ค้นหา รถมอเตอร์ไซค์ใหม่ motorcycle
รีวิวรถมอเตอร์ไซค์ใหม่ : รีวิว บิ๊กไบค์ Honda CB650R และ CB1000R ดึงหน้าหงายปะทะสายลม กรุงเทพฯ - หัวหิน (Test Ride Review)

รีวิว บิ๊กไบค์ Honda CB650R และ CB1000R ดึงหน้าหงายปะทะสายลม กรุงเทพฯ - หัวหิน (Test Ride Review)

วันที่ : 22 เม.ย. 62
เข้าดูทั้งหมด: 6,856 คน

รีวิว บิ๊กไบค์ Honda CB650R และ CB1000R ดึงหน้าหงายปะทะสายลม กรุงเทพฯ - หัวหิน 
ถ้าให้พูดถึงรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าหรือ "บิ๊กไบค์" ต้องนึกถึง Honda CB650R และสำหรับใครที่ต้องการขยับความแรงเพิ่มไปอีกขั้น Honda CB1000R เรียกว่าคันนี้ตอบโจทย์ รถจักรยานยนต์ 2 รุ่นนี้มาในคอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุด นับตั้งแต่เปิดตัวรถ CB150R กับนิยามที่ว่า "Neo Sport Cafe" ตามมาด้วย CB300R และล่าสุดกับรุ่นพี่อย่าง CB650R และ CB1000R ก็ได้ฤกษ์เผยโฉมทันที 

เมื่อทางเอ.พี.ฮอนด้าจัดทริปเทสไดร์ฟ 2 รุ่นใหญ่ ทีมงานเช็คราคาได้รับเชิญเข้าร่วมทดสอบโดยมีรถ Honda CB650R และ CB1000R รวมกว่า 20 คันสลับรถกันผู้ขับ บนเส้นทางกรุงเทพฯ - หัวหิน โดยเริ่มสตาร์ทจาก Honda Bigwing เลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โดยมีรถตำรวจนำพร้อมกับ Marshal คอยดูแลความปลอดภัยตลอดการขับขี่ในครั้งนี้

ทริปนี้นอกจากขับขี่ช่วงกลางวันแล้วยังมี "Night Ride" ขับกินลมชมวิวยามค่ำคืน และโปรแกรมพิเศษยิ่งกว่านั่นคือ "Track Ride" การได้ลงแทร็คในสนามแข่งรถ แก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี สัมผัสความแรงแบบจัดเต็ม นำโดยนักแข่งระดับหัวแถว "ฟิล์ม" รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ และ "แมน" กิตติ แจ่มสาคร มาช่วยฝึกฝนและแนะนำการขับขี่ในสนามอีกด้วย
  
Test Ride - Honda CB650R ON Road

ทีมงานเช็คราคาเริ่มออกตัวจากฮอนด้า บิ๊กวิงค์ ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ CB650R มุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบุรี ขับขี่ผ่านช่วงตัวเมืองที่การจราจรหนาแน่นจนออกถนนชานเมือง และเข้าถนนพระราม 2 ตรงยาวๆ ถึงหัวหิน โดยมีจุดแวะพักรับประทานอาหารระหว่างทาง

ความรู้สึกเมื่อขับขี่ CB650R นั้น มีความแตกต่างกับรุ่น CBR650R ที่เคยได้ทดสอบมาแล้วด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ไม่มากนัก เพราะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกัน จะมีเพียงท่านั่งขับขี่ที่หลังจะเอียงไปด้านหน้าน้อยลงในสไตล์ "เน็กเก็ตไบค์"

อัตราเร่งจากพลัง 4 สูบเรียงท่อพาดเฉียงใต้แคร้งนั้น ช่วงออกตัวนั้นเกียร์ 1 รอบ จะตวัดขึ้นไปสูงอย่างรวดเร็วจนต้องรีบเตะเกียร์ 2 และ 3 ต่อกันไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีอัตราทดที่สูงและค่อยช่าง "ชิดกัน" โดยใช้รอบในการเปลี่ยนแต่ละเกียร์ราวๆ 4,000 - 4,500 รอบต่อนาที ในเกียร์ที่ 4 นั้นความเร็วประมาณ 40 กว่าๆ ที่รอบเครื่องยนต์ 4,000 รอบต่อนาที นับว่าอยู่ระดับกลางๆ แต่เนื่องจากรอบเครื่องยนต์ที่จัดจ้านของเครื่อง 4 สูบอยู่แล้ว จึงลากรอบยาวๆ ได้เกือบแตะเร้ดไลน์ พร้อมกับแรงดึงที่เร้าใจ แต่สิ่งที่ประทับใจคือ เทคโนโลยี Assist & Slipper Clutch ลดแรงกระชากในการเข้าเกียร์และยังสามารถ "เตะ" เกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตช์ได้ด้วย แต่แนะนำว่าควรกำคลัตช์ทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนเกียร์ น่าจะช่วยยืดอายุระบบชุดเกียร์ได้มากกว่า  

สำหรับเครื่องยนต์รุ่นนี้จะมีนิสัยที่ชอบรอบสูงๆ เป็นปกติ เมื่อขับขี่รอบต่ำช่วง 2,500 ไม่เกิน 4,000 รอบต่อนาที อาจไม่หวือหวานัก แต่เมื่อเปิดคันเร่งต่อเนื่องเลยระดับ 4,500 รอบต่อนาทีขึ้นแล้ว รับรองว่ามันสะใจและอัตราเร่งที่มาอย่างรวดเร็ว 

ในช่วงขับขี่รอบต่ำก็ตอบสนองได้ดี โดยความเร็วแบบ "คลานๆ" ช่วงรถติดในเมือง สามารถใช้เกียร์ 2 และ 3 ได้ยาวๆ ไม่เครียดในการควบคุมคันเร่งแม้จะยังเป็นแบบสายอยู่ นอกจากนี้ยังมีเลขบอกตำแหน่งเกียร์ช่วยให้ไม่ "หลง" ว่าใช้เกียร์ไหนเวลาต้องแตะเกียร์ขึ้น - ลงบ่อยๆ 

ช่วงถนนโล่งขับกับแบบเป็นขบวนนั้น มีบางจังหวัดที่ต้องเร่งขึ้นให้ชิดขบวน โดยบางครั้งก็ใช้ตำแหน่งเกียร์ 6 ที่ความเร็วประมาณ 60 - 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อบิดคันเร่งก็รอบไม่นานนักรอบเครื่องผ่านช่วง 4,500 รอบต่อนาที "บังเทิงเลยครับ" พุ่งพรวดไปแตะที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในไม่กี่วินาที 

ระบบเบรคยิ่งไว้ใจได้ทั้งความเร็วต่ำและสูง โดยระบบ ABS ที่ล้อหลังนั้นทำงานได้ฉับไวมาก ส่วนเบรคหน้านั้นนับว่าช่วยได้เยอะ เพราะนอกจากจะหยุดได้อย่างมั่นใจแล้ว ยังไม่มีอาการล้อล็อคจน ABS ทำงานอีกด้วย 

ส่วนของช่วงล่างนั้นการขับขี่ในเมืองอาจมีความ "กระด้าง" ตามสไตล์รถสปอร์ตอยู่บ้าง แต่เมื่อขับขี่ความสูงขึ้นกลับช่วยให้มั่นใจ ทั้งทางโค้งที่มีอาการแกว่งน้อย และการบั้ม "คอสะพาน" ก็ไม่ลอยจนน่ากลัว และที่สำคัญ เมื่อต้องเร่งเครื่องอย่างรวดเร็ว CB650R ให้การควบคุมแฮนด์ที่นิ่งมาก ด้วยการบาลานซ์ระหว่างตัวรถส่วนหน้ากับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบ 4 สูบ ทำให้ควบคุมง่าย ไม่ต้องเกร็งมือมาก และไม่เครียดเมื่อต้องใช้ความเร็วสูงๆ อีกด้วย

ในส่วนของท่านั่ง CB650R นั้น เมื่อขับขี่ต่อเนื่องนานๆ จะเริ่มรู้สึกเมื่อยล้า ในส่วนของอุ้งมือและข้อมือ เนื่องจากท่านั่งที่โน้มตัวไปด้านหน้ามากกว่ารถสไตล์ "ทั่วร์ริ่ง" นับว่าเป็น "ท่าเมื่อย" โดยปกติของรถทั้งแบบเน็กเก็ตและสปอร์ต    

มาถึงอัตราการสิ้นเปลืองของ CB650R นั้นยอมรับว่าไม่ได้ดูรายละเอียดนัก เพราะด้วยสไตล์ของรถความจุ 650 ซีซี คงไม่ได้เน้นความประหยัด ซึ่งในทริปนี้นับว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของเครื่อง 4 สูบ 650 ซีซี กับความจุถังน้ำมันราวๆ 15 ลิตร ในช่วงเดินทางไปนั้นแวะเติมน้ำมันในจุดต่างๆ ตลอดทาง เพราะในบางช่วงต้องขับขี่ต่อเนื่องยาวๆ จึงต้องเตรียมความพร้อมของน้ำมันให้เต็มตลอดเวลา จึงไม่สามารถวัดอัตราการขับขี่ที่แท้จริงได้ 

ข้อสังเกตุของอัตราการใช้น้ำมันของ CB650R นั้น จากการเติมน้ำมันช่วง อ.ชะอำ เข้าที่พักโรงแรม Sheraton Huahin Resort & Spa และขับขี่ในตัวเมืองสู่เขาตะเกียบ และกลับที่พักระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร จากเต็มถังระดับน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ 1/3 ถัง แต่ใช้อัตราเร่งและความเร็วเฉลี่ย 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง      

สำหรับ Honda CB650R นั้น มีจุดเด่นที่สามารถแยกออกจาก CB1000R นอกจากเครื่องยนต์, ท่อไอเสียที่อยู่ต่ำอย่างชัดเจนคือ กระบอกโช๊คคู่หน้าสีทอง, โลโก้ "Honda" ตรงกลางในโคมไฟหน้าสีดำ, หางท้ายกับที่ติดป้ายทะเบียนที่ยาวออกมา เป็นต้น   

Test Ride - Honda CB1000R ON Road

มาถึง "ตัวพัน" สุดมันรถบิ๊กไบค์ไซส์โต Honda CB1000R ที่มาในสไตล์ "NEO SPORTS CAFE" รุ่นใหญ่ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง แต่กลับมีความตัวเบา และตัวถังที่แคบกว่ารถขนาดเดียวกัน จึงทำให้ขี่ง่ายคล่องตัวเกินคาด และแรงสะใจ
มอเตอร์ไซค์ Honda CB1000R จุดเด่นคือ โลโก้ Honda ในไฟหน้าสีโครเมี่ยม แต่โช๊คคู่หน้ากลับเป็นสีดำ เรือนไมล์จะมีคิ้วครึ่งวงกลมสีเงินติดอยู่ ท่อไอเสียขนาดใหญ่ออกสองรูพาดผ่านขึ้นมาทางด้านขวาที่ต่ำแหน่งสูงกว่า CB650R พร้อมแกนล้อหลังเดี่ยวแบบ "Pro-arm" พร้อมกันดีดล้อหลัง ที่บริเวณถังน้ำมันส่วนติดกับเบาะก็มีแถบสีเงินเพิ่มความพรีเมี่ยมอีกด้วย    
พลังจากเครื่องยนต์ 1000 ซีซี เริ่มจากการออกตัวที่แถบไม่ต้องบิดคันเร่ง เพียงค่อยๆ ปล่อยคลัตช์รถก็ลอยตัวออกไปได้ ในช่วงเกียร์ 1 ไปถึง 3 นั้น สั้นคล้ายๆ รุ่น CB650R แต่ช่วงเกียร์ 4 ขึ้นไป จะรู้สึกเริ่มมีระยะห่างของอัตราทดมาขึ้นเรื่อยๆ โดยรอบเครื่องยนต์ก็ยังสูงๆ คล้าย CB650R เช่นกัน แต่แรงบิดมาเร็วกว่าแม้จะรอบเครื่องเพียง 2,500 รอบต่อนาที เมื่อเปิดคันเร่งเครื่องยนต์พร้อมตอบสนองทันที ซึ่งการตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้าฉับไวมากๆ 

ความพิเศษของ CB1000R ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับ CBR1000RR ตัวแข่งเช่น ระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) เทคโนโลยีจากสนามแข่ง, Assist & Slipper Clutch ที่ไม่ต้องกำคลัตช์ก็เตะเกียร์เช่นกัน และโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 4 รูปแบบ คือ SPORT, STANDARD, RAIN และ USER  โดยในโหมด SPORT นั้นจะเป็นการปรับความแรงไว้ให้แล้วนั่นคือ

SPORT - "P" กำลังสูงสุด "T" ระบบแทร็คชั่นคอนโทรลน้อยสุด และ "EB" ระบบควบคุมการทรงตัวน้อยสุด ใช้ขับแบบสปอร์ตหรือเรซซิ่ง 
STANDARD - ทั้ง "P,T และ EB" อยู่ในระดับกลางๆ ใช้ในการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยในกำลังระดับกลาง มีระบบควบคุมแรงทรงตัวเพิ่มขึ้นและระบบ Engine Brake เพิ่มขึ้นช่วยหน่วงชะลอความเร็วได้ดี
RAIN - "P" กำลังน้อยสุด "T" ระบบแทร็คชั่นคอนโทรลมากที่สุดป้องกันการลื่นไถล และ "EB" มากสุดเช่นกัน โดยโหมดนี้ใช้เมื่อเจอฝน ถนนลื่น หรือเส้นทางแบบหิมะ, โคลนหรือกรวดลอย เป็นต้น
USER - โหมดนี้สามารถตั้งค่าต่างๆ แยกได้อิสระทั้ง "P,T และ EB" เพื่อให้ตรงกับลักษณะการใช้งานของผู้ขับขี่  

ในระยะทางทดสอบมีจังหวะเร่งแซงและขยับขึ้นหน้าให้ชิดกับขบวน โดยทดลองใช้อัตราเร่งจากเกียร์ 6 ความเร็วที่ประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถไต่ระดับขึ้นไปที่ 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ระบบเบรคก็นับว่าเอาอยู่อย่างสบายจากดิส์กเบรคคู่ 4 พอร์ด 2 ชุดซ้าย-ขวา จากค่าย TOKICO 

ขุมพลังของ CB1000R กับระบบช่วงล่างที่เซ็ตเดิมๆ จากโรงงานมานั้น กลายเป็นว่าไม่พอกับกำลังเครื่องยนต์ เมื่อใช้อัตราเร่ง ในช่วงแรงแซงอย่างรวดเร็วนั้น จะรู้สึกถึงอาการ "หน้าส่าย" แฮนด์ที่สะบัดเบาๆ คล้ายๆ อาการหน้าลาย จากโช๊คหลังที่ยุบตัวลงมากเกินไปและโช๊คหน้าที่มีความหนืดในระดับปกติ

โดยส่วนตัวคิดว่าหากปรับแต่งโช๊คอัพ SHOWA ที่สามารถปรับตั้งค่าได้ทั้งหน้าและหลัง ให้มีความหนืดมากกว่านี้จะยิ่งดีมาก เพราะถ้าผู้ขับขี่ที่ประสบการณ์น้อยๆ อาจตกใจหรือควบคุมรถได้ยาก ทั้งการกระชากของตัวรถที่พุ่งไปข้างหน้าเมื่อบิดคันเร่งอย่างรวดเร็วรวมถึงอาการส่ายของแฮนด์ด้วย    
โดยรวมแล้ว CB1000R เครื่องแรง ช่วงล่างต้องปรับตั้งเพิ่มเติม นอกนั้นขี่ดี เบา คล่องตัว และนุ่มสบาย ส่วนการสิ้นเปลืองนั้นใกล้เคียงกับ CB650R โดยระดับน้ำมันในถังลดลงช้ากว่า เนื่องจากความจุถังน้ำมัน 16.2 ลิตร จึงทำให้รู้สึกว่าน้ำมันลดลงช้ากว่า CB650R แต่ความจริงแล้ว CB1000R มีอัตราสิ้นเปลืองบนมาตรวัดต่อลิตรน้อยกว่าตามขนาดเครื่องยนต์นั่นเองครับ   
การทดสอบขี่ในสนามแก่งกระจานเซอร์กิต - เบาพลิกตามโค้งง่ายเกินคาด!

ในช่วงเช้าของวันที่สองของทริปบิ๊กไบค์ "Neo Sport Cafe" ได้จัดให้ทดลองขี่ในสนามแข่งรถ แก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนรวมถึงทีมงานเช็คราคาได้ลองขี่ในสไตล์ "เรสซิ่ง" อย่างแท้จริง โดยแบ่งออกเป็นการทดสอบ 2 กลุ่มคือ CB650R แรก และ CB1000R ชุดที่ 2 โดยได้ทดสอบครบๆ ทั้งรุ่น โดยมีนักแข่งชั้นนำอย่าง "ฟิล์ม" รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ และ "แมน" กิตติ แจ่มสาคร มาค่อยแนะนำวิธีการขับในแทร็ค การใช้ตำแหน่งเกียร์ต่างๆ ในแต่ละโค้ง และความเร็ว รวมถึงท่าทางการเข้าโค้งอย่างละเอียดยิบ  

ฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์

ลีลาของฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ควบ CB1000R

ครูแมน กิตติ แจ่มสาคร

เข้าโค้งแบบครูแมน กิตติ แจ่มสาคร กับ CB650R

มาเริ่มกันเลยกับรุ่นแรก CB650R หลังจากทดลองขี่ในสนามแข่งแล้ว สัมผัสได้ถึงความคล่องตัว และบาลานซ์ของรถที่ค่อนข้างดี การตอบสนองอัตราเร่งในแต่โค้ง ฉับไว เมื่อเปิดคันเร่งสุดๆ รอบกวาดสูงแตะระดับ 9,000 รอบต่อนาที ยิ่งสนุกและได้ความดิบๆ ของรถ 

เมื่อเข้าทางโค้งที่ทั้งแคบและกว้าง ตัวรถสามารถเกาะพื้นแทร็คได้ดี ในความเร็วที่เหมาะสม ระบบเบรคตอบสนองดีและลดความเร็วอย่างมั่นใจ แม้จะเติมคันเร่งมาและเบรคก่อนโค้งลึกๆ ก็เอาอยู่

นอกจากนี้ระบบช่วงล่างเดิมๆ ที่ติดรถมาสามารถช่วยให้ขับขี่ในทางตรงและโค้งกว้างๆ ได้อย่างแนบเนียน แม้ผิวแทร็คบางช่วงเป็นเนิน อาการรถก็ค่อยข้างนิ่ง นับว่า CB650R ลงตัวทั้งความแรง ช่วงล่างที่แมทช์กับรถอย่างพอดิบพอดีครับ

สำหรับใน CB1000R สัมผัสแรกคือ เครื่องยนต์แรงตอบสนองดี เมื่อใช้งานโหมด Sport ยิ่งขับขี่สนุกบิดติดมือ แต่เมื่อเปิดคันเร่งลากรอบยาวๆ นั้น จะรู้สึกว่าหน้าลอยขึ้นพอสมควร และส่วนท้ายที่ยุบตัวลงเล็กน้อย ทำให้ต้องใช้สมาธิและใช้แรงในการควบคุมแฮนด์ให้นิ่งมากขึ้น เพราะมีอาการส่ายอยู่บ้าง เนื่องจากอัตราเร่งที่มาไว้มากบวกกับช่วงล่างที่ปรับตั้งมาแบบเดิมๆ ที่เน้นการใช้งานบนถนนทั่วไป จึงค่อนข้างจะนุ่มนวลไปเมื่อลงแทร็ค

แต่ทว่า! ในทางโค้งนั้น CB1000R กลับดีเกิดคาด แม้เครื่องยนต์จะมีขนาดใหญ่กว่า CB650R แต่กลับพลิกตัวไป-มาในโค้งได้ง่ายและนิ่งกว่าพอสมควร และเมื่อออกจากโค้งเปิดคันเร่งก็พุ่งทะยานไต่ระดับความได้อย่างรวดเร็ว โดยรวมแล้ว CB1000R หากจะลงในสนามอาจต้องปรับตั้งช่วงล่างเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการขับขี่มากขึ้จะช่วยให้ขับขี่มันกว่านี้แน่นอน

รถมอเตอร์ไซค์ Honda ทั้ง 2 รุ่นนี้มาภายใต้คอนเซ็ปต์ "Neo Sport Cafe" ขับขี่ได้เร้าใจทั้งเมืองและออกทริป รูปทรงที่ผสานความคลาสสิกแบบเรโทรและความสปอร์ตถอดแบบจาก CBR1000RR ตัวแข่งระดับโลก พร้อมราคาที่สัมผัสได้ CB650R ราคา 305,000 บาท และ CB1000R ราคา 515,000 บาท 


จบทริปสุดประทับใจของ Honda CB650R และ CB1000R ที่ Honda Bigwing หัวหิน กับประสบการณ์เร้าใจทั้งการขับขี่บนถนนและในสนามแข่ง สรุปได้ว่า หากเลือกรถที่จะใช้งานทั่วๆ ไป ทั้งขับขี่ในเมืองและออกทริป ควบคุมง่าย คล่องตัว และไม่เน้นการขับขี่ที่ความเร็วสูงๆ มากนักต้องจัด CB650R ไว้ใช้สักคัน

ส่วนผู้ที่ชื่นชอบสไตล์ "โหด ดิบ ดุ" ฟังก์ชันเยอะ อัตราเร่งระดับซูเปอร์ไบค์ ชอบความเร็วสูงๆ เน้นการขับขี่ออกทริปบ่อยๆ และช่วงล่างที่นุ่มสบายก็ต้องขยับขึ้นเป็น CB1000R จบๆ ไป!
 
แก้ไขล่าสุด : 22 เม.ย. 62
โดย
:
สินธนุ จำปีศรี
กองบรรณาธิการ เช็คราคา.คอม

รีวิวรถมอเตอร์ไซค์ล่าสุด