บัญชี :
Advertorial : บัญชีเงินฝาก

หมดเวลาแล้วกับการซื้อประกันแบบงงๆ . . ประกัน "สุขภาพ", "ประกันแบบสะสมทรัพย์" และ "บำนาญ" เลือกยังไงให้ตอบโจทย์เราทั้ง "ภาษี" และ "ความคุ้มครอง"

โดย : ชัช อนุวัตรอุดม
วันที่อัพเดทล่าสุด : 13 ธ.ค. 61
เข้าดูทั้งหมด: 12,698 คน

หมดเวลาแล้วกับการซื้อประกันแบบงงๆ เลือกยังไงให้ตอบโจทย์เราทั้ง "ภาษี" และ "ความคุ้มครอง" 

ปัจจุบัน สินค้าประกันในเมืองไทยเราเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ หลายคนก็งงๆ รู้แค่ว่าประกันซื้อแล้วได้ความคุ้มครองมาบ้าง ได้ลดหย่อนภาษีมาบ้าง แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจ และเลือกซื้อประกันพวกนี้ได้ตรงตามความต้องการ และคุ้มเงินที่เสียไป ประกันที่เราเจอกันบ่อยๆ ก็มีทั้งประกันคุ้มครองชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันบำนาญ และประกันแบบสะสมทรัพย์ วันนี้ เรามาดูกันครับว่า ถ้าเราไม่เน้นประกันคุ้มครองชีวิตมาก แต่อยากให้ดูแลเรื่องสุขภาพ เป็นเงินออมระยะยาว และได้ประโยชน์ภาษีด้วย ระหว่างประกัน 3 ตัวนี้ คือประกันสุขภาพ บำนาญ และสะสมทรัพย์ ตัวไหนจะเหมาะกับเรา 

คำถามแรก:  ใครควรซื้อประกันพวกนี้บ้าง ?

ตอบแบบง่ายๆ เลย ใครที่ไม่ได้สนใจ 3 เรื่องต่อไปนี้ ก็ไม่ต้องซื้อประกันพวกนี้เลยนะครับ 
1. คนที่อยากบริหารความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาพยาบาล 
ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ ถ้าเราต้องการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับสุขภาพ (เช่น ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ หรืออายุเริ่มเยอะ) แล้วถ้าเกิดปัญหาสุขภาพ ล้มป่วย ไม่สามารถทำงานได้ เราจะอยากได้เงินมาช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาล 
2. คนที่อยากมีเงินออมในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เงินฝาก 
หากเราอยากหาที่เก็บเงินแล้วได้ผลประโยชน์ในระดับหนึ่ง และไม่อยากฝากในรูปเงินฝาก หรือซื้อตราสารหนี้ หรือตราสารทุนต่างๆ เราควรหันมามองประกันประเภทสะสมทรัพย์ครับ
3. คนที่อยากลดภาษีบุคคลธรรมดาที่ต้องเสียแต่ละปี 
หากเรามีรายได้ในระดับหนึ่งที่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาตอนสิ้นปี และอยากได้ประกันเป็นตัวช่วยในการลดจำนวนภาษีที่ต้องเสีย ประกันทั้ง 3 ประเภทคือ ประกันสุขภาพ ประกันแบบสะสมทรัพย์ และประกันบำนาญ (รวมถึงประกันชีวิตทั่วไปที่คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป) จะตอบโจทย์เราได้ครับ ส่วนคำถามว่าต้องมีรายได้เท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษี และใช้ประโยชน์จากประกันพวกนี้ได้ หลักการก็คือถ้าเป็นคนโสด รายได้ต่อเดือนต้องอย่างน้อยประมาณ 27,000 บาทครับ ถึงจะเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี และคุ้มที่จะซื้อประกันพวกนี้

คำถามสอง: แล้วประกันสุขภาพ สะสมทรัพย์ หรือบำนาญซื้อตัวไหนดี ?

คำถามต่อมาคือ ถ้าเรามีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง เราควรจะซื้อประกันตัวไหนดี คำตอบตายตัวคงไม่มีครับ แต่กว้างๆ ก็น่าจะเป็นแบบว่า เราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเป็นหลัก (เช่น ออมเงิน หรือความคุ้มครอง) เราเป็นเสาหลักของครอบครัวไหม (ถ้าไม่มีเรา ครอบครัวอาจไม่มีรายได้) อาชีพ หรือ Lifestyle เรามีความเสี่ยงไหม (ถ้าเสี่ยง ควรเน้นประกันสุขภาพ) เราจ่ายเบี้ยประกันในแต่ละปีได้เยอะแค่ไหน หรือแต่ละปีเราเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเยอะแค่ไหน (เช่น ถ้าเยอะ ก็ซื้อประกันได้หลายประเภท และหลายกรมธรรม์) ตารางข้างล่างนี้น่าจะเป็น Guideline ช่วยตอบคำถามเบื้องต้นได้ครับ 
  ประกันสุขภาพ
(Health Insurance) 
ประกันแบบสะสมทรัพย์
(Endowment Insurance)
ประกันบำนาญ
(Annuity Insurance) 
เหมาะกับใคร 
  • คนที่ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาล หรือมี แต่อาจไม่พอกับความต้องการ
  • คนที่เริ่มมีอายุแตะเลข 40
  • คนที่หน้าที่การงานมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ (ซึ่งอาจจะต้องเสียเบี้ยประกันเพิ่ม)
  • คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์อยากลดหย่อนภาษี
  • คนที่อยากโดนบังคับให้ต้องออมเงิน
  • คนที่ต้องการความคุ้มครองชีวิต และออมเงินไปในตัวด้วย (แต่ความคุ้มครองชีวิตมักจะต่ำกว่าประกันคุ้มครองชีวิต) 
  • คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์อยากลดหย่อนภาษี (แต่ต้องซื้อแบบคุ้มครองเกิน 10 ปี)
  • คนที่อยากมีเงินออม Long Term เพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณ 
  • คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์อยากลดหย่อนภาษี
ลักษณะเด่นและประโยชน์   ประกันสุขภาพที่ซื้อกับบริษัทประกันชีวิตมักจะขายพ่วงมาพร้อมกับประกันคุ้มครองชีวิต โดยประกันสุขภาพพวกนี้ หากเราล้มป่วย หรือได้รับอุบัติเหตุถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล บริษัทประกันจะจ่ายเงินให้เราสำหรับเป็นค่ารักษาพยาบาล หรือค่าชดเชยกรณีเราไม่สามารถทำงานได้ต้องนอนอยู่โรงพยาบาล 

แต่หากเราอยากเน้นประกันสุขภาพอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่ต้องการซื้อพ่วงกับประกันคุ้มครองชีวิต เราก็สามารถทำได้ โดยซื้อโดยตรงกับบริษัทประกันวินาศภัย (ไม่ใช่บริษัทประกันชีวิต) 
ประกันคุ้มครองชีวิตที่ออกแบบมาให้ผู้ถือกรมธรรม์สะสมทรัพย์ พร้อมกับมีความคุ้มครองแถมมาด้วย ซึ่งการสะสมทรัพย์มักจะได้รับผลประโยชน์ในกรณีหลักๆ ดังต่อไปนี้คือ
(ก) กรณีเสียชีวิต
(ข) กรมธรรม์ถึงปีที่มีการจ่ายผลประโยชน์เงินคืน และ
(ค) ครบกำหนดสัญญาประกันภัย 
ประกันคุ้มครองชีวิตที่เน้นการออมเงินคล้ายๆ กับแบบสะสมทรัพย์ แต่ประกันแบบบำนาญจะเป็นการออมเงินเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ โดยมีระยะเวลาการจ่ายเบี้ยประกันที่หลากหลายเช่นครั้งเดียวแบบ Single Premium หรือแบบหลายปี เช่น 5-10  ปี และเราจะเริ่มได้รับเงินคืนก็ต่อเมื่อเราอายุครบ 55 ปีแล้ว โดยการจ่ายเงินคืนจะมีได้ทั้งแบบจ่ายเงินคืนระหว่างกรมธรรม์ หรือรวมจ่ายทีเดียวเมื่อครบกรมธรรม์ 
สิทธิทางภาษี เบี้ยประกันคุ้มครองสุขภาพสามารถนำไปลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันคุ้มครองชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท 
  • ประกันคุ้มครองชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่มีอายุกรมธรรม์มากกว่า 10 ปีขึ้นไป สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดจำนวนเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี  
  • การออมเงินในประกันคุ้มครองชีวิตนั้นผลตอบแทนที่ได้จะไม่ต้องเสียภาษี แตกต่างจากการฝากในธนาคาร ซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือลงทุนในหุ้นกู้ ที่ต้องเสียภาษีอีกถึง 15% ทำให้เราได้ผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และไม่ถูกหักอะไรเลย
เบี้ยประกันคุ้มครองชีวิตแบบบำนาญสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามเบี้ยประกันที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน และไม่เกิน 200,000 บาท (หรือ 300,000 บาท ในกรณีที่ไม่เคยมีประกันคุ้มครองชีวิตแบบอื่นๆ) แต่ถ้ารวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนประเภทเดียวกันอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินลงทุนกองทุน RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท 
เบี้ยประกัน 
  • เบี้ยประกันส่วนใหญ่จะเป็นเบี้ยสูญเปล่า  คึอเมื่อจ่ายเบื้ยประกันไปแล้ว ถ้าไม่มีป่วย เบี้ยประกันปีนั้นๆ ก็จะสูญไปเลย จะไม่มีมูลค่าเงินสดสะสมเข้าไปในกรมธรรม์ (ยกเว้นพวกที่มี No Claim Bonus) 
  • โดยประกันประเภทนี้จะมีความหลากหลายมากแล้วแต่เราเลือก แต่ส่วนใหญ่เบี้ยประกันจะไปรวมเป็นเงินคืนให้เรา หรือเป็นเงินตอบแทนคืนให้เราเมื่อถึงเวลาที่กำหนด แต่ก็มีบางแบบที่อาจได้เงินคืนไม่ครบจำนวนเบี้ยประกันที่จ่ายไปทั้งหมด 
  • จำนวนเบี้ยประกันมีได้ทั้งค่อนข้างต่ำ ไปจนถึงสูงมาก และระยะเวลาการออมมีได้ทั้งระยะปานกลาง หรือระยะยาว (แต่หากต้องการลดหย่อนภาษี ต้องซื้อแบบความคุ้มครองเกิน 10 ปี) 
  • โดยประกันประเภทนี้จะมีความหลากหลายแล้วแต่เราเลือก แต่ส่วนใหญ่เบี้ยประกันจะไปรวมเป็นเงินคืนให้เราเมื่อเกษียณ หรือเป็นเงินตอบแทนคืนให้เราเมื่อเราเกษียณ 
  • จำนวนเบี้ยประกันมีได้ทั้งค่อนข้างต่ำ ปานกลาง หรือสูง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการชำระเบี้ย เพศ และอายุ เช่น ถ้าทำตั้งแต่อายุน้อยๆ และจ่ายเบี้ยนานๆ จำนวนเบี้ยประกันก็จะเป็นจำนวนที่ไม่มาก และสามารถจ่ายได้สบายๆ  

ตัวอย่างประกันของจริง

เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ เราขอยกตัวอย่างประกันสุขภาพ ประกันแบบสะสมทรัพย์ และประกันบำนาญของจริงที่ขายกันอยู่ในตลาด ณ ปัจจุบันนี้มาเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ กันดูนะครับ โดยเราจะขอยกตัวอย่างของธนาคารธนชาต (ซึ่งรับประกันโดย บมจ. พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย)) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการทำบทความนี้มาให้ดูกัน 
   ประโยชน์ด้านภาษี  คุ้มครองอะไรบ้างเบื้องต้น
Perfect Saver 20/20 Package "แพคเกจประกันชีวิต และสุขภาพ"
เป็นประกันคุ้มครองชีวิตแบบสะสมทรัพย์ควบคู่ความคุ้มครองสุขภาพ เหมาะกับคนที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ ชำระเบี้ยฯ และคุ้มครองยาวนานถึง 20 ปี
  • ผลประโยชน์ที่ได้รับจากกรมธรรม์ไม่ต้องเสียภาษี 
  • ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันคุ้มครองชีวิตทั่วไป ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
ด้านความคุ้มครองชีวิต 
  • ปีที่ 1 - 10 รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่า 100% ของทุนประกันภัย 
  • ปีที่ 11 - 20 รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่า 150% ของทุนประกันภัย

ด้านความคุ้มครองสุขภาพ  
คุ้มครองหลากหลาย ในจำนวนที่แตกต่างกัน เช่น ค่ายาใน รพ. ค่าศัลยกรรม ค่าห้องผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ค่าวินิจฉัยโรคด้วยรังสีเอ๊กซ์ ค่าปรึกษาแพทย์ใน รพ. เป็นต้น ขึ้นอยู่กับแผนประกันที่เลือก
ธนชาต ปันผลเพิ่มสุข "ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์"
เป็นประกันคุ้มครองชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ชำระเบี้ยสั้นเพียง 6 ปี แต่ให้ความคุ้มครองชีวิตยาวนานถึง 15 ปี รับเงินคืนเป็นประจำทุกปี และยังได้รับเงินคืนก้อนใหญ่เมื่อครบกำหนดสัญญา  
  • ผลประโยชน์ที่ได้รับจากกรมธรรม์ไม่ต้องเสียภาษี 
  • ถ้าประกันมีอายุกรมธรรม์เกิน 10 ปี สามารถนำเบี้ยประกันภัยไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี 
ด้านความคุ้มครองชีวิต 
  • ปีที่ 1 - 5 รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่า 100% ของทุนประกันภัย 
  • ปีที่ 6 - 15 รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่า 150% ของทุนประกันภัย

ด้านการสะสมทรัพย์ 
  • สิ้นปีที่ 1 - 14 รับเงินคืนปีละ 2.5% ของทุนประกันภัย 
  • ครบปีที่ 15 รับเงินคืน 150% ของทุนประกันภัย
  • พร้อมโอกาสรับเงินปันผลเมื่อครบสัญญา ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละปี 
Perfect Annuity 85/5 "ประกันชีวิตบำนาญ" 
เป็นประกันคุ้มครองชีวิตแบบบำนาญ ชำระเบี้ยฯสั้นเพียง 5 ปี และรับเงินบำนาญ 15% ของทุนประกันภัยทุกปีตั้งแต่อายุ 60 ปี จนถึง 85 ปี และอุ่นใจด้วยความคุ้มครองชีวิตสูงถึง 200% ของทุนประกันภัยตั้งแต่ปีแรก
  • ผลตอบแทนที่ได้รับจากกรมธรรม์ไม่ต้องเสียภาษี
  • เบี้ยประกันนำมาใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ต่อปี หรือสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท (ในกรณีที่ไม่มีเบี้ยประกันภัยคุ้มครองชีวิตแบบอื่นๆ) แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนประเภทเดียวกันอื่นๆ ตัวอย่างเช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนและเงินลงทุนกองทุน RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ด้านความคุ้มครองชีวิต 
  • ช่วงก่อนรับเงินบำนาญ (ก่อนอายุ 60 ปี) รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่า 200% ของทุนประกันภัย
  • ช่วงรับเงินบำนาญ (อายุ 60 - 74 ปี) รับเงินชดเชยเท่ากับเงินบำนาญในส่วนที่ยังไม่ได้รับ ตามจำนวนที่บริษัทประกันชีวิตการันตี (การันตีเงินบำนาญเลี้ยงชีพ 15 งวด) 
  • ช่วงรับเงินบำนาญ (หลังอายุ 74 ปี) ไม่มีความคุ้มครองชีวิต 

ด้านการสะสมทรัพย์ 
  • ชำระเบี้ยฯสั้นเพียง 5 ปี แต่รับเงินบำนาญยาวนานต่อเนื่อง โดยสิ้นปีกรมธรรม์ที่ผู้เอาประกันภัยอายุครบ 60 - 85 ปี จะได้รับเงินบำนาญปีละ 15% ของทุนประกันภัยทุกปี (รวม 26 ปี การันตี 15 ปี)
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็หวังว่าพวกเราจะพอมีไอเดียเลือกประกันได้ตรงกับความต้องการของตัวเอง และครอบครัวมากขึ้นนะครับ  หากใครสนใจควรศึกษาทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง โดยสามารถศึกษาข้อมูลประกันเหล่านี้เพิ่มเติมได้ที่ธนาคารธนชาต ในฐานะนายหน้าประกันชีวิต โดยกดดูตามรูปด้านบนได้เลยนะครับ 

Advertorial บัญชีเงินฝากล่าสุด