบราเซอร์ถูกปิดกั้นหมด เนื่องจากต้องใช้การขออนุญาตจาก Google Widevine CDM นั่นเอง
    แอปพลิเคชั่นที่มีให้ใช้งานบน Huawei App Gallery
    ในส่วนของแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ที่ใช้ในไลฟ์สไตล์แต่ละวัน ซึ่งลองถามทีมงานรวมถึงตัวผมเองก็ลองคัดแอปฯ ที่ใช้งานบ่อยๆ นอกเหนือจากโซเชี่ยลอย่างเช่น Lineman, Grab, Sportify เท่าที่ลองสำรวจดูยังไม่มีให้ดาวน์โหลดบน App Gallery ครับ ส่วนแอปพลิเคชั่นในกลุ่ม Mobile Banking น่าจะเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีความพร้อมที่สุด มีเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันครบเกือบทุกธนาคารเลยล่ะ ส่วนรองลงคงเป็นแอปฯ กลุ่มแต่งรูป-ถ่ายรูป และกลุ่ม E-commerce พวก Lazada, Shopee, JD Central มากันครบเลย ส่วนแอปฯ ที่ใช้งานกันบ่อยๆ อย่างแอปฯ ฟังเพลงออนไลน์ก็มีให้ใช้งานเพียงสองแอปฯ เท่านั้นคือ Vidal และ JOOX Music 
    ในขณะที่แอปพลิเคชั่นผู้ให้บริการเครือข่ายทั้งสามค่ายใหญ่ ถึงแม้จะมีให้โหลดใช้งานครบทั้งหมด แต่พอดาวน์โหลดมาใช้งานจริงปรากฏว่ามีเพียงของ dtac เท่านั้นที่เปิดเข้าแอปพลิเคชั่นใช้งานได้ นอกนั้นจะขึ้นเตือน Google Mobile Service หมดเลย รวมถึงแอปพลิเคชั่นบางแอปฯ ที่มีให้โหลดใช้งาน แต่พอโหลดเสร็จแล้วและเปิดเข้าไปใช้งานก็จะโดนข้อความเด้งแจ้งเตือนเรื่อง GMS เหมือนกัน ตรงนี้อยากแนะนำให้ทาง Huawei เข้ามาคัดกรองและตรวจสอบให้กับผู้ใช้งานหน่อยจะดีมากๆ 
    สำหรับใครที่มองหาแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งเพื่อใช้แทน Youtube อยู่บน App Gallery ก็มีให้ตัวเลือกให้ใช้งานได้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่การเล่นสตรีมมิ่งวีดีโอและการแสดงผลจะถูก Fix ไว้ไม่สามารถเลือกปรับระดับความละเอียดและขนาดภาพได้เลย และเสียงที่เล่นออกมาก็ดรอปลงไปเล็กน้อยด้วย ส่วนการปรับแต่งเสียงบนเครื่อง Huawei P40 Pro ทางหัวเว่ยยังคงใส่โหมดปรับเสียง EQ อย่าง Huawei Histen Sound มาให้เลือกปรับเหมือนเดิม จากที่ลองปรับดูก็ช่วยเรื่องเสียงให้ดีขึ้นได้ระดับหนึ่ง และแนะนำให้ฟังผ่านหูฟังไร้สายจะดีกว่าลำโพงเสียงตัวเครื่องที่โทนเสียงออกโมโนมากๆ

    แอปพลิเคชั่นในหมวดหมู่การใช้งานต่างๆ ที่มีให้ดาวน์โหลดบน Huawei App Gallery ณ ตอนนี้ครับ ส่วนมากจะยังไม่ใช่แอปฯ ที่ได้รับความนิยมหรือเป็นแอปฯ ที่เราใช้งานกันบ่อยๆ บน Google Play Store 



    แล้วจะทำให้ Huawei P40 Pro กลับมาใช้งานให้เหมือนมี GMS ได้ไหม?
    พอเห็นแบบนี้แล้ว เชื่อเลยว่าคำถามที่หลายคนกำลังสงสัยขึ้นมาเมื่ออ่านมาถึงตรงก็คือ เราจะมีวิธีไหนที่ทำให้ Huawei P40 Pro สามารถกลับไปใช้แอปพลิเคชั่นที่เราคุ้นเคยกันได้มากกว่านี้? ซึ่งวิธีที่ว่านั้นก็มีอยู่จริงๆ กับหนทางที่จะทำให้ P40 Pro สามารถใช้งานแอปพลิเคชั่นได้มากกว่าที่มีอยู่ เพียงแต่อาจต้องแลกมากับความเสี่ยงต่อข้อมูลบนตัวเครื่อง และอาจต้องศึกษาขั้นตอนการทำด้วยในบางวิธี ส่วนตัวที่ทำงานด้าน Develop อยู่ด้วย ก็ขอบอกกันตรงๆ ว่า ส่วนตัวไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไรนัก แต่ถ้าใครคิดว่ายอมรับได้ก็เลื่อนต่อไปได้เลยครับ
    สำหรับแนวทางในการแก้ปัญหา (ชั่วคราว) สำหรับคนที่ยังติดบริการของ Google หรืออยากใช้แอปพลิเคชั่นบางตัวที่ไม่มีให้ดาวน์โหลดบน App Gallery ซึ่งเราสามารถนำข้อดีของระบบปฏิบัติการ Android กับความยืดหยุ่นและอิสระในการใช้งาน มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหานี้ได้ไม่ยากเลย ซึ่งผมมี 3 ทางเลือก ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งาน Huawei ด้วยกันมาแนะนำกันครับ
    • Third Party Store
    Android OS มีสโตร์แอปพลิเคชั่นนอกเหนือจาก Google Play Store ของ Google อยู่ด้วย ซึ่งมีมานานตั้งแต่สมัยที่ Google Play Store ยังไม่แข็งแรงแบบทุกวันนี้ ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีล้มหายตายจากไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงมีผู้ให้บริการ Android app Store แบบ Third Party รายใหญ่หลงเหลืออยู่เช่น APKPure, Aptroid หรือ APKMirror ซึ่งเราสามารถหาดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นที่ไม่มีให้โหลดบน Huawei App Gallery จากที่นี้ได้เลยครับ การติดตั้งก็จะมาในรูปแบบไฟล์ APK และอย่าลืมปลดล็อคอนุญาตการติดตั้งจากภายนอกบนเครื่องด้วย
    • GMS Install
    เป็นการติดตั้ง Google Mobile Service ผ่าน Host หรือไฟล์ APK ซึ่งใช้หลักการการจำลองเซิฟเวอร์ เพื่อเรียกตัวเซิฟเวอร์ของ Google ขึ้นมาอ้างอิงใช้งาน ทำให้สามารถใช้งานทุกอย่างได้เหมือนยามปกติ เพียงแต่วิธีนี้ไม่มั่นคง เนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่เจ้าของโฮลปิดตัวลงหรือบอทของ Google มาเจอเข้าก็จะถูกระงับสิทธิ์การใช้งาน GMS เหมือนเดิม และอาจต้องแลกกับเรื่องของความปลอดภัยต่อข้อมูลต่างๆ บนเครื่องด้วย ซึ่งทาง Google ได้ออกมาเตือนด้วยตัวเองด้วยว่า การลง GMS ด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรมข้อมูลสูงมาก เพราะเราไม่ทางรู้เลยว่านักพัฒนาฯ เขาจะแอบใส่อะไรมาเป็นของแถม เพื่อแลกกับความเหนื่อยของเขาหรือไม่? 
    • Huawei Mobile Service
    ทางเลือกสุดท้ายคือ การกลับไปใช้งาน HMS ตามเดิมที่ปลอดภัยหายห่วง เพราะทางหัวเว่ยออกแบบระบบ Huawei ID มาได้ดีมากๆ มีความความปลอดภัยสูง เพียงแต่เราต้องแลกกับการเปลี่ยนความเคยชินเดิมๆ ที่ผ่านมา จากการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นมาเป็นเบราเซอร์แทนเพื่อแลกกับการใช้งานบน Huawei P40 Pro 
    นวัตกรรมเทคโนโลยีเจ๋งๆ ที่มากับ Huawei P40 Pro
    ผ่านพ้นหัวข้อหลายคนสงสัยไปแล้วมาถึงเรื่องของความเจ๋งบน Huawei P40 Pro กันบ้าง ทางหัวเว่ยได้นำเทคโนโลยีดีๆ หลายตัวใส่มาให้บนตัวเครื่องด้วย เป้าหมายก็เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายต่อการใช้งานของเจ้าของเครื่องนั่นเอง โดยนอกจากจะมีกล้องที่ดีแล้ว ความเป็นหนึ่งในแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกของหัวเว่ยได้ถูกถ่ายทอดลงมาบน P40 Pro ด้วย ลองไปดูกันว่ามีของดีอะไรบ้างที่ทางหัวเว่ยใส่มาให้บน Huawei P40 Pro
    • WiFi 6 (ax) 
    มาตรฐานการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย WiFi ยุคใหม่ ที่เข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยี 5G ซึ่งทางหัวเว่ยได้นำมาใส่ให้ใช้งานกันบน P40 Pro แล้ว แต่ตอนนี้หลายคนอาจยังมองว่าไม่สำคัญเท่าไรนัก เพราะในไทยยังมีผู้ให้บริการ WiFi 6 ไม่ครอบคลุม แต่เชื่อเถอะครับว่าปีหน้าจะกลายเป็นมาตรฐานหลักบนอุปกรณ์ไอทีทุกอย่างแน่นอน 
    • CPU Kirin 990
    ชิปประมวลผลหลักบนตัวเครื่องที่นอกจากจะให้ประสิทธิภาพที่สูงพอๆ กับคู่แข่งแล้ว ชิปตัวนี้ยังถูกผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีการผลิต 7nm EUV ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ผลิตออกมาในตอนนี้ รวมทั้งยังใส่ชิปโมเด็ม 5G ที่รองรับการจับสัญญาณครบทุกคลื่นความถี่มาให้เป็นแบรนด์แรกในไทยด้วยนะครับ ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ ต้องรอการอัปเดทซอฟต์แวร์ แถมพออัปแล้วจับได้เฉพาะคลื่นอีกด้วยนะ! แบบนี้จะไม่ให้ขิงก็คงไม่ได้
    • ระบบระบายความร้อน Super COOL
    ระบบระบายความร้อนบนตัวเครื่อง Huawei Super COOL ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในทุกๆ โมเดลมือถือของหัวเว่ยที่เปิดตัว และแน่นอนว่าบน P40 Pro ก็เป็นเจเนอเรชั่นใหม่ที่มีคุณสมบัติถ่ายเทความร้อนของตัวเครื่องผ่านระบบของเหลว Super COOL ดีขึ้นจากรุ่นก่อนสองเท่าเลย ลองใช้จริงก็รู้สึกได้ว่าตัวเครื่องร้อนช้าลงเมื่อเปิดใช้กล้องนานๆ 
    • ระบบชาร์จเร็วแบบครบลูป
    Huawei P40 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,200 mAh ซึ่งเป็นระดับพื้นฐานของสมาร์ทโฟน Flagship ในยุคนี้ และจากการใช้งานจริงขอยืนยันอีกเสียงว่า "แบตอึด" พอสมควรเลยครับ ระบบบริหารจัดการพลังงานของ AI ดีจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อต่องการชาร์จพลังงานกลับ Huawei P40 Pro ก็มาพร้อมระบบชาร์จเร็วแบบครบลูป 3 ทางเลยนะ ประกอบด้วย
    • Huawei Super Charge 40W : ชาร์จเร็วผ่านสายชาร์จและอแดปเตอร์
    • Huawei Super Charge wireless 27W : ชาร์จเร็วผ่านที่ชาร์จไร้สาย (แท่นชาร์จต้องรองรับชาร์จเร็วด้วย)
    • Huawei Super Charge wireless Car Charge 27W : ชาร์จเร็วผ่านที่ชาร์จไร้สายในรถยนต์
    กล้องถ่ายรูป Ultra Vision Leica Quad camera 50MP
    กล้องถ่ายรูปน่าจะเป็นจุดเด่นสำคัญและจุดพอยต์หลักที่ดึงดูด และทำให้หลายคนไม่สามารถละสายตาไปจาก Huawei P40 Pro ได้ ถึงแม้จะมีข้อจำกัดด้าน Google ก็ตาม ซึ่งครั้งนี้ทางหัวเว่ยใช้ชื่อกล้องตัวใหม่นี้ว่า Ultra Vision Leica Quad camera ที่ยังคงใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ RYYB ขนาด 1/1.28 นิ้ว พร้อมกับพิกเซลขนาดใหญ่พิเศษ 2.44 nm ผนวกการทำงานเข้ากับระบบออโต้โฟกัส Octa PD บนกล้องหลักความละเอียด 50MP (f/1.9) 
    ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์กล้องอีก 3 ตัวประกอบด้วย กล้อง Cine หรือกล้องมุมกว้างความละเอียด 40MP (f/1.8, OIS), กล้อง Periscope Super Sensing (Telephoto) ความละเอียด 12MP (f/3.4, OIS) และกล้อง 3D Depth Vision ส่วนผลงานหลังกล้องจะเป็นอย่างไรไปพิสูจน์กันได้จากภาพตัวอย่างด้านล่างเลยครับ
    หน้าเมนูกล้องถ่ายรูป

    โหมดการถ่ายภาพเพิ่มเติม

    ภาพตัวอย่างจากกล้อง Huawei P40 Pro
     
     
    Huawei Super Sensing Zoom 50x
    ระยะภาพปกติ 1x
    ระยะภาพซูม 5x (Optical)
    ระยะภาพซูม 10x (Hybrid)
    ระยะภาพซูม 30x (Digital)
    ระยะภาพซูมสุด Huawei Super Sensing 50x (Digital)
    ภาพตัวอย่างจากกล้องหน้าคู่ 32 MP + Depth IR
    สรุป
    เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเรื่องราวของ Huawei P40 Pro ที่นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์การใช้งานจริง ซึ่งไม่ว่าตัวเครื่องสเปกดีแค่ไหน กล้องถ่ายสมจริงคมชัดแค่ไหน สุดท้ายการตัดสินใจทั้งหมดก็คงอยู่ที่ตัวคุณเองเท่านั้น ลองพิจารณาจากสไตล์การใช้งานของตัวเราแล้วเลือกดูครับ เพราะถ้าหากเราฝืนที่จะซื้อมาใช้งานพอใช้ไม่ได้ก็ไม่มีความสุข เสียเงิน เสียเวลา และอาจเสียความรู้สึกไปถึงตัวแบรนด์ด้วยก็ได้ เลยอยากแนะนำข้อคิดสักประโยคใช้ประกอบการตัดสินใจของทุกคนกันดูครับว่า เราจะยอมลดความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันลง เพื่อให้ได้มาซึ่งโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องดีเยี่ยม อัดเทคโนโลยีมาให้แน่น ทั้งๆ ที่ราคาก็สูงหรือไม่? ก็ฝากปิดท้ายกันไว้ครับ!
    การวางจำหน่าย
    สำหรับใครที่สนใจ Huawei P40 Pro 5G ตอนนี้ทางหัวเว่ยก็เปิดวางจำหน่ายครบทุกช่องทางแล้ว ทั้งหน้าร้าน, Huawei Brand shop, ผู้ให้บริการเครือข่ายทั้งสามราย และช่องทางออนไลน์ Lazada, AIS Shop, JD Central ในราคาเครื่องเปล่า 31,990 บาท มีสีตัวเครื่องให้เลือก 3 สี คือ สีทอง Blush Gold, สีน้ำเงิน-ดำ Deep Blue sea และสีเงิน Silver frost 

    แท็กที่เกี่ยวข้อง :

    • วินระพี นาคสวัสดิ์
    • วินระพี นาคสวัสดิ์
      MOBILE GURU Thailand

    รีวิวโทรศัพท์มือถือล่าสุด