ค้นหา สินเชื่อเงินสด personal loan
Advertorial : สินเชื่อเงินสด

แนะนําทางออกสําหรับคนมีหนี้และมีบ้าน อยากปลดหนี้ตัวเอง ด้วยสินเชื่อลดภาระหนี้ (ตอนที่ 1)

โดย : กองบรรณาธิการ เช็คราคา.คอม
วันที่อัพเดทล่าสุด : 24 ต.ค. 60
เข้าดูทั้งหมด: 5,778 คน



แนะนําทางออกสําหรับคนมีหนี้และมีบ้าน อยากปลดหนี้ตัวเองด้วยสินเชื่อลดภาระหนี้ (ตอนที่ 1)

ทําไมต้องลดภาระหนี้?

ปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่งมีภาระหนี้สินมากกว่ารายได้ที่หามาได้ เกิดปัญหาหมุนเงินไม่ทัน ต้องกู้จากที่หนึ่งมาโปะอีกที่หนึ่งแบบเอาตัวรอดไปก่อนจากทั้งในและนอกระบบสถาบันการเงิน จนในที่สุดหมุนไม่ทัน เพราะการกู้มาแบบด่วนมักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงทําให้เงินต้นไม่ลดลงซักที จะกู้ที่ไหนเพิ่มก็กู้ไม่ได้อีกแล้วเนื่องจากภาระหนี้มีมากเหลือเกิน
แต่ถ้าคุณมีวินัยทางการเงินดี หมายถึง มีหนี้มากแค่ไหนก็ยังสามารถผ่อนชําระได้ตรงตามกําหนดถึงแม้ว่าจะเป็นการผ่อนชําระขั้นตํ่าก็ตาม คุณก็สามารถนําบ้านปลอดภาระที่มีอยู่มาขอสินเชื่อลดภาระหนี้กับธนาคารผ่านทางรีฟินน์ได้ โดยธนาคารจะนําเงินกู้ที่อนุมัติให้คุณไปชําระหนี้สินที่คุณมีอยู่กับสถาบันการเงินต่างๆ แล้วมาผ่อนกับธนาคารแห่งเดียวด้วยระยะเวลาที่ยาวขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงก็สามารถช่วยให้ภาระการผ่อนชําระหนี้สินต่อเดือนเบาบางลง คุณก็จะมีชีวิตที่สุขสบายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรไปก่อหนี้เพิ่มขึ้นอีกเพราะนั่นเท่ากับว่าคุณจะกลับเข้าสู่วงจรภาระหนี้สินล้นพ้นตัวอีกครั้ง

สินเชื่อลดภาระหนี้ ต่างจากสินเชื่อบ้านแลกเงินทั่วไปอย่างไร?

สินเชื่อบ้านแลกเงินทั่วไปเป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ ธนาคารที่อนุมัติสินเชื่อจะจ่ายเงินให้กับลูกค้าทั้งจํานวนซึ่งลูกค้าจะนําไปชําระหนี้ หรือนําไปใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ ธนาคารจึงยังคงคิดภาระหนี้สินต่อเดือนเท่ากับหนี้ที่ปรากฏในเครดิตบูโร + หนี้จากสินเชื่อบ้านแลกเงินที่อนุมัติใหม่ ทําให้ลูกค้ามีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เพิ่มขึ้น ยอดอนุมัติใหม่ก็จะน้อยลงหรือไม่สามารถกู้ได้
แต่สําหรับสินเชื่อลดภาระหนี้ เป็นการขอสินเชื่อเพื่อนําไปชําระหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่ออื่นๆ เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อลดภาระหนี้แล้ว จะจ่ายเงินให้กับสถาบันการเงินที่ลูกค้าเป็นหนี้อยู่โดยตรงจึงมั่นใจได้ว่าลูกค้าไม่มีหนี้ดังกล่าวอีกและไม่คิดภาระการผ่อนชําระในบัญชีที่ธนาคารชําระหนี้ให้ ส่งผลให้การคํานวณสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ของลูกค้าสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น และได้รับอนุมัติวงเงินที่สูงขึ้น

สินเชื่อลดภาระหนี้ สามารถลดหนี้บัตรเครดิต/บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล (บัตรกดเงินสด)/ขายฝาก ได้อย่างไร?

สินเชื่อลดภาระหนี้เป็นสินเชื่อที่ใช้ที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ หรือคอนโดมิเนียมเป็นหลักประกัน ธนาคารจะทําการตรวจสอบรายได้และภาระหนี้สินที่คุณมีอยู่ปัจจุบัน แล้วคํานวณว่าหากธนาคารอนุมัติวงเงินแล้ว จะสามารถไปชําระภาระหนี้ตัวไหนให้คุณได้บ้าง เพื่อลดยอดผ่อนชําระต่อเดือนให้กับคุณ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
นาย ก. มีหนี้อยู่ 3 ประเภท ได้แก่
ประเภทสินเชื่อ  ยอดหนี้คงเหลือ  ยอดผ่อน/เดือน 
สินเชื่อบุคคล 361,335 14,490
บัตรเครดิต 555,760 5,000
สินเชื่อรถยนต์ 308,889 6,700
รวม 1,255,984 26,190
ปัจจุบัน นาย ก. มียอดหนี้คงเหลือรวม 1,225,984 บาท โดยมีภาระต้องผ่อนต่อเดือนรวม 26,190 บาท นาย ก. ต้องการลดภาระหนี้จึงนําบ้านที่ปลอดภาระมาขอสินเชื่อ ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจํานวน 1,500,000 บาท ระยะเวลาผ่อน 20 ปี ค่างวดต่อเดือน 11,200 บาท โดยธนาคารจ่ายเช็คเป็นชื่อสถาบันการเงินเพื่อชําระยอดหนี้คงเหลือให้ทั้งหมดรวม 1,225,984 บาท ส่วนที่เหลือ 274,016 บาท จ่ายเป็นชื่อ นาย ก. เพื่อนําไปใช้อเนกประสงค์ กรณีนี้ นาย ก. ยอดหนี้ที่ต้องผ่อนต่อเดือนจะลดลง จาก 26,190 บาท เหลือเพียง 11,200 บาท เท่ากับว่ามียอดผ่อนต่อเดือนลดลงถึง 14,990 บาท

อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อลดภาระหนี้ที่แจ้งเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญาหรือไม่?

อัตราที่ใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยที่อ้างอิงกับ MRR (Minimum Retail Rate) คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ตัวอย่างเช่น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลดภาระหนี้เริ่มต้นที่ MRR – 3.60% (ปัจจุบัน MRR = 9.10%) เท่ากับ 5.50% หากธนาคารประกาศปรับ MRR อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลดภาระหนี้ก็จะปรับตาม
สําหรับการคํานวณค่างวดของสินเชื่อบ้านแลกเงินทั่วไปรวมทั้งสินเชื่อลดภาระหนี้ โดยปกติจะคํานวณโดยใช้อัตราดอกเบี้ยที่กําหนดในสัญญา แล้วบวก Buffer Rate (หมายถึง อัตราที่ธนาคารจะบวกเผื่อ กรณีที่อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็น MRR หรือ MLR ปรับขึ้น) อีกประมาณ 0.50 – 1.00% แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคาร การที่ธนาคารต้องบวก Buffer Rate ในการคำนวณค่างวดต่อเดือน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อลูกค้ากรณีที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงขึ้นลูกค้าจะไม่ต้องปรับค่างวดอีก ค่างวดส่วนเกินที่เกิดจากการบวก Buffer Rate จะถูกนําไปตัดชําระเงินต้น ทําให้เงินต้นของลูกค้าลดลงเร็วขึ้น และผ่อนชําระหมดเร็วขึ้นกว่าที่ระบุในสัญญา

ทําไมดอกเบี้ยสินเชื่อลดภาระหนี้ จึงแพงกว่า Refinance?

ในมุมมองของธนาคาร สินเชื่อ Refinance เป็นสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่เจ้าของบ้านมักจะมีความหวงแหนในที่อยู่อาศัยนั้น จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่าสินเชื่อลดภาระหนี้ซึ่งเป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ที่ผู้กู้สามารถนําไปปลดภาระหนี้ และหากมีเงินเหลือก็สามารถนําไปใช้จ่ายส่วนบุคคลได้ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงในการรับชําระมากกว่า ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลดภาระหนี้จึงแพงกว่า Refinance

ปัญหาของการมีหนี้บัตรเครดิตเป็นอย่างไร ถ้าจะเคลียร์หนี้โดยสินเชื่อลดภาระหนี้ต้องทําอย่างไร?

ปัญหาของการมีหนี้บัตรเครดิตแล้วไม่ชําระตามกําหนดเวลาคือ ดอกเบี้ยผิดนัดที่มีอัตราสูงมาก และสถาบันการเงินบางแห่ง หากมีการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิตจะมีการคิดค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินแยกต่างหากอีกด้วย เมื่อไม่ชําระตามกําหนดของธนาคาร ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมก็จะเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ เดือน ทําให้เกิดภาระหนี้สินล้นพ้นตัวและประวัติการค้างชําระก็ยังปรากฏอยู่ในข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งมีผลต่อการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่าง ๆ อีกด้วย
"ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก ธนาคารไทยเครดิต"

ถ้าต้องการเคลียร์หนี้ข้างต้น โดยสินเชื่อลดภาระหนี้ที่ใช้บ้านปลอดภาระเป็นหลักประกัน กรุณาติดต่อผ่าน Refinn โดยเข้าเว็บไซต์ www.refinn.com เพื่อกรอกข้อมูลเบื้องต้น สมัครฟรี โดยทาง Refinn ไม่มีเก็บค่าบริการจากลูกค้า และจัดหาธนาคารที่มีข้อเสนอที่ดีที่สุดสําหรับท่านในการลดภาระหนี้ ช่วงนี้มีข้อเสนอดอกเบี้ยสุดพิเศษสําหรับลูกค้า Refinn หรือโทรปรึกษาได้ที่ Call Center : 02-736-9645 ในวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.30 - 17.30 หรือ Line@ : @Refinn

สําหรับในตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบ จะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหา / ประโยชน์ของสินเชื่อลดภาระหนี้ และหากจะกู้ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง รวมถึง วิธีการพิจารณาเครดิตและถ้าอยากยื่นให้ผ่านการอนุมัติควรทําอย่างไร อย่าลืมติดตามกันนะครับ

Advertorial สินเชื่อเงินสดล่าสุด