ค้นหา รถยนต์ใหม่ car
รวมรถคอนเซปต์ ในงาน MOTOR EXPO 2018 มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35

รวมรถคอนเซปต์ ในงาน MOTOR EXPO 2018 มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35

 
วันที่ : 14 พ.ย. 61
เข้าดูทั้งหมด: 2,528 ครั้ง
รวมรถคอนเซปต์ ในงาน MOTOR EXPO 2018 มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35


มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ Thailand International Motor Expo 2018 ในปีนี้มีรถยนต์ต้นแบบจากหลากหลายค่ายที่นำเข้ามาให้ชมและสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด มีรถอะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกัน 
Mazda Vision Coupe

หากมองย้อนไปถึงเรื่องของการออกแบบ "อันสง่างามสไตล์มาสด้า" คงต้องย้อนไปถึงการออกแบบรถสปอร์ต มาสด้า R360 และ มาสด้า Luce แบบคูเป้ ถึงแม้ว่าการออกแบบจะดูขัดแย้งกับเทรนด์ในช่วงนั้น แต่ในท้ายที่สุดสไตล์การออกแบบรถแบบนี้ก็ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้น "ความสง่างามสไตล์มาสด้า" ในทุกวันนี้ และนี่คือ Mazda Vision Coupe รถยนต์ต้นแบบคันล่าสุดของ Mazda ที่นำมาจัดแสดงภายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ Motor Expo 2018

Mazda Vision Coupe เป็นรถยนต์ต้นแบบที่อยู่ใน โคโดะ ดีไซน์ เฟส 2 ที่จะเป็นแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในยุคถัดไปจากนี้ของมาสด้า ด้วยการแสวงหา สร้างสรรค์ เพื่อให้รถยนต์มีความพิเศษ ตั้งแต่ภายในห้องโดยสารไปจนถึงด้านหลังด้วยความเรียบง่ายจากการยึด Golden Ratio เป็นหลักจากสัดส่วนของตัวรถคูเป้ที่มีความคลาสสิคอยู่ในตัว โครงสร้างตัวถังพร้อมมอบความรู้สึกทรงพลัง ผ่าน "less is more" หรือ "เรียบง่าย แต่ดูดี" อีกทั้งยังนำเอาความสวยงามตามธรรมชาติของแสงและเงาจากการเคลื่อนไหวของรถ แสดงออกผ่านการสะท้อนตรงพื้นผิวตัวรถตามการเคลื่อนไหวเป็นผลมาจากการออกแบบกว่า 2 ปี อีกทั้งยังใช้มนุษย์ในการออกแบบผสานกับการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ส่วนภายในเน้นให้แสดงออกถึงความปลอดภัย และความสะดวกสบายโดยไม่รู้สึกถูกจำกัดเรื่องพื้นที่ใช้สอย ด้วยการประยุกต์คอนเซ็ปต์ "MA" หรือ พื้นที่โล่ง ตามสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมต่อสื่อสารกับโลกภายนอก

Mazda Vision Coupe ยังได้รับรางวัลการันตีถึงความสำเร็จของการออกแบบของมาสด้าอีกมากมาย อาทิ Best Design Team Of THe Year 2015, World Car Of The Year 2016 & World Car Design Of The Year 2016, Most Beautiful Concept Car Of The Year 2016, Most Beautiful Concept Car Of The Year 2018 และ Concept Car Of The Year 2018 ด้วย
Mercedes Benz Concept EQA 

รถยนต์ต้นแบบที่จะแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ EQ ที่จะถูกนำมาใช้ในรถยนต์กลุ่มคอมแพค ด้วยระบบขับเคลื่อนซึ่งมีมอเตอร์ไฟฟ้าหนึ่งชุดที่เพลาหน้า และอีกหนึ่งชุดที่เพลาท้าย ทำให้ Mercedes Benz Concept EQA ให้กำลังสูงสุดกว่า 200 กิโลวัตต์ โดยสไตล์การ ขับขี่ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ ผ่านการปรับการทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อให้แบ่งกำลังไปยังล้อหน้า และล้อหลังในรูปแบบที่แตกต่างกัน

Mercedes Benz Concept EQA คือผลจากการนำปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity มาตีความใหม่ พร้อมกับขับเคลื่อนแนวคิด Modern Luxury ให้พัฒนาสู่ความเป็น Progressive Luxury โดยลบองค์ประกอบที่เป็นสัน และเส้นออกไป และก้าวสู่ความบริสุทธิ์หมดจดในอีกระดับ สัดส่วนที่น่าตื่นตารวมถึงพื้นผิวที่ราบลื่นไร้รอยต่อ เมื่อผสานกับกราฟิกเร้าอารมณ์ที่เกิดจากการใช้แผงด้านหลังแบบไฮเทคสีดำ บ่งบอกถึงความเป็นที่สุดของการออกแบบที่โดดเด่น ทำให้รถยนต์คันนี้ดูมีเสน่ห์อย่างแท้จริง นอกจากนี้รถยนต์คันนี้ได้เพิ่มความสวยงามภายนอก ด้วยเทคโนโลยี ไฟส่องสว่างที่โดดเด่นด้วยเลเซอร์ไฟเบอร์ โดยที่ตัวกลางซึ่งถูกกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์ได้ถูกฝังไว้ในแกนกลางของเคเบิ้ลใยแก้ว ไฟรูปทรงขดเกลียวเล็กๆ สวยสะดุดตาช่วยเน้นย้ำแนวคิดของรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งด้วยการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงขดลวดทองแดงในมอเตอร์ไฟฟ้า และภาพการเคลื่อนไหวที่ให้มโนภาพถึงการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า

มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ได้เพิ่มกำลังขับเคลื่อนมากขึ้นกว่า 200 กิโลวัตต์ ด้วยผลของระบบแบตเตอรี่แบบเพิ่มขยายส่วนประกอบได้ ตลอดจนระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลาที่ให้สมรรถนะอันปราดเปรียวอย่างน่าประทับใจ โหมดการขับขี่ 2 รูปแบบ คือ "Sport" และ "Sport Plus" ปรับเปลี่ยนแรงบิดที่ส่งไปยังล้อหน้า และล้อหลังในอัตราที่แตกต่างกัน จึงเลือกบุคลิกการขับขี่ในแต่ละแบบได้ แผงสีดำบริเวณตอนหน้าของรถทำหน้าที่เป็นกระจังหน้าแบบเสมือน และจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามโหมดการขับขี่ที่ใช้ โดยในโหมด "Sport" กระจังจะแสดงภาพปีกติดเปลวเพลิงในแนวนอน ส่วนในโหมด "Sport Plus" ภาพที่แสดงจะเป็นเส้นขีดแนวตั้งรูปกระจังหน้าในแบบแพนอเมริกาน่า

Mercedes Benz Concept EQA สามารถวิ่งได้เป็นระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ที่ติดตั้งเอาไว้ด้วย ซึ่งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูงนี้ เป็นแบบเซลล์กระเป๋า (Pouch Cell) ที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทย่อยของเดมเลอร์ คือ บริษัท ดอยท์ช แอคคิวโมทิฟ ซึ่งผลจากการออกแบบในแบบโมดูลาร์ ทำให้ระบบแบตเตอรี่ชนิดนี้มีความจุรวมเฉพาะรุ่นมากกว่า 60 kWh สามารถชาร์จไฟฟ้าผ่านการเหนี่ยวนําแม่เหล็กไฟฟ้า (Induction) หรือ วอลล์บ็อกซ์ และยังรองรับการชาร์จเร็ว (Rapid Charging) อีกด้วย ในส่วนของวิสัยทัศน์ด้านการใช้บริการสถานีประจุไฟฟ้าสาธารณะจะเป็นการมุ่งสู่ "การชาร์จที่ราบรื่นไร้ปัญหาติดขัด" โดยบริการที่ใช้ระบบ Mercedes me นี้ จะทำให้การชาร์จ และการจ่ายค่าบริการในสถานีประจุไฟฟ้าแห่งต่างๆ เป็นเรื่องที่แสนง่ายดาย
MG E-motion Concept 

MG E-motion Concept  เป็นการผสมผสานทั้งนวัตกรรมด้านการออกแบบ เทคโนโลยีที่ทันสมัยของเอสเอไอซี และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่งานเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 17 โดยได้รับความสนใจและเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลามทั้งในด้านดีไซน์ของรถซึ่งถูกออกแบบให้สะท้อนถึงดีเอ็นเอของแบรนด์รถสปอร์ตอย่างเอ็มจีที่แท้จริง นอกจากนี้ยังสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกใหม่แห่งอนาคต

ดีไซน์ของ MG E-motion Concept โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย แฝงไว้ซึ่งความเร้าใจ คือสไตล์ที่สื่อให้เห็นถึงทิศทางการออกแบบของรถยนต์เอ็มจีในอนาคต โครงหลังคาเส้นโค้งเรียวถูกออกแบบให้บรรจบกับตัวถังด้านท้ายรถในสไตล์รถ "สปอร์ตแบ็ก" ซึ่งเป็นดีเอ็นเอการออกแบบของเอ็มจีมากว่า 100 ปี การออกแบบด้านหน้าโดดเด่นพร้อมไฟส่องสว่างแบบแอลอีดีสุดคลาสสิกซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแสงสะท้อนของ London Eye และไฟท้ายแนวตั้งที่สานต่อสุนทรียภาพในการขับขี่ที่เปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่อนาคต  
นอกเหนือจากความโดดเด่นทางด้านดีไซน์ MG E-motion Concept ยังมาพร้อม Black Technologies เทคโนโลยีการขับเคลื่อนบนแพลทฟอร์มโมดูลาร์พลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่ปราศจากการสร้างมลพิษให้แก่สิ่งแวดล้อม และสามารถเร่งความเร็วจาก  0 -100 กิโลเมตรได้ในเวลาเพียง 4 วินาที มีระยะทางขับเคลื่อนไกลกว่า 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้เอ็มจี อี-โมชั่นยังสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอัจฉริยะเพื่อให้ผู้ขับขี่เข้าสู่โลกออนไลน์ได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว
MINI John Cooper Works GP Concprt 


จากชัยชนะในการแข่งขันมอนติคาร์โล แรลลี เมื่อปี พ.ศ. 2510 สู่แรงบันดาลใจเบื้องหลังแนวคิดของรถยนต์ต้นแบบ MINI John Cooper Works GP Concept ที่สะท้อนถึงความปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว และหัวใจของโลกมอเตอร์สปอร์ตอย่างแท้จริงในสไตล์ MINI โดยถือเป็นการสานต่อตำนานของ MINI ตัวแรงหลายรุ่น อย่าง MINI John Cooper Works GP รุ่นปี 2012 และ MINI Cooper S รุ่นปี 2006 ที่มาพร้อมชุดแต่ง John Cooper Works GP

MINI John Cooper Works GP Concept นั้นมาในสีดำ Black Jack Anthracite ที่เหลือบเป็นประกายสลับสีเทาและดำ ตัดกับสีแดง Curbside Red และสีส้ม High Speed Orange เพิ่มความร้อนแรงและเน้นให้เห็นดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวของตัวรถ โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยความกว้างของลิ้นหน้าทรงกวาดพื้นขนาดใหญ่ กระจังรังผึ้งด้านหน้า และกันชนหลัง พ่วงด้วยสเกิร์ตด้านข้างและสปอยเลอร์บนหลังคา การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบาพิเศษทำให้รถมีน้ำหนักเบาและมีการกระจายน้ำหนักที่สมดุล ให้ความแรงลู่ลมในสไตล์รถแข่งโกคาร์ทแบบฉบับ MINI ที่แท้จริง

สำหรับดีไซน์ของ MINI John Cooper Works GP Concept ในส่วนท้ายรถ ผสมผสานความงดงามและความแข็งแกร่งเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยท่อไอเสียคู่ติดตั้งตรงกลางกันชน สะท้อนดีเอ็นเอรถแข่งตามแบบฉบับของ John Cooper Works แถมเพิ่มเสน่ห์ในสไตล์อังกฤษด้วยไฟท้ายที่มาในดีไซน์ธงยูเนียนแจ็คครึ่งผืน ตอกย้ำถึงความเป็นแบรนด์สัญชาติอังกฤษได้อย่างมีสไตล์

ส่วนการตกแต่งภายใน MINI John Cooper Works GP Concept เน้นความเรียบง่าย เน้นการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ โดยผสมผสานดีไซน์สปอร์ตเข้ากับรายละเอียดต่างๆ ที่โดดเด่น ตัดด้วยสีสันสะดุดตา ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีขาวตัดด้วยหนังสีดำดุดันจากเบาะรองศีรษะและเบาะที่นั่งกระชับลำตัว นอกจากนี้ รถต้นแบบรุ่นนี้ยังติดตั้งโรลเคจนิรภัยอลูมิเนียม แผงหน้าปัดสีดำ และระบบควบคุมแบบดิจิทัลในดีไซน์สะอาดตาบนหน้าจอขนาดใหญ่กลางแผงคอนโซลรถ ที่พร้อมให้ผู้ขับขี่ปรับแต่งเพิ่มเติมได้ตามใจชอบ
ติดตามข่าว Motor Expo เพิ่มเติมผ่านทาง Facebook

ไฮไลท์ Motor Expo 2018

ย้อนรอย Motor Expo 2017

ไฮไลท์ Motor Expo 2018
ย้อนรอย Motor Expo 2017
รวม Motor Expo ปีต่างๆ