• รถยนต์ใหม่
  • รถยนต์ใหม่
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • รีวิว โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ Caravan Trip กรุงเทพฯ-อิตาลี : สเตจ 2 ตุนหวง - ทาชเคนต์

    28 พ.ค. 64 35,053
    โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ Caravan Trip กรุงเทพฯ-อิตาลี : สเตจ 2 ตุนหวง - ทาชเคนต์
    ทีมงานเช็คราคา.คอม ได้รับเชิญร่วมทริปประวัติศาสตร์หน้าใหม่ " โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน ทริป ... บทพิสูจน์จริงระดับโลก"  กรุงเทพ-อิตาลี ช่วงที่ 2 ด้วยรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ 10 คัน แบ่งเป็น รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ 6 คัน สมาร์ทแค็บ 2 คัน ฟอร์จูนเนอร์ 1 คัน และ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ 4X4 เป็นรถเซอร์วิส 1 คัน โดยเริ่มนับการเดินทางจากลานจอดรถโรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 พร้อมบุกตะลุยผ่าน 2 ทวีป 17 ประเทศ รวมระยะทางกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 5 ช่วง 
    1. กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย - เมืองตุนหวง ประเทศจีน ระยะทางกว่า 4,970 กิโลเมตร
    2. เมืองตุนหวง ประเทศจีน - เมืองทาชเคนต์ ประเทศอุซเบกิสถาน ระยะทางกว่า 3,140 กิโลเมตร (ทีมงานเช็คราคา.คอม ร่วมเดินทาง)
    3. เมืองทัชเค้นท์ ประเทศอุซเบกิสถาน - เมืองเตหะราน ประเทศอิหร่าน ระยะทางกว่า 3,990 กิโลเมตร
    4. เมืองเตหะราน ประเทศอิหร่าน - เมืองอีสตันบูล ประเทศตุรกี ระยะทางกว่า 3,710 กิโลเมตร
    5. เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี - เมืองเวนิส ประเทศอิตาลีระยะทางกว่า 3,440 กิโลเมตรทะเลสาบพระจันทร์เสี้ยวที่หมิงซาซาน
    สเตจ 2 วันที่ 1 ตุนหวง -  ทะเลสาบพระจันทร์เสี้ยว - ขับรีโว่ ลุยทะเลทราย
    สมาชิกกลุ่ม 2 เดินทางมาถึงสนามบินเมืองตุนหวงในช่วงสาย หลังรวมเวลาบินมาราธอน 10 กว่าชั่วโมง เพราะสภาพอากาศแปรปรวน  ทำให้ระหว่างทางเครื่องบินต้องลงจอดฉุกเฉินก่อนถึงปักกิ่งที่ไปเปลียนเครื่อง แต่เมื่อถึงตุนหวงเราก็มีทีมงานรอรับแล้วพาขึ้นรถบัสเพื่อไปพักรอรับรถจากกลุ่ม 1 ที่เดินทางขับจากเมืองไทยต่อ ระหว่างนั้นก็ประเดิมมื้อแรกในประเทศจีน ต่อด้วยแวะชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของเมืองแห่งโอเอซิส ตุนหวง ซึ่งเดิมเป็นเมืองยุทธศาสตร์บนทางสายไหม ช่วงเย็นมีการขับทดสอบรีโว่แบบพิเศษในทะเลทรายที่เป็นแห่งท่องเที่ยวคล้ายมุยเน่ในเวียดนาม นับเป็นการทดสอบสมรรถนะระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ของไฮลักซ์ รีโว่ไปด้วยก่อนที่วันรุ่งขึ้นคือ การเดินทางไปที่เมืองฮามี่

    ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน กับบทพิสูจน์จริง กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

    ถ้ำม่อเกาคู หรือเชียนฝอต้ง (แปลว่าถ้ำพระพุทธรูปพันธ์องค์) เป็นแหล่งพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่สุดของจีน
    และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก
    วันที่ 2 ตุนหวง - ฮามี่ 420 กม. สู่ช่วงกลางวันที่ยาวนาน
    ก่อนออกเดินทางขบวนฯ แวะชม ถ้ำม่อเกาคู หรือ เชียนฝอต้ง (แปลว่า ถ้ำพระพุทธรูปพันธ์องค์) เป็นแหล่งพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่สุดของจีน อีกทั้งยังเป็นมรดกโลกด้วย จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองฮามี่หรือโอเอซิสแห่งคูมุล อันเป็นเมืองหลวงเก่าและเป็นหน้าด่านของมณฑลซินเกียง ทัศนียภาพสองข้างทางส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายกว้างไกล และมีลมทะเลทรายพัดเข้าข้างเป็นระยะ แต่ช่วงล่างที่ดีของ ไฮลักซ์ รีโว่ ทำให้ควบคุมง่าย และขับด้วยความมั่นใจไปตลอดเส้นทาง เรามาถึงเมืองฮามี่ราวทุ่ม น่าแปลกใจที่ยังสว่างและแดดแรง (เวลาเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชม.) ระยะทางจริงวันนี้วิ่งรวม 490 กม. ไฮลักซ์ รีโว่ ทุกคันยังตอบสนองการขับทางไกลต่อเนื่องได้สบายๆ เมื่อถึงที่พัก สมาชิกบางส่วนนั่งสนทนาหน้าโรงแรมกันถึง 3 ทุ่ม บรรยากาศก็ยังสว่างด้วยแสงอาทิตย์อยู่นับว่าเป็นกลางวันที่ยาวนานจริงๆ






    วันที่ 3 ฮามี่ - ทูลู่ฟาน 410 กม. การเผชิญ 50 องศาเซลเซียส ครั้งแรกในชีวิต
    ขบวนฯ เดินทางสู่ ทูลู่ฟาน เมืองโอเอซิสอีกแห่งบนทางสายไหม เป็นเมืองที่ต่ำสุด ร้อน-แห้งสุด และลมแรงสุดในเขตซินเกียง ระหว่างทางขบวนฯ ได้เจอกับสภาพอากาศที่แตกต่าง ทั้งร้อนจัดและลมแรง จึงต้องเน้นขับประคองรถให้อยู่ในเลนเกือบตลอด โชคดีที่ รีโว่ มีช่วงล่างและตัวถังแข็งแกร่งจึงช่วยให้ไม่ต้องกังวลมาก เมื่อถึงเมืองทูลู่ฟาน เราได้โอกาสลิ้มรสอาหารท้องถิ่น นับว่าอร่อยกว่าของโรงแรมพอควร แตที่เป้นเรื่องแปลกใหม่คือ อุณหภูมิของเมืองนี้สูงมากจนแตะระดับ 50 องศา เซลเซียส ให้เห็นจากจอข้อมูลภายในรถ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าอยู่กันได้อย่างไร เราห่วงไม่น้อยว่า ไฮลักซ์ รีโว่ จะมีปัญหากับความร้อนขนาดนี้ไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ จากนั้นช่วงบ่ายขบวนฯ แวะชมบ่อน้ำคันเอ๋อจิ่ง ระบบชลประทานในอดีตที่ใช้ภูมิปัญญาคนสมัยนั้น มีความยาวกว่า 5,000 กม. ซึ่งยกให้เป็นงานก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน และเรื่องแปลกก่อนนอนก็คือ สามทุ่มที่เมืองนี้พระอาทิตย์ยังส่องสว่างอยู่เลย



    วันที่ 4 ทูลู่ฟาน - คูเชอ 620 กม. ผ่าเขาเทียนซาน ตรงไปนอนเมืองใหม่ส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม
    ขบวนคาราวาน ไฮลักซ์ รีโว่ ออกเดินทางเช้ากับสภาพอากาศร้อน 38 องศาเซลเซียส บนไฮเวย์มีลมกรรโชกแรง ทำให้การขับวันนี้ต้องระวังมากกว่าเดิม วันนี้ทีมฯปรับแผนการเดินทางใหม่จากเดิมที่ต้องไปตัวเมืองอัคซูที่อยู่ห่างออกไปกว่า 900 กิโลเมตร เปลี่ยนเป็นไปพักเมืองคูเชอ ที่ไม่ได้อยูนแพลนและไม่มีใครรู้จัก จริงๆ ทุกเมืองที่เราผ่านมาก็ล้วนเป็นประสบการณ์ใหม่ครั้งแรกเหมือนกัน เมืองนี้อยู่ห่างออกไป 600 กว่ากิโลเมตร ช่วยให้เฉลี่ยการเดินทางมีความพอดีมากขึ้นในวันถัดไป เส้นทางช่วงนี้ต่างจากที่ผ่านมา ต้องขับผ่านเขาเทียนซานซึ่งสวยงามแปลกตาเพราะรอบด้านเป็นภูเขาหิน ผ่านไปสักระยะก็เป็นทะเลทราย ทำให้ช่วงบ่ายหลายคนออกอาการง่วง ขบวนฯ จึงแวะพักเบรกจิบกาแฟ เอาผ้าเย็นลูบหน้ากันบ่อยขึ้น ในที่สุดเรามาถึงเมืองคูเชอตอนหกโมงเย็นตามเวลา รถในขบวนฯ ขับดีไร้ปัญหาทุกคัน สภาพเส้นทางเข้าตัวเมืองแห้งแล้งดูเป็นเมืองใหม่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสหกรรม แต่ภายในตัวเมืองมีโรงแรมดีอยู่พอควร เช่น คูเชอ แกรนด์ ที่เราพัก จัดว่าระดับ 3-4 ดาว ส่วนหนึ่งคงไว้รองรับนักธุรกิจที่มาลงทุนหรือคุยงานกัน เราออกมาเดินช่วงเย็นรอบๆ โรงแรมผู้คนดูเป็นมิตร แต่ถนนหนทางและสภาพแวดล้อมชวนให้เดินกลับไปพักผ่อนในโรงแรมน่าจะดีที่สุด อีกอย่างห้องพักก็นับว่าดีใช้ได้เลย
    วันที่ 5-6 คูเชอ - คัชการ์ 700 กม. สู่เมืองชาวอุยกูร์ เสน่ห์แห่งเมืองเก่า
    ขบวนฯ ออกเดินทางแต่เช้าเพื่อรักษาเวลาให้ได้มากทีุ่สด เส้นทางยังเป็นทางตรงยาวผ่านทะเลทราย เราแวะพักรับประทานอาหารกลางวันที่เมืองอัคซู ระหว่างทางเจอเรื่องน่าตื่นเต้นเพราะมีด่านตรวจเอกสารก่อนเข้าเมือง แต่ก็ผ่านไปด้วยดี ช่วงบ่ายการเดินทางยังคงขับฝ่าลมแรงอยู่ตลอด เมื่อถึงปั้มน้ำมัน ด้านหน้ามีการตั้งกรวยไม่ให้ผ่านเพื่อบังคับเข้าปั้มให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตรา ซึ่งก็ทำให้เสียเวลาไปบ้าง เราถึงเมืองคัชการ์ตอน 19.00 น. ตามเวลาปักกิ่ง นับว่าทำเวลาได้ดีเกินคาด ส่วนเวลาท้องถิ่นคัชการ์ ช้ากว่าปักกิ่ง 2 ชม. ในช่วงดึกสมาชิกบางคนได้ออกเดินสำรวจเมืองในระยะใกล้โรงแรม พบว่ามีตำรวจกับทหารคอยเฝ้าระวังและตรวจตราอยู่หลายจุด และอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดอยู่ตลอด ทราบว่าเมืองนี้เป็นพื้นที่เฝ้าระวังทางการทหารเพราะคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวจีน
    เรามีเวลา 2 วันที่เมืองนี้ทำให้ไม่ต้องรับแพคกระเป๋าเหมือนทุกเช้า เหตุผลก็เพราะต้องพักรถเซอร์วิสตรวจเช็คซ่อมบำรุงหลังขับกันมาหลายพันกิโลเมตร เส้นทางและสภาพอากาศก็จัดว่าร้อนระอุตลอด รถได้พักซ่อมบำรุง คนก็เช่นกันหลังขับรถทางไกลทุกวันพักแค่นอนแล้วตื่นมาขับต่อ ก็ถือโอกาสเดินพักผ่อนกันหน่อย สมาชิกฯ แยกย้านท่องเมืองคัชการ์ในหลากหลายมุมเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย ตกเย็นหลังทานอาหารที่โรงแรมก็พอมีเวลาเดินดูวิถึชีวิตคนเมืองนี้ยามค่ำ นับว่าน่าสนใจและแตกต่างจากเมืองที่ผ่านมา ภารกิจวันรุ่งขึ้นนับเป็นความตื่นเต้นเพราะเป็นการขับรถข้ามพรมแดนระหว่างประเทศครั้งแรกของกลุ่มนี้เพื่อต่อไปยังประเทศคีร์กีซสถาน !
    .
    วันที่ 7 คัชการ์ - ซารี แทช 310 กม. ข้ามแดนสู่ความหนาวเย็น พร้อมนอนโฮมสเตย์หมู่บ้าน
    เราเดินทางไปชายแดน จีน - คีร์กีซสถานแต่เช้า เพื่อให้เวลากับขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งไม่ง่ายเหมือนการบินข้ามประเทศ โดยเฉพาะการขับรถผ่านในจุดที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นเป็นขบวนฯ ของคนไทยซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับทั้ง 2 ประเทศตรงนั้นเลย จึงต้องใช้เวลามากพอควร การเผชิญกับคำถามจากทหารตรงชายแดนไม่ใช่เรื่องน่าสบายใจเท่าไหร่ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนจากอากาศที่เรี่มเย็นลง ภาพด้านหน้าค่อยๆ เปลี่ยนจากที่มักเป็นภูเขาหิน เริ่มมีต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวมากขึ้น พอข้ามมาแล้วเราเห็นแนวเขาไกลๆ ยังโดนหิมะปกคลุมอยู่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของซารี แทชอยู่เหนือระดับน้ำทะเลราว 3 พันกว่าฟุต ภาพแรกคีย์กีซสถานนับเป็นธรรมชาติที่สงบ ดูเรียบง่าย และมีสเน่ห์ดึงดูดอย่างแปลกประหลาด ขบวนโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ขับกันแบบไม่สนความเร็วเพราะโดดดึงดูดด้วยความสวยงามและความเย็นของอากาศ เหมือนเข้าสู่อีกโลก โดยได้แวะถ่ายรูปและออกไปสัมผัสบรรยากาศสักพัก ก่อนเคลื่อนขบวนฯเข้าหมู่บ้านข้างหน้าเพื่อพักกันที่โฮมสเตย์ นอกเหนือไปจากธรรมชาติ และทิวทัศน์ที่เหมือนฟ้าต่ำของที่นี่ เรายังพบว่าในบ้านพักไม่มีทีวี สัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต น้ำประปา ใช้การตักน้ำมาลงถังให้ หลายคนอาศัยผ้าเปียกเช็ดตัวกันไป ไม่ก็ไม้อาบเพราะอากาศเย็นมาก ห้องน้ำสำหรับบรรเทาทุกข์ อยู่แยกออกไปจากบ้าน บนเนินหญ้าด้านหลัง ใครอยากเข้าตอนดึกก็ต้องมีไฟไปและอาศัยความกล้าด้วย แน่นอนว่าระบบส้วมยังไม่ต่างจากทางฝั่งจีนคือ เป็นส้วมหลุมทิ้งลงด้านล่าง ทำให้เรากลับมาใช้ชีวิตเหมือนในยุคเก่า มีโอกาสนั่งล้อมวงกินข้าว พูดคุยพร้อมหน้าแบบไม่แตะสมาร์ทโฟนกันเลย  ในช่วงดึกอุณหภูมิภายนอกลดลงมาจนแตะ 1 องศา หลายคนออกมาสัมผัสความเย็นที่ต่างกันสุดขั้วกับช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เรานอนกันแบบแง้มหน้าต่างไว้นิด เป็นค่ำคืนที่หลับได้อย่างมีความสุขและไม่เหมือนครั้งไหนในชีวิตเพราะเป็นห้องนอนรวม ชาร์จพลังก่อนขับรีโว่มุ่งสู่เมืองออชต่อ
    วันที่ 8  ซารี แทช - ออช 200 กม. จากสวรรค์บนดินลงสู่เมืองหน้าด่านอีกครั้ง
    ขบวนคาราวานฯ มีเวลาในซารี แทช เพียงแค่ค่ำคืนเดียวน่าเสียดายจริงๆ เพราะเป็นพื้นที่สวยงามและควรใช้ชีวิตอยู่สักพัก ทำให้ต้องอำลาซารี่ แทชไปอย่างอาลัย เพื่อมุ่งหน้าไปเมืองออช หน้าด่านที่จะต่อไปยังประเทศอุสเบกีซสถาน อย่างไรก็ตามช่วงสายที่ขับออกมาจากหมู่บ้านเราก็ได้ขับไฮลักซ์ รีโว่ ไปหาโลเคชั่นสวยๆ บันทึกภาพกันก่อน หลังจากนั้นก็เป็นการขับลงเขา ซึ่งนั่นหมายถึง ซารี แทช อยู่สูงกว่าพื้นราบทั่วไปจริงๆ ถนนแบบลาดยางสวนเลน มีไม้ปักบอกขอบถนนเป็นระยะ ไว้รองรับช่วงหิมะตก แต่รถวิ่งกันน้อยมาก ส่วนบรรยากาศสองข้างทางเป็นภูเขาทับซ้อนกัน เห็นกระโจมที่พักหรือที่เรียกว่าโยค เป็นระยะ น่าสนใจใช้บริการไม่น้อยถ้ามากันแบบแอดเวนเจอร์ อากาศที่หนาวเย็น ฝนตกพรำๆ เริ่มอุ่นขึ้นตามระดับความสูงที่ลดลง ขบวนฯ ไฮลักซ์ รีโว่ เพิ่งมาเจอเส้นทางลื่นเปียกก็วันนี้ แม้เป็นทางลงเขาก็ขับได้อย่างมั่นใจ จนมาถึงทางราบและเข้าสู่เมืองออช บรรยากาศเมืองช่างต่างกับที่ผ่านมาจริงๆ ดูเงียบเหงาเพราะเป็นช่วงถือศีลอด อาหารช่วงกลางวันหาทานยาก ยังดีมีโรงแรมเปิดให้บริการ หลังเข้าพักเช็คอินโรงแรมเรียบร้อย สมาชิกก็อาศัยเหมาะรถบัสออกไปชมเมือง มัสยิด และตลาดนัด ดูวิถีชีวิตที่แตกต่าง  
    วันที่ 9 ออช - ทาชเคนต์ 420 กม. ขับมาราธอนกว่า 11 ชั่วโมง ! ตาสว่างกว่า 21 ชั่วโมง
    ขบวนฯ เริ่มเคลื่อนเดินทาเตรียมข้ามชายแดนสู่ประเทศอุซเบกิสถาน เป้าหมายอยู่ที่ เมืองหลวงทาชเคนต์ ปลายทางของกลุ่ม 2 จากที่พักถึงชายแดนห่างกันแค่ 8 กม. แต่ขั้นตอนจุดนี้คือ ไฮไลท์ของกลุ่ม 2 จริงๆ กว่าประตูจะเปิด และรอเวลาตรวจสอบรายคน อย่างที่บอกเมื่อตอนข้ามจากจีน ว่าการข้ามแดนทางถนนระหวาง 2 ประเทศที่บอบบาง และไม่ใช่คนบ้านเขาทั้งสองฝั่ง ลำบากมาก แม้ทีมผู้จัดอย่าง ทรานส์เอเชีย ที่มากด้วยประสบการณ์และเคยผ่านรูทนี้มาแล้วก็ยังต้องติดขัดล่าช้า เอกสารทางการฑูตที่นำมาก็ดูจะช่วยไม่ได้มากเท่าไหร่ เรามาถึงหน้าด่านตั้งแต่ 9 โมงเช้าใช้เวลารอประตูเปิดก็เกือบเที่ยง 
    ขั้นตอนการตรวจนั้นเข้มข้นมาก แม้กระทั้งแลปท็อป กล้อง สมาร์ทโฟนก็ต้องให้เปิดตรวจดูภาพที่ถ่ายมา ชุดแรกที่ผ่านข้ามเข้าฝั่งอุซเบกิสถานไปได้ มีแค่ 8 คน รวมผู้เขียน ส่วนทีมที่เหลือและตัวรถเจอการตรวจสอบต่อเนื่อง สแกนกันทั้งคัน ละเอียดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ผู้เขียนกับเพื่อนอีก 7 คน เดินออกไปรอที่ร้านอาหารใกล้ด่าน พร้อมสั่งอาหารประทังความหิวกัน เพราะล่วงเข้าบ่ายสองแล้ว แน่นอนว่าเราสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ภาษาอังกฤษใช้ไม่ได้กับคนท้องถิ่นแถวนี้ ไกด์ท้องถิ่นก็ยังคอยแก้สถานการณ์ให้กับคนที่เหลืออยู่ในด่าน ก็อาศัยภาษามือนี่ล่ะ เอาตัวรอดได้อาหารครบคน ค่าอาหารดูแพงกว่าความเป็นจริง จ่ายเป็นยูเอสดอลล่าร์ หลังอิ่มครบก็ได้แต่นอนรถ เราไม่มีทางรู้เลยว่าพวกที่เหลือจะได้ผ่านออกมากี่โมง หรือไม่ได้ผ่าน !  6 โมงครึ่งใจคอที่รอกันเริ่มไม่ดี รู้แต่พระอาทิตย์สว่างนานก็ยังเป็นเรื่องดี แต่ไม่นานก็มีสัญญานจากฝั่งโน้น รถคันแรกโผล่หัวออกมาให้เห็น เหมือนด่านใกล้ปิดรถและคนที่เหลือทยอยผ่านกันออกมาได้หมด นับเป็นประสบการณ์ที่ต้องจดจำ แต่ต่อจากข้ามแดนมาได้ก็มีโจทย์ใหม่ เราต้องไปหาที่พักทานอาหารเย็นและเติมน้ำมัน 
    รถทุกคัน สมาชิกทุกคนถึงร้านอาหารก็ทุ่มกว่านับเวลาตั้งแต่เช้ามาก็เกือบ 10 ชั่วโมง เรายังเหลือระยะทางให้ขับกันต่ออีกกว่า 400 กม. สู่ทาชเคนต์ หลังทานอาหาร ขับไปเติมน้ำมันเสร็จสรรพก็ปาไปสามทุ่มกว่า การเดินทางแบบทรหดเพิ่งเริ่ม เส้นทางไม่เหมือนฝั่งประเทศจีนที่ทำความเร็วและขับสบาย การขับรถของคนท้องถื่นก็เป็นอุปสรรคด้วย ช้า ปาดหน้า มีซ่อมถนน ด่านตรวจ โดยเฉพาะด่านเยอะมากต้องจอดทุกด่าน และเจอด่านที่เข้มงวดมากช่วงตีสอง เพราะใกล้พรมแดนทาจิกิสถาน เราโดนบังคับให้ลงจากรถ รายงานตัวพร้อมพาสสปอร์ตรายคน ตลอดเส้นทางต้องสู่กับความเหนื่อยและง่วง ทั้งผ้าเย็น ยานวด ประเคนใช้กันตลอด กว่าขบวนฯ จะถึงโรงแรมเรดิสัน บลู ในทาชเค้นต์ก็เกือบตี 5 ตามเวลาท้องถิ่น  11 ชั่วโมงของการขับสู่จุดหมายสุดท้าย เวลาที่วางไว้ปรับใหม่หมด เราใช้เวลากับการข้ามแดนจนจบภารกิจโดยไม่ได้นอนไป 21 ชั่วโมง หลังจบภารกิจที่เลี่ยงไม่ได้ยังรอต่ออีกคือ ตื่นเช้าไปทัวร์เมือง เลือกอยู่โรงแรมก็ไม่ได้เพราะต้องเช็คอินและไปสนามบินเลย 
     
    .
    วันที่ 10 ทัวร์ทาชเคนต์ - เมืองสวย กลิ่นไอรัสเซียเก่า
    วันสุดท้ายของการเดินทางอันยาวนานกว่า 10 วัน สมาชิกขบวนฯ บางส่วนต้องเดินทางกลับ โดยออกจากโรงแรมกันในช่วง 11.00 น. เพื่อแวะทานอาหารท้องถิ่นในช่วงเที่ยง และใช้เวลาครึ่งวันบ่ายในการนั่งรถบัสชมเมือง ซึ่งสวยงามมากจนอยากใช้เวลาอยู่ต่อในเมืองอีกวันจริงๆ บรรยากาศภายในทาชเคนต์ดูสวย สงบ แปลกตาด้วยอาคารและสิ่งปลูกสร้างจากยุครัสเซีย โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมสตาลิน เมื่อได้เวลาอันสมควรสมาชิกกลุ่ม 2 ก็ได้เวลาอำลาทาชเคนต์และทริป ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน ไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับเมืองไทยของเรา จะว่าไปเราได้พักกันจริงๆ ก็คือ บนเครื่อง ปิดภารกิจกันโดยสวัสดิภาพสำหรับกลุ่ม 2 รถและคนจบทุกคันครบทุกคน

    การเดินทางพิสูจน์สมรรถนะจริงของรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ครั้งนี้ นับเป็น ทริปประวัติศาสตร์ระดับโลก ที่มีคาราวานทริปเดินทางจาก กรุงเทพ ข้าม 2 ทวีป 17 ประเทศ ไปสิ้นสุดที่กรุงเวนิส ประเทศอิตาลี ทั้งหมดเป็นความตั้งใจของโตโยต้าที่ต้องการให้ลูกค้าเชื่อมั่นในความสมบูรณ์แบบของผลิตภัณฑ์ ซึ่งตอบสนองการใช้งานได้อย่างกว้างขวาง

    *ขอขอบคุณ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด สำหรับการเชิญร่วมทริปครั้งนี้ 
    • ชลัคร ช่วยชู
    • ชลัคร ช่วยชู
      Car GURU Thailand

    รีวิวล่าสุดอื่นๆ

    สนใจทดลองขับ