ค้นหา รถยนต์ใหม่ car
รีวิวรถยนต์ใหม่ : เชฟโรเลต - เที่ยวเชียงคาน 3 วัน 2 คืน ผ่านฟูจิเมืองเลยกับรถกระบะ เชฟโรเลต โคโลราโด

เที่ยวเชียงคาน 3 วัน 2 คืน ผ่านฟูจิเมืองเลยกับรถกระบะ เชฟโรเลต โคโลราโด

วันที่ : 28 ส.ค. 62
เข้าดูทั้งหมด: 1,466 คน

เที่ยวเชียงคาน 3 วัน 2 คืน ผ่านฟูจิเมืองเลยกับรถกระบะ เชฟโรเลต โคโลราโด
ขับรถเที่ยวจังหวัดเลย 3 วัน 2 คืน ด้วย เชฟโรเลต โคโลราโด ทริปนี้จะพาไปชมบรรยากาศเที่ยววันธรรมดาที่แสนสบาย ชิวๆ กับย่านเมืองเก่าแก่ถนนริมโขงใน อ.เชียงคาน ขากลับแวะชม "ฟูจิเมืองเลย" ที่ว่ากันว่า สวยและมีความเหมือนกับภูกเขาไฟฟูจิที่ประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว เช็คราคา.คอมจะพาไปเปิดประสบการณ์เมืองเลยครั้งนี้พร้อมรถคู่ใจ Chevrolet Colorado HighCountry 4X4 แบบเต็มอิ่ม และไม่รีบร้อนมากนักขับไปแวะปั้มไปเรื่อยๆ ตลอดทาง เน้นความปลอดภัยและประหยัดน้ำมันเข้าไว้

ถ่ายรถคู่กับถนนริมโขงซะหน่อย
วันแรกไปให้ทันพระอาทิตย์ตกริมโขง

เส้นทางอันเปลี่ยวกว่าจะเจอแหล่งชุมชนเลยขอจอดแวะหน่อยละกัน
ออกเดินทางด้วยกระบะโคโลราโดแบบไม่เช้ามากนักราวๆ 6.30 น. มุ่งหน้าสู่จังหวัดเลยโดยใช้เวลาประมาณ 8 - 9 ชม. ผ่านสระบุรี-เพชรบูรณ์และเลย รวมระยะทางประมาณ 650 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ขับรถเที่ยวเชียงคาน และไม่รู้รายละเอียดของเส้นทางมากนักอาศัย "อากู๋" หรือ "Google Map" ในการนำทางไปเรื่อยๆ ที่จริงไปให้ถึงจุดหมายโดยไม่หลงและก่อนจะมืดก็ดีใจแล้ว

คือแบบดีงามม...สะดวกมาก ใช้ Apple Car เสียบ USB ขึ้นจอทันทีไม่ต้องหาเมนูให้ปวดหัว
ระหว่างทางที่ "อากู๋" พาไปนั้นช่างน่าตื่นเต้นเสียจริงๆ อย่างที่หลายๆ คนรู้ว่ามันชอบพาไปทางที่ลัดใช้เวลาน้อยที่สุดเสมอ จึงทำให้การเดินทางครั้งนี้ (ที่ไม่เคยไป) ตื่นเต้นและบางเส้นทางก็วังเวงเหลือเกินนานๆ จะมีรถผ่านสักคันหนึ่ง

ทางแบบน่ากลัวแต่ให้ความมันใจเพราะขับกระบะไปอุ่นใจขึ้นเยอะ
ช่วงที่น่าสนุก ตื่นเต้นและกลัวในคราวเดียวกันก็คือ เมื่อเลยจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ไปแล้วนั้นจะเป็นเส้นทางที่ขับในป่าเขาซะส่วนใหญ่ ตลอดสองข้างทางนั้นมีแต่ ต้นไม้ ทุ่งนา ภูเขา สัตว์ทางการเกษตร

แต่ในความกลัวนั้นกลับน่าประทับใจของวิวสองข้างทางที่สวยสะอาด สะบายหูสบายตาที่เต็มไปด้วยความเขียวชอุ่มที่ไม่สามารถหาดูได้ง่ายๆ ในตัวเมืองกรุงเทพฯ  

ร้านนี้ "ขนมจีนสมุนไพร 7 สี สารัฐ"

เส้น 7 สี มณี 7 แสง รสชาตินั้นแล้วแต่คนชอบ
เมื่อเดินทางมาถึงเวลาเที่ยงๆ ต้องหาร้านอาหารฝากท้องสักหน่อย ณ ขณะนั้นกำลังผ่านจังหวัดเพรชบูรณ์ที่ขึ้นชื่อ เรื่อง "ขนมจีนน้ำยา" จึงค้นหาร้านที่น่าจะอยู่แนวใกล้เคียงกับเส้นทางที่ใช้อยู่ สุดท้ายก็ได้ร้านดังมาหนึ่งแห่ง นั่นคือ "ขนมจีนสมุนไพร 7 สี สารัช" แต่ทว่ามันต้องไปอีกเส้นทางซึ่งไม่ได้ไกลจากเดิมมากนักไม่เป็นไรครับ "ฉันต้องได้กินขนมจีนที่นี่" 

เปลี่ยวได้อีก
เมื่อมุ่งหน้าหาของกินตามเส้นทางใหม่ทำให้เส้นทางที่ค้นหาเอาไว้จากเชียงคานก็เปลี่ยนในทันที! เอาแล้วไงครับ การค้นหาเส้นทางใหม่ของพี่กูเกิ้ลจึงบังเกิดขึ้น และตามที่คาดเอาไว้ครับ มันพาไปเส้นทางที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับเราจริงๆ ด้วย 

เส้นทางที่ว่านี้อาจเป็นที่คุ้นเคยกับผู้ที่เดินทางบ่ายๆ แต่สำหรับเรานั้นมันไม่คุ้นเคยแถมยังเงียบเหงามากๆ นานๆ ทีจะมีรถสวนมาหรือจะขับไปเจอรถสักคันหนึ่ง และยังพบรถบรรทุกใหญ่วิ่งอยู่ตลอด นอกจากจะวังเวงแล้ว สภาพผิวถนนก็เรียกว่า "ที่สุดของแจ้" โดยในบางช่วงนั้นมีทั้งหลุม บ่อ ดิน โคลน กรวดลาย ครบครัน ดีที่ได้กระบะพันธุ์อึดมาจึงอุ่นใจมากขึ้น

ตรงไหนก็ไม่รู้แต่สะพานสวยดี

ถึงสักทีเชียงคาน

เฮือนที่พักของเฮา
ตลอดการเดินทางช่วง(ทดสอบพิเศษ)นี้ลุ้นให้เข้าตัวเมืองให้เร็วที่สุดก่อนมืดค่ำ เพราะไม่มีเสาไฟใดๆ ให้เห็นเลย หากมืดอาจทำให้ต้องขับระวังมากขึ้นและมีความเปลี่ยวในทันทีครับ สุดท้ายก็มาถึงตัวเมืองเชียงคานอย่างปลอดภัยและก่อนมืดในเวลา 16.30 น. รวมระยะเวลาที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ นั้นเพียงแค่ 10 ชั่วโมงเอง และเมื่อมาถึงก็คุ้มค่ากับการเดินทางบรรยากาศช่างเหมือนที่คิดไว้จริงๆ




ติดริมโขงเห็นประเทศลาวเลย
หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็เดินหาร้านอาหารกันโดยร้านที่นั่งกินนั้นมองเห็นริมน้ำโขงอย่างชัดเจน รสชาตินั้นขออุ๊บไว้ให้มาลองกันเองดีกว่าเพราะแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน และราคาอาหารที่นี้โดยเฉพาะเดินคนเดินค่อนข้างสูงกว่าปกตินิดหน่อยครับ แต่พอรับได้เมื่อเทียบกับบรรยากาศแสนโรแมนติก

บรรยากาศยามเย็น




ในช่วงที่ไปนั้นเป็นวันสุดท้ายของการหยุดยาวคนจึงทยอยกลับกันหมดแล้ว บางร้านก็จะปิดเอาไว้

กินมื้อค่ำ

อันนี้อร่อยใช้ได้

มันติดหวานเกินไปหน่อย

ส่วนต้มยำปลาก็เครื่องเยอะรสเข้ม

กินอาหารเคล้าบรรยากาศริมโขงดูพระอาทิตย์ตก แต่มีเมฆบังซะงั้น
วันที่ 2 ภูทอก-แก่งคุดคู้-พระใหญ่ภูคกงิ้ว

วันนี้เตรียมพร้อมที่จะ "ใส่บาตร" ในเวลาตีห้าตามสูตรคนที่มาเที่ยวที่นี่กันแต่ว่าเดินความเมื่อยล้าจากการเดินทางนั้นทำให้ตื่นสายครับไม่ทันใส่บาตรเสียแล้ว จึงเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ในระแวกใกล้เคียงตัวเมืองเชียงคานกัน

ต้องจอดรถที่ลานนี้

สวัสดีค๊าบ ยินดีต้อนรับสู่ภูทอกนะค๊าบบบบ...
ทะเลหมอกที่ "ภูทอก"
ภูทอก นั้นเป็นภูเขาเล็กๆ อยู่ใกล้กับตัวเมืองเชียงคานมากไม่ถึง 10 กิโลเมตร ที่นี่ก็ต้องมาเช้าๆ หน่อยหากจะดูพระอาทิตย์ขึ้นต้องมารอตั้งแต่ 5.30 น. แต่ถ้าอยากดูหมอกให้มาช่วง 6.30 - 7.30 น.ก็ได้ ซึ่งทะเลหมอกนั้นขึ้นกับสภาพอากาศในช่วงนั้นด้วย แต่ที่แน่ๆ มาเวลาสายๆ จะเริ่มเห็นวิวชัดเจนและสวยกว่าเยอะ

ทางขึ้นไม่ไกลมากแต่ทางจะเป็นแนว Off-road 

ทางแคบและต้องมีความชำนาญพอสมควร


การเดินทางขึ้นภูทอกนั้นไม่อนุญาติให้ขับรถส่วนตัวขึ้นไปเอง ต้องจอดที่จุดบริการและซื้อตั๋วนั่งรถกระบะของชาวบ้านขึ้นไป นับเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วยน่าสนับสนุนมากๆ 

มุมยอดฮิตที่ต้องถ่ายเก็บไว้

ขนาดมาสายแล้วหมอกยังมีให้ชมอยู่

เมื่อหมอกเริ่มจางก็เห็นตัวเมืองเชียงคาน

เมื่อขึ้นไปถึงขณะนั้นเป็นเวลาเช้ามากบอกอย่างไม่อายเลยว่า 9.00 น.เอง แต่ว่าความสวยงานนั้นไม่แพ้คนที่มา 7.00 น.เลยเชียว เนื่องจากมีฝนตกปรอยๆ และอากาศเย็นสบายมากๆ จึงทำให้ได้บรรยากาศดีๆ ไปอีกแบบ  

รถกระบะที่เราขึ้นไปหากเป็นช่วงคนเยอะจะขับขึ้น-ลงไปเรื่อยๆ แต่วันที่ไปนั้นไม่ใช่วันคนเยอะ พี่รถกระบะจึงจอดรอเราโดยไม่เร่งรีบนัก จึงเดินเล่นสักพักใหญ่บนนั้นก่อนกลับลงมา 

แก่งคุดคู้ ต้องแวะงั้นมาไม่ถึงเชียงคานนะ
แก่งคุดคู้ ก็ไม่ไกลกันจากภูทอกนักขับตามทางที่ชาวบ้านบอกมาเรื่อยๆ จะมีป้ายบอกทางเป็นระยะ ขับรถมาไม่เกิน 6 กิโลเมตรก็ถึงแล้ว จุดนี้ถูกพัฒาให้เป็นแหล่งพักผ่อนและมีพิพิธภัณฑ์แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวเชียงคานและจังหวัดเลยด้วย 

นายพรานที่นอนคุดคู้ในแก่งแห่งนี้...
เมื่อเดินออกไปริมน้ำโขงก็จะเจอ "แลนด์มาร์ค" นั่นคือรูปปั่นนายพรานขนาดใหญ่ ที่มีตำนานเล่าว่า (ไหนๆ ก็ชื่อแปลกและขอเล่าหน่อยนะ) 

"นานมาแล้วมีพรานป่าคนหนึ่งชื่อ "จึ่งขึ่งดั้งแดง" รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน มีฝีมือในการล่าสัตว์ วันหนึ่งนายพรานผู้นี้ตามล่าควายเงินมาจากหลวงพระบาง (ที่เรียกควายเงินเพราะมูลของควายตัวนี้เป็นเงิน) พอมาถึงริมน้ำโขงเห็นควายเงินพักกินน้ำ นายพรานจึงดักซุ่มยิง พอดีชาวบ้านแล่นเรือผ่านมา ควายเงินตกใจตื่นเตลิดขึ้นไปบนเขาลูกหนึ่ง (ต่อมาเขาลูกนี้ได้ชื่อว่า"ภูควายเงิน") นายพรานเลยยิงไปถูกเขาอีกลูกจนพังทลายไปซีกหนึ่ง กลายเป็นหน้าผาสูงชัน ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ภูผาแบ่น"

มีเรือบริการล่องแม่น้ำด้วยราคาเหมาประมาณ 800 - 1,200 บาท
นายพรานโกรธคนที่แล่นเรือผ่านซึ่งเป็นต้นเหตุให้ควายเงินหนีไป จึงกลั่นแกล้งด้วยการขนหินมาขวางกั้นลำโขงไม่ให้เดินเรือได้ นายพรานทำการเกือบจะสำเร็จ ก็พอดีมีสามเณรรูปหนึ่งมาเห็นเข้า เณรนั้นออกอุบายหลอกให้นายพรานใช้ไม้เฮียะ (ไม้ใผ่ชนิดหนึ่ง) ผ่าซีกหาบหินแทน ไม้เฮียะผ่าแล้วจะเป็นสันคมกริบ เมื่อนายพรานใช้หาบหิน ไม้นั้นก็บาดคอนอนตายคุดคู้อยู่ที่ริมโขงนั้นเอง แก่งหินนั้นจึงเรียกว่า "แก่งคุดคู้" 
*ข้อมูลจาก : thailandtourismdirectory.go.th
นั่นแหละครับท่านผู้ชมประวัติที่เล่าขานกันมานมนานและกลายเป็นจุดที่ต้อง เช็ดอินของเชียงคานที่ผลาดไม่ได้อีกแห่งหนึ่งครับ    

พิพิธภัณฑ์ให้ชมด้วย
นอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตามท้องเรื่องแล้วบริเวณนั้นยังมีตลาดชุมชนที่มีสินค้าที่ระลึกมากมายและอาหารเครื่องดื่มไว้บริการอีกด้วย และใครที่ชอบศึกษาความเป็นมาของที่นี่ก็สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย




*ในช่วงฤดูน้ำหลากจะมองไม่เห็นแก่งหินในแม่น้ำโขงเพราะน้ำจะท่วมมิด (ประมาณเดือน มิถุนายน - มกราคม) ในช่วงฤดูแล้งระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะลดลงจนทำให้ก้อนหินน้อยใหญ่รวมถึงหาดทรายซึ่งเคยจมอยู่ใต้แม่น้ำโขงโผล่ขึ้นมาอวดความงดงามให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม (ประมาณเดือน กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม) ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การมาท่องเที่ยวมากที่สุด

พระใหญ่ภูคกงิ้ว หรือ พระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภิรักษ์
การเดินทางมาชมพระใหญ่ภูคกงิ้วขับรถจากตัวเมืองเชียงคานประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร โดยใช้กูเกิ้ลอีกเช่นเคย ซึ่งในช่วงที่ไปนั้นเป็นวันธรรมดาไม่มีคนไปเที่ยวเลย ประกอบกับบริเวณนั้นกำลังปรับปรุงและสร้างทางเดิน "Sky Walk" ที่ยื่นออกไปตรงหน้าผ่า ล้อมรอบด้วยเทือกเขาและวิวของแม่น้ำแม่โขงและฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาว นับว่าสวยมากถ้าหากสร้างจุดนี้เสร็จสมบูรณ์ โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าคาดจะแล้วเสร็จหลังเดือนตุลาคม 2562 

มากผิดจังหวะภาพเลยไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

แม่น้ำโขงและฝั่งประเทศลาว
สรุปว่า ณ จุดนี้อดชมความสวยงามของวิวรอบๆ เพราะว่ามากผิดจังหวะไปหน่อย และกำลังก่อสร้าง แต่ก็สามารถไหว้พระได้อยู่นะครับ  

ถ้าสร้างเสร็จแล้วสวยแบบนี้
สำหรับในวันที่ 2 หมดที่เที่ยวแล้วจึงเดินทางกลับที่พักเตรียมออกเดินเล่นถนนคนเดินตอนเย็นๆ หาของกินแล้วพักผ่อนให้เต็มที่เพราะพรุ่งนี้อีกยาวไกลครับ 

แวะถ่ายรูปริมโขงซักหน่อยละกัน




ผัดไทปล่อยแสง ร้านดังย่านนี้

รสชาติดี แต่ยุงเยอะไปหน่อย (เกี่ยวไหมเนี่ย)



วันที่ 3 แวะเที่ยวชมฟูจิ..ก่อนกลับกรุงเทพฯ 

ในวันเดินทางกลับได้วางแผนแวะสถานที่สุด "Unseen" ของเมืองเลยนั่นคือ "ภูป่าเปาะ" จากสภาพแวดล้อมของป่าที่นี้มีต้นไผ่ขึ้นเยอะและเมือลมแรงๆ พัดผ่านก็จะมีเสียงต้นไผ่กระทบกันชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "ภูป่าเปาะ" 

รถอีแต๊กในตำนาน

รู้แล้วทำไมต้องอีแต๊กเท่านั้น
การเดินทางจากเชียงคานมาภูป่าเปาะนั้น ใช้เส้นทางถนนหลวงหมายเลข 201 วิ่งลงมาเรื่อยๆ ระยะราวๆ 120 กิโลเมตร นำทางโดยกูเกิ้ลแมปเช่นเคย เมื่อถึงจุดจอดรถบริเวณลานกว้างๆ ซึ่งที่นี่ไม่อนุญาติให้ขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไป เราจะต้องไปซื้อตั๋วเพิ่มนั่งรถ "อีแต๊ก" หรือรถ "อีแต๊น" ที่เป็นรถแบบแทร็กเตอร์เครื่องคุโบต้าสูบเดียว ดัดแปลงให้มีที่นั่งโดยสารทั้งด้านหน้าและหลัง  

จุดชมวิวแรกก็สวยสุดๆ แล้วครับ



การนั่งรถ "อีแต๊ก" นั่นบอกได้คำเดียว่า "เสียวทุกเนิน" ได้อารมณ์ความเป็นวิถีธรรมชาติแบบ "สโลว์ไลฟ์" อย่างแท้จริง เพราะรถจะวิ่งได้ไม่เร็วนัก และยังส่งเสริมชาวบ้านในชุมชนให้มีรายได้อีกด้วย 

ในช่วงทางเรียบๆ ไม่เท่าไหร่พอทางชันแถมเป็นดินโคลนเท่านั้น เรื่องสนุกตื่นเต้น โดยลุ้นว่าจะขึ้นไหวหรือไม่ แต่รถอีแต๊กนั้นขึ้นได้อย่างสบายๆ เพียวแต่ว่าจะกระเทือนมากหน่อยเท่านั้นเองครับ 

ณ ภูป่าเปาะแห่งนี้คุณลุงคนขับและไกด์ในตัวเล่าว่า เป็นการรวมตัวกันพัฒนาขึ้นมาให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว จากการช่วยเหลือของผู้ใหญ่ ทำให้เกิดที่นี้ขึ้นมา โดยภูเขาที่ใช้เดินทางขึ้นมาชมวิวนั้นสูงจากระดับน้ำทะเล 910 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็น ภูหอ ซึ่งมีลักษณะเหมือนภูเขาไฟฟูจิของประเทศญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน โดยคุณลังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า "มีชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวที่นี้และเห็นยอดภูหอฝั่งนู้น จึงบอกว่าเหมือนภูเขาไฟฟูจิที่ประเทศญี่ปุ่นเลย" หลังจากนั้นชาวบ้านจึงใช้ชื่อ "ฟูจิเมืองเลย" เรียกจุดท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดให้คนมาเที่ยวกันนั่นเอง...

บนจุดชมวิวแห่งนี้แบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับแรกจุดจุดชม "ฟูจิ" ที่นับว่างามแล้ว แต่เมื่อนั่งรถอีแต๊กขึ้นไปยังจุดที่ 2 ยิ่งสวยและเห็นชัดมากขึ้น ที่จุดนี้ยังสามารถมองเห็น "เทือกเขานางนอน" (คนละนางกับที่เชียงราย) แต่กลับมีลักษณะกายภาพที่ดูเหมือนผู้หญิงกำลังนอนอ้าปากอยู่และนอกจากนี้หากมองอีกด้านก็จะเห็นเทือกเขารูกเหมือนผู้ชายนอนกอดอกอีกด้วย ซึ่งเมื่อดูแล้วก็มีความเหมือนจริงๆ ด้วยครับ

จุดที่ 2 เริ่มมีพร็อบให้ถ่ายรูปเยอะเชียว


เขานางนอน - เทือกเขาที่ดูเหมือนผู้หญิงนอนอ้าปาก 

เทือกผู้ชายนอนกอดอกอยู่นี้อาจดูไม่ค่อยชัดเจนต้องเห็นของจริง
จุดสุดท้ายต้องเดินขึ้นอย่างเดียวด้วยบันได "แม้ว" อีก 200 ม. (แต่ตอนเดินยังกับ 1 กิโลฯ) ที่ชาวบ้านทำเอาไว้มีความสูงและชันพอสมควร หากใจไม่ถึงพอก็นั่งรอที่จุดรอก่อนทางขึ้นบันได แต่เมื่อมาถึงแล้วก็ต้องขึ้นสักหน่อย 

จุดที่ 3 ต้องเดินต่อไปจนถึงยอดเขา
จุดชมวิวสุดท้ายนี่สวยมากกก สามารถมองเห็นได้ 360 องศา ทั้ง กระดึง ภูหลวง ภูยอง ภูผาขวาง ภูค้อ-ภูกระแต สวนหินผางาม ภูผาม่าน ในแบบพาโนราม่า พร้อมกับอากาศที่เย็นสบายอีกด้วย 

200 เมตร แต่เดินจริงยังกับ 1 กิโลเมตร!!!


ถึงแล้วยอดบนสุด

บนนี้สามารถดูได้รอบทิศทาง 360 องศา

ยังเห็นฟูจิซังอยู่

บริเวณลานบนนี้ทั้งหมดกว้างมากๆ 
มาถึงตรงนี้อยากบอกว่าคุ้มค่ามากๆ ที่ได้ลากสังขารขึ้นมาได้เห็นวิวรอบตัว 360 องศา สัมผัสอากาศที่เย็นสบาย และที่สำคัญบนนี้เป็นของเรา เพราะไม่มีใครเลยเป็นส่วนตัวมากๆ นี่แหละครับคือข้อดีของการมาเที่ยวในวันที่คนอื่นเค้าไม่หยุดกัน

ขากลับลงมาก้อนเมฆหายไปเราได้เห็นยอดของ "ฟูจิซัง" หรือ "ภูหอ" ชัดเจนมาก 

หลังจากชื่นชมความความสูดอากาศจนเต็มปอดแล้วก็เดินทางย้อนกลับทางเดิมโดยคุณลุงก็จอดรถรออยู่พานั่ง "รถอีแต๊ก" กลับลงเขาได้อย่างปลอดภัย จบทริปฟินๆ กับวิว "ฟูจิเมืองเลย" อย่างประทับใจ และขอบคุณรถ กระบะเชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี 4X4 ในการเดินทางครั้งนี้ด้วยครับ

แก้ไขล่าสุด : 28 ส.ค. 62
โดย
:
สินธนุ จำปีศรี
กองบรรณาธิการ เช็คราคา.คอม

รีวิวรถยนต์ล่าสุด