ค้นหา รถยนต์ใหม่ car
ข้อมูลความรู้ : รถยนต์ใหม่

มองต่างมุม MPV รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง รถมาแรงยุคครอบครัว 2018

แก้ไขล่าสุด : 19 ก.ย. 61
เข้าดูทั้งหมด: 7,711 คน

มองต่างมุม..! MPV รถอเนกประสงค์ 7 มาแรงยุคครอบครัว 2018

รถยนต์อเนกประสงค์แบบ MPV, SUV, PPV หรือจะเป็น Mini Van ล้วนเป็นรถที่ใช้งานได้หลายหลายและคุ้มค่า โดยเฉพาะรุ่นที่มี 7 ที่นั่ง ยิ่งมีกระแสแรงแซงรถซีดานไปไกลแล้ว ซึ่งภายในสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้มากมาย จนกลายเป็นรถยอดฮิตของปี 2017 - 2018 โดยยอดขายรถอเนกประสงค์ของแต่ละค่ายต่างก็มีเพิ่มสัดส่วนมากขึ้น นั่นหมายความว่ารถยนต์ประเภทนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวได้มากกว่ารถประเภทซีดาน
สำหรับในประเทศไทยมีรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง และเป็นที่นิยมมากเป็นพิเศษก็คือ รถยนต์ MPV ขนาดกลางหรือ Sub-Compact MPV ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องความคล่องตัว ประหยัดน้ำมัน ราคาไม่สูงเกินไปนัก และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ให้มาคุ้มค่า ใกล้เคียงกับรถยนต์ MPV ขนาดใหญ่หรูหราราคาหลักล้านบาท และแต่ละรุ่นมีความ "แตกต่าง" และมี "จุดเด่น" คนละมุมมองแตกต่างกันออกไป โดยมีจำหน่ายแล้วในไทยทั้งหมด 4 รุ่น 4 ค่ายหลักๆ ที่นิยมนั่นคือ Mitsubishi Xpander, Honda BR-V, Toyota Sienta และ Suzuki Ertiga     

Mitsubishi Xpander  (มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์)


MPV 7 ที่นั่งรูปทรงดุจยานลูกที่เพิ่งคลอดออกจากยานแม่อย่าง "ปาเจโร่ สปอร์ต" มาพร้อมความล้ำหน้าด้วยไฟหน้าแบบแนวตั้ง แต่น่าเสียดายที่ยังไม่เป็น LED กระจังหน้าและกันชนรูปทรงตัวอักษร "X" นับว่าเป็นการออกแบบที่แปลกแหวกแนวสุดๆ มีมิติตัวรถกว้าง 1,750 มม. ยาว 4,475 มม. สูง 1,695 - 1,700 มม. ระยะฐานล้อ 2,775 มม. ระยะต่ำสุดถึงพื้น 200-205 มม. มี 2 รุ่นย่อยคือ GLS-LTD ราคา 779,000 บาท และ GT ราคา 849,000 บาท   

ความโดดเด่นนอกจากไฟหน้าที่ไม่เหมือนใครและรูปทรงที่เน้นความเหลี่ยมคมดูแข็งแกร่งแล้ว ระดับความสูงใต้ท้องรถก็นับเป็นจุดเด่นที่รถรุ่นนี้ตั้งใจนำเสนอ และยิ่งเป็นรุ่นหลักที่มิตซูบิชิไม่เคยนำมาทำตลาดในไทยมาก่อน ดังนั้นจะธรรมดาได้อย่างไร เอ็กซ์แพนเดอร์มาพร้อมความสูงใต้ท้องที่ 205 มม. ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับรถปิคอัพหรือ SUV ขนาดใหญ่เลยทีเดียว อย่างเช่นปาเจโร่ สปอร์ตมีระยะต่ำสุดถึงพื้น 218 มม. หรือเทียบกันกับมิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ พลัส แอทลีท 5AT 4WD ที่มีระยะต่ำสุดถึงพื้น 205 มม.พอดี!   



ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารมาพร้อมความใหญ่โตอลังการกว่าใครในระดับเดียวกัน ภายในตกแต่งวัสดุสีเงิน และแบบเปียโนแบล็ค เครื่องเสียง 2DIN  วิทยุ, CD, DVD, MP 3, จอภาพระบบสัมผัส ขนาด 6.2 นิ้ว
ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย, USB แผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะนั่งขนาดใหญ่ เบาะแถวที่สอง แยกพับแบบ 40:60 ปรับเลื่อน หน้า-หลัง พร้อมที่พักแขน เบาะแถวที่สาม แยกพับ 50:50 พร้อมช่องวางของและแก้วน้ำอีกเพียบ 



เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว MIVEC 1.5 ลิตร 105 แรงม้า แรงบิด 141 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า ความปลอดภัยถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว, ระบบป้องกันการลื่นไถล, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน, กล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด เป็นต้น ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว และ 16 นิ้ว ตามแต่ละรุ่นย่อย

ความรู้สึกเมื่อทดลองขับ
แรกเห็น..มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ คันนี้ก็เกิดคำถามขึ้นในใจก่อนเลยว่า "รถไซส์ขนาดนี้.. เครื่องยนต์แค่ 1.5 แล้วยังเป็นเกียร์ออโต้ 4 จังหวะอีก.. จะไหวมั้ย?" แต่หลังจากได้ทดลองขับกลายเป็นว่าค่อนข้างประทับใจเลยทีเดียว  

เอ็กซ์แพนเดอร์ ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างดี ถึงแม้เครื่องยนต์จะเพียงแค่ 1.5 ลิตร แต่ก็ตอบสนองการขับขี่ได้เป็นอย่างดีเพราะได้รับการเซ็ตมาให้เหมาะสมกับรถคันนี้ เช่นเดียวกับเกียร์ออโต้ 4 จังหวะ ถึงแม้ช่วงนี้จะนิยม CVT กันมากกว่า เลยมองว่าเกียร์ที่ให้มาโบราณไป แต่ถ้าดูการตอบสนองระหว่างขับขี่แล้วก็ไม่ด้อยเลย สามารถขับขี่ได้อย่างดี เนื่องจากเกียร์แบบนี้จะตอบสนองด้านกำลังเครื่องยนต์มากกว่าอัตราสิ้นเปลือง ห้องโดยสารมีการเก็บเสียงที่ดีมากทำให้ห้องโดยสารเงียบอย่างน่าทึ่ง

การควบคุมอยู่ในเกณฑ์น่าประทับใจ เพราะด้วยความสูงของตัวรถที่เทียบเท่ากับรถกระบะ กลับขับขี่ได้อย่างนิ่งๆ ในทางโค้ง และทางตรงในช่วงความเร็วสูง จนสามารถทำความเร็วได้มากถึงประมาณ 160 กม.

ด้วยความกว้างขวางของห้องโดยสาร กับการปรับพับเบาะที่หลากหลาย ทำให้รองรับการใช้งานได้หลายรูปแบบจะเดินทางแบบทั่วไป ไปกับกลุ่มเพื่อน หรือครอบครัว ก็ทำได้สบายๆ จะขนสัมภาระก็แค่เพียงปรับพับเบาะไปตามต้องการ ที่สำคัญมีแอร์แยกเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารตอนหลังด้วย 

Honda BR-V (ฮอนด้า บีอาร์-วี)


รถอเนกประสงค์ยุคบุกเบิกมาพร้อมกับโมบิลิโอ แต่บีอาร์-วี ถูกปรับให้สูงขึ้นมีมิติตัวรถยาว 4,453-4,456 มม. กว้าง 1,735 มม. สูง 1,666 มม. ระยะฐานล้อ 2,655 มม. ความสูงใต้ท้อง 201 มม. และน้ำหนัก 1,206-1,241 กก. มาพร้อม 2 รุ่นย่อยคือ BR-V V+ แบบ 5 ที่นั่ง ราคา 755,000 บาท และ SV 7 ที่นั่ง ราคา 820,000 บาท  
ความอเนกประสงค์ของบีอาร์-วี ภายในมาพร้อมเบาะนั่งตอนกลางที่พับตลบจังหวะเดียว (One Motion) พับแยกแบบ 60:40 เลื่อนหน้า - หลัง และพนักพิงปรับเอนได้ 3 ระดับ และแถวสามพับตลบไปด้านหน้า 2 จังหวะ พับแยกแบบ 50:50 และพนักพิงปรับเอนได้ 2 ระดับในรุ่น 7 ที่นั่ง 




ความบันเทิง ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) รองรับการเชื่อมต่อ Smartphone ช่องเชื่อมต่อ USB,HDMI,AUX และลำโพง 4 จุด

เครื่องยนต์เบนซิน SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC 1.5 ลิตร 117 แรงม้า แรงบิด 146 นิวตันเมตร เกียร์ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้าระบบความปลอดภัย ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) กล้องส่องภาพด้านหลัง ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Auto Door Lock By Speed) เป็นต้น พร้อมล้อ 16 นิ้วทุกรุ่นย่อย

ความรู้สึกเมื่อทดลองขับ
ฮอนด้า บีอาร์-วี ให้อัตราเร่งที่ทันใจ ต่อเนื่องจากระบบเกียร์ CVT ที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถลากตัวรถไปได้สบายๆ แต่รอบเครื่องยนต์จะสูงและค้างในช่วงเพาเวอร์แบนด์ จึงมีเสียงดังมากหน่อย ซึ่งเป็นปกติของระบบเกียร์แบบนี้ และในบางครั้งจะมีกลิ่นเข้ามาจากด้านหน้าเข้ามาในรถอยู่บ้าง แต่ถ้าขับแบบไม่เร่งเครื่องยนต์รอบสูงๆ นั้นก็ไม่มีกลิ่นเข้ามาแต่อย่างใด อาจเนื่องจากการประกอบและการใช้ชิ้นส่วนที่ยังมีช่องว่างในระหว่างชิ้นส่วนเยอะอยู่บ้าง เสียงลมภายนอกจะเริ่มดังเมื่อความเร็วเกิน 110 กม./ชม.ขึ้นไป 
การควบคุมนับว่าอยู่ในระดับกลางๆ เนื่องจากความสูงที่มากถึง 201 มม. จึงทำให้มีความโยนตัวบ้างพอสมควร ต้องใช้ความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเลน หักเลี้ยวหรือขณะความเร็วสูงๆ ส่วนช่วงล่างจะออกไปทางนุ่มนวลที่ความเร็วต่ำๆ และมีอาการโยนบ้างที่ความเร็วสูง ตามสไตล์รถยกสูงทั่วไป 
ความสะดวกภายในห้องโดยสารนับว่าให้ความกว้างขวาง หลังคาสูงโปร่ง และเบาะแถวสองที่เลื่อนหน้า-หลังและปรับเอนได้ จึงให้ความสบายพอสมควร และการขึ้นลงก็ไม่ลำบากเพราะระดับเบาะอยู่ในช่วงที่ก้าวขาสะดวก ระบบปรับอากาศเย็นทั่วถึงด้วยแอร์ราวด้านบน และจุดวางของต่างๆ อีกมากมาย จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของรถครอบครัวที่เคยทำยอดขายได้ดีมากแล้วในช่วงเปิดตัวใหม่ๆ   
Toyota Sienta (โตโยต้า เซียนต้า)

โดดเด่นด้วยไฟหน้า Full-LED ที่ล้ำกว่าใคร (ในรุ่น V) นับเป็นรถอเนกประสงค์ที่ให้อุปกรณ์จัดเต็มแบบครบๆ ที่สุดในกลุ่ม เช่น ระบบประตูสไลต์ไฟฟ้า (ในรุ่น V) หนึ่งเดียวที่มีในตลาดรถ MPV ขนาดเล็กในประเทศไทยขณะนี้ มีมิติตัวรถภายนอก กว้าง 1,695 มม. ยาว 4,235 มม. สูง 1,695 มม. ระยะฐานล้อ 2,750 มม. ความสูงใต้ท้อง 170 มม. น้ำหนักไม่แจ้งอย่างเป็นทางการคาดว่าราวๆ 1,300 - 1,400 กก. และมิติภายใน กว้าง 1,470 มม. ยาว 2,535 มม. สูง 1,280 มม. มี 2 รุ่นย่อยคือ Sienta G ราคา 750,000 บาท และ V ราคา 865,000 บาท

ความโดดเด่นของเซียนต้าหลักๆ คือ ประตูสไตล์ทั้งรุ่น V ที่เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า หรือจะเป็นรุ่น G ที่เปิดด้วยไฟฟ้าฝั่งซ้ายและด้วยมือทางฝั่งขวา ย่อมให้ความสะดวกสบายและเป็นครั้งแรกของรถ MPV รถระดับกลางไม่เกิน 9 แสนบาทที่ใช้ประตูข้างแบบนี้ คู่แข่งส่วนใหญ่ยังคงใช้ประตูแบบเดิมๆ อยู่ จึงนับเป็นรถที่มีความโดดเด่นและน่าใช้งานมากที่สุดในกลุ่ม




เบาะนั่งแถวสองแยกพับ 50:50 แบบ 1 Touch Tumble และแถวสามแยกพับ 50:50 แบบ Dive-in พร้อมระบบรักษาความเย็น (Cool Box) อีกด้วยเทียบเท่ารถ MPV ระดับหรูราคาเกินล้านบาท ความทันสมัยที่คุ้มค่าตัวอีกมากมายได้แก่ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแอร์ผู้โดยสารตอนหลัง มาตรวัดแบบ Optitron จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (Multi-Information Display) แบบ TFT 4.2 นิ้ว ความบันเทิงด้วยเครื่องเล่น DVD หน้าจอสัมผัสแบบ 7 นิ้ว พร้อมช่องวางของอีกหลายจุด



เครื่องยนต์เบนซิน DOHC Dual 4 สูบ 16 วาล์ว VVT-i 1.5 ลิตร 108 แรงม้า แรงบิด 140 นิวตันเมตร เกียร์ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า ล้อขนาด 15 นิ้วและ 16 นิ้วตามแต่ละรุ่นย่อย ระบบความปลอดภัย ถุงลมนิรภัย 3 จุด (ผู้ขับขี่, ผู้โดยสารด้านหน้า, หัวเข่าผู้ขับขี่) ระบบควบคุมการทรงตัวอัจฉริยะ (VSC) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC ระบบป้องกันการออกตัวแบบผิดวิธี (Drive Start Control) กล้องมองหลัง (Back Camera) เป็นต้น

ความรู้สึกเมื่อทดลองขับ
โตโยต้า เซียนต้า ให้อัตราเร่งที่ไม่หวือหวานัก เนื่องจากตัวรถที่ค่อนข้างใหญ่โต แต่เมื่อความเร็วลอยตัวไปแล้วกลับขับสนุกและให้อัตราเร่งแซงได้ดีเกินคาด การตอบสนองเครื่องยนต์เมื่อกดคันเร่งแซงนับว่าทันใจ ด้วยระบบเกียร์ CVT ที่แปรผันความเร็ว ทำให้เครื่องยนต์ค้างที่รอบสูงตามสไตล์ CVT เช่นเคย แต่ก็สามารถลากตัวถังขนาดนี้ให้ทะลุความเร็วเกิน 100 กม./ชม.ไม่ยากนัก แต่ในด้านความประหยัดยังไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ ผลจากตัวรถทรงกล่องที่ต้านลมปะทะทั้งด้านหน้าหรือด้านข้าง น้ำหนักประตูสไตล์ทั้ง 2 บาน บวกประตูท้ายอีก 1 บาน จึงไม่แปลกที่จะกินน้ำมันมากไปสักหน่อย
การควบคุมนับว่าไม่โยนตัว ด้วยความสูงไม่มากเท่ารถประเภทครอสโอเวอร์หรือเรียกว่าแทบจะเท่ากับรถซีดานทั่วไป จึงไม่ค่อยมีอาการโยนตัวมากนัก และให้ยางแก้มเตี้ยมาด้วยจึงให้ความรู้สึกที่ไม่แตกต่างจากการขับรถเก๋งทั่วไปหรือวีออสเลยก็ว่าได้ คล้ายๆ กับการเอารุ่นวีออสมาครอบกระดองแบบ MPV ออกมาเป็นเซียนต้า 
ความสะดวกสบายในห้องโดยสารในแง่ผู้ใช้งานนั้นนับว่าสะดวกสบายมากที่สุดในกลุ่มรถระดับนี้ ด้วยประตูสไลด์ไฟฟ้าพร้อมปุ่มเปิด-ปิดจากคนขับ และระดับเบาะที่นั่งต่ำใกล้เคียงรถเก๋ง จึงเข้า-ออกสะดวก แม้จะเป็นผู้สูงอายุ ระบบทำความเย็นที่ทั่วถึงจากแอร์ด้านหลังบนเพดาน และความโปร่งโล่งสบายของหลังคาทรงสูงไม่รู้สึกอึดอัด เซียนต้าจึงขึ้นทำเนียบรถ MPV ที่มียอดขายแซงรุ่นอื่นๆ ในคลาสเดียวกัน และเป็นที่นิยมมากขึ้น หลังจากที่ "ฮอนด้า ฟรีด" ที่เคยโด่งดังในอดีตไม่มีการจำหน่ายรถใหม่มานาน Toyota Sienta จึงมาช่วยเติมเต็มรถกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

Suzuki Ertiga (ซูซูกิ เออร์ติก้า)


รถอเนกประสงค์ตัวใหญ่หัวใจเล็กเพียง 1.4 ลิตร รายเดียวในกลุ่มนี้ที่ออกสู่ท้องตลาดมานานจนเรียกว่าเริ่มมีอุปกรณ์ต่างๆ ตามคู่แข่งไม่ทันแล้ว แต่ก็ยังมีความสวยโดดเด่นอยู่บ้างและราคาที่ดีพอสมควร ด้วยรูปทรงสวยที่ยังทันสมัยเพลินตาอยู่ มาพร้อมการตกแต่งให้ดูหรูหราขึ้น ไฟหน้าคล้าย "สวิฟต์" โฉมก่อนปัจจุบันที่มีความโค้งมนรับกับซุ้มล้อ และกระจังหน้ากับกันชนที่ดู "แกรนด์" เกินตัว มีมิติตัวรถยาว 4,265 - 4,325 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,685 มม. ระยะฐานล้อ 2,740 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 185 มม. น้ำหนัก 1,185 - 1,195 กก. มี 3 รุ่นย่อยคือ GL ราคา 655,000 บาท GX ราคา 695,000 บาท และ Dreza ราคา 735,000 บาท 

เออร์ติก้าอาจดูว่ามีขนาดไม่ใหญ่มากนักแต่ด้วยความโปร่งของหลังคา และเบาะนั่งที่กว้างรองรับการนั่งได้ดีโดยเบาะแถวสองปรับพับ 60:40 พร้อมปรับเลื่อนหน้า-หลังได้ด้วย แถมด้วยการพับแบบ One Touch สะดวกเข้า-ออกได้ง่าย และเบาะแถวสามพับแบบ 50:50 พร้อมหมอนพิงศีรษะ จึงให้ความอเนกประสงค์ได้แบบครบครัน 



ภายในอาจดูไม่ล้ำอนาคตมากนักเพราะยังใช้แนวทางการดีไซน์เดียวกับในรุ่นสวิฟต์เป็นหลัก แต่มีข้อดีคือ ช่วงตำแหน่งคนขับมีความโปร่งโดยเฉพาะบริเวณที่วางขาที่ไม่ทำให้อึดอัด และตำแหน่งที่นั่งคนขับได้ระดับกำลังดี มองเห็นได้รอบคันชัดเจนยิ่งช่วยให้ขับง่ายขึ้น แม้จะมีรูปทรงคล้ายๆ รถตู้ในบางมุมก็ตาม และอาจต้องทำใจรับกับความโบราณในบางจุด เช่น มาตรวัดแบบทรงกลมพร้อมตัวเลขบางตัวที่ตีลังกา และจอแสดงผลเล็กๆ ตรงกลาง 

แต่ภายใต้ความโบราณก็มีความทันสมัยอยู่ไม่น้อย ได้แก่ บอกค่าอุณหภูมิภายนอกรถ ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน เครื่องเสียงที่มีช่องเชื่อมต่อ USB และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบไฟฟ้า 

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว 1.4 ลิตร 92 แรงม้า แรงบิด 130 นิวตันเมตร เกียร์ 4 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า กับความปลอดภัยระดับเริ่มต้นด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า เบรก ABS/EBD กุญแจ Immobilizer ที่มีระบบน้อยเพราะเป็นรุ่นที่ทำตลาดมานาน 

ความรู้สึกเมื่อทดลองขับ
เออร์ติก้าใช้เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร มีแค่ 92 แรงม้า แต่ว่ากลับให้อัตราเร่งทั้งออกตัวและแซงได้ดีเกินตัว ด้วยเกียร์ 4 จังหวะที่มีอัตราทดเหมาะสมกับกำลังเครื่องยนต์และตัวรถ จึงไม่รู้ว่ากำลังขับรถเครื่องเล็กๆ อยู่ บอกได้เต็มปากว่าให้อารมณ์ใกล้เคียงรถเครื่อง 1.5 ลิตร ทั่วไป เพราะมีน้ำหนักตัวน้อยเพียง 1 ตันนิดๆ จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับการใช้งานทั้งในและนอกเมืองเลย

เลือกรถให้ตรงกับความต้องการใช้งานเพื่อความคุ้มค่า

รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางสามารถตอบสนองการใช้งานสำหรับครอบครัวที่ต้องการความคล่องตัว ไปได้ทั้งครอบครัว บรรทุกสัมภาระก็สบาย ตัวรถมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป เครื่องยนต์กำลังเพียงพอต่อการใช้งานพร้อมความประหยัด และราคาที่จับต้องง่ายไม่ต้องเหนื่อยเกินไปในการจ่ายค่างวดแต่ละเดือน และให้ความสะดวกสบายพร้อมประโยชน์ใช้สอยใกล้เคียงรถ MPV ขนาดใหญ่ จึงไม่แปลกที่รถประเภทนี้ยิ่งโตขึ้นในตลาดประเทศไทยและเป็นที่ต้องการของครอบครัวยุค 2018 หรืออาจข้ามปีไป 2019 ก็เป็นได้ เรียกว่า เป็น "ดาวค้างฟ้า" ตัวจริง
แก้ไขล่าสุด : 19 ก.ย. 61
โดย
:
สินธนุ จำปีศรี
กองบรรณาธิการ เช็คราคา.คอม
 

ข้อมูลความรู้รถใหม่ล่าสุด