• รถยนต์ใหม่
  • รถยนต์ใหม่
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • รีวิว ทดลองขับ MG EXTENDER รถกระบะพันธุ์ยักษ์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 161 แรงม้า ออปชั่นโดดเด่นกว่าที่เห็น

    27 พ.ย. 62 2,181
    รีวิว ทดลองขับ MG EXTENDER รถกระบะพันธุ์ยักษ์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 161 แรงม้า
    รถกระบะ MG EXTENDER กระบะพันธุ์ยักษ์จากเซกเมนต์ใหม่ค่าย MG มีความโดดเด่นพอตัวทั้งเรื่องรูปทรงบึกบึน ออปชั่นที่ไม่เป็นรองใคร และสมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งาน แถมยังมีตัวถังที่ใหญ่โตกว้างขวาง แต่ยังไม่ปักใจเชื้อถ้าไม่ได้ลองขับจริง ซึ่งทีมงานเช็คราคาได้มีโอกาสร่วมขับทดสอบ MG EXTERDER ใหม่ บนเส้นทางภูเก็ต - สุราษฎร์ธานี ด้วยรุ่นท็อปสุด Double Cab 2.0 Grand 4WD X 6AT เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ กับค่าตัว 1,029,000 บาท พร้อมกับผู้ร่วมโดยสารอีก 2 คน  
    ภายนอก
    รูปทรงภายนอกแล้วแต่มุมมมองของแต่ละคน แต่เท่าที่ได้สอบถามพูดคุยกับสื่อมวลชนท่านอื่นๆ ต่างก็มีความชอบในหน้าตาของ EXTENDER เพราะความบึกบึนดูมีสไตล์ "ลุยและทนทาน" ให้ความรู้สึกสมบุกสมบัน เหมาะสมกับความเป็นรถกระบะที่ใช้ลุยหรือบรรทุก สำหรับส่วนตัวทีมงานเช็คราคานั้นมองว่า ไม่ถึงกับสวยนัก แต่ได้ความรู้สึกแข็งแกร่งน่าจะทนทานตามรูปทรง
    ไฟหน้าที่มาพร้อม LED Projector ปรับระดับได้สูงต่ำ และสามารถปรับลำแสงซ้าย-ขวาตามการหักเลี้ยวของพวงมาลัย อันนี้ถือว่าเป็น "ของเด็ด" ที่เหนือกว่าคู่แข่ง
    ไฟท้ายดีไซน์สวยดี แต่ว่า! น่าเสียดายที่ยังไม่ใช้ LED ส่วนกันชนท้ายนับว่าออกแบบได้แหวกแนวมาก นอกจากจะมีที่เหยียบไว้ปีนขึ้นตรกลางแล้วยังมีร่องด้านข้างๆ เอาไว้ปีนและติดตั้งทับทิมสะท้อนแสงไว้ด้วย และล้อแม็กสไตล์คุ้นตาที่มองก็รู้ว่า MG แน่นอนขนาด 18 นิ้ว และยางขนาด 255/60R18 จาก Bridegstone Dueler
     
    ภายใน
    การออกแบบภายในรถเอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์ ใหม่นี้ ขอบอกว่าดูแน่นๆ หนา สไตล์ยุโรปเรียบง่ายไม่หวือหวาหรือหรูหรานัก แต่จัดวางสวิตช์ควบคุมต่างๆ ให้ใช้งานง่ายไม่ต้องหาให้เหนื่อย มาตรวัดหรือหน้าปัด ยังดูเรียบง่ายคงเอกลักษณ์จากสีสรรสไตล์ MG ในหลายรุ่น แต่เพิ่มคิ้วโครเมี่ยมและจอแสดงผลการทำงานเอาไว้ทำให้ดูดีขึ้น
    พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและรับ-วางสายโทรศัพท์ และปุ่มครุซคอนโทรล คอนโซลกลางด้านบนมีที่วางของสามารถติดตั้งสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจได้สะดวกขึ้น 
    หน้าจอเครื่องเสียงขนาดใหญ่ 10 นิ้วแบบจิ้มติดมือด้วยระบบ "Soft Touch" รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนได้ และ AUX 1 ช่องและ USB อีก 2 ช่อง ลำโพง 6 จุดที่เสียงครบใสและหนักแน่นเพลินหู
    เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าฝั่งคนขับ 6 ทิศทางข้างคนขับ 4 ทิศทาง นับว่ามีให้มากกว่ารถระดับเดียวกันหลายรุ่น และยังปรับได้ 150 องศาอีกด้วย แต่ด้วยความที่เป็นหนังสังเคราะห์บางส่วนทำให้ผิวสัมผัสเวลานั่งและพิงหลังนั้น ยังรู้สึก "แข็ง" ยังไม่ค่อยนุ่มนวลสักเท่าไหร่นักแต่ยังได้ความกระชับเวลาขับขี่ และบริเวณรอบๆ ตัวที่นั่งตำแหน่งด้านหน้านั้นกว้าง โปร่งสบายไม่อึดอัด มีเพียงตำแหน่งคนขับที่เข่าซ้ายจะชนกับคอนโซลกลางเล็กน้อยเท่านั้น
    เบาะตอนหลังบอกเลย "กว้างใหญ่อลังการ" ราวกับว่าเป็นรถ SUV/PPV (ที่ได้แต่หวังว่าจะรีบทำตามออกมา) ด้วยพื้นที่ทั้งด้านบนศรีษะ วางขา เหลือเยอะมาก ด้านข้างก็กว้างสบาย นั่งแล้วรู้สึกหลวมๆ แต่ติดตรงที่วัสดุเบาะ "แข็ง" เช่นเดียวกับคู่หน้า จึงได้เรื่องความกว้างขวางสะดวกไม่อึดอัด แต่ "แข็งก้น" ไปสักหน่อย นอกจากนี้เบาะตอนหลังยังพับพนักพิงหลังหรือจะใช้เพิ่มพื้นที่วางสัมภาระต่างๆ ก็สะดวกดี
    สิ่งอำนวยความสะดวก
    ความสะดวกสบายหรือว่า "ออปชั่น" ใน MG EXTENDER" นับว่ามีให้เล่นเยอะโดยในบางฟังก์ชั่นนั้น เยอะกว่ารถระดับเดียวกัน เช่น ระบบ i-Smart ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน พร้อมคำสั่งเสียงวลีเด็ด "HELLO MG" ที่เมื่อใช้งานจริงในคันที่ทดสอบนั้น มีทั้งรับคำสั่งได้แม่นยำจริงและไม่ได้ เช่น สั่งเปิดแอร์หรือเบาแอร์ทำได้ทันที แต่เมื่อสั่งให้ค้นหาแผ่นที่หรือคำสั่งอื่นๆ ที่อาจจะนอกเหนือการป้อนโปรแกรม็จะงงทันที แต่ข้อดีของ i-Smart ก็ยังมีนั่นคือ แสดงสถานะการทำงาน ตำแหน่งที่อยู่ และการสั่งล็อค-ปลดล็อคและสตาร์ทเครื่องยนต์เปิดแอร์ได้ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในรถกระบะราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท
    ระบบแอร์อัตโนมัติ ยังไม่แยกปรับซ้าย-ขวา พร้อมช่องแอร์ผู้โดยสารตอนหลังและพลังการทำความเย็นที่ดีเยี่ยม ขนาดวันทดสอบจอดตากแดดแรงๆ ขึ้นรถมาไม่นานก็เย็นฉ่ำ 
    นอกจากนี้ยังมีปุ่มรับและวางสายโทรศัพท์ ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติตามปริมาณน้ำฝน ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์สมาร์ทโฟน และมีเนวิเกเตอร์ที่มีกราฟิกสวยงามและมีการแจ้งเตือนเมื่อใกล้ๆ ถึงสถานที่สำคัญต่างๆ ความเร็วที่จำกัดและรวมถึงกล้องจับความเร็วด้วย! แต่ว่าการป้อนข้อมูลเส้นทางนั้นต้องจอดรถสนิทเท่านั้นจึงจะใช้งานได้เพื่อความปลอดภัยครับ
    เทคโนโลยีความปลอดภัย
    ความปลอดภัยกับโครงสร้างตัวถังแบบ FSF (Full Space Frame) แบบ Ultra-high Strength Body ที่เห็นตัวจริงคิดว่าหนักแน่ๆ คงเร่งอืดๆ แต่กลับเร่งดีเกินคาด และระบบอื่นๆ อีกเพียบ
    • ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Braking System)
    • ระบบช่วยเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
    • ระบบช่วยกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
    • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
    • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
    • ระบบตรวจสอบความผิดปดติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
    • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
    • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descend Control System) 
    • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
    • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning System)
    ซึ่งระบบที่ใช้งานและขยันเตือนสุดๆ ก็คือ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลนที่ดังตลอดทางหากขับเข้าไปทับเส้นถนนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว แต่สามารถกดปิดระบบได้และระบบเซ็นเซอร์รอบคันเวลาจอดติดไฟแดงมักเตือนเมื่อมีรถจักรยานยนต์เข้าใกล้ ส่วนระบบช่วยเตือนมุมอับสายตานั้นหากสภาพอากาศปกตินับว่าใช้งานได้ดี แต่เมื่อฝนตกหนักๆ จะค่อยข้างรวนๆ จึงได้แจ้งทางฝ่ายเทคนิคของ MG ให้ตรวจเช็คในจุดนี้ 
    การทดลองขับ
    จากหน้าตาดูคันใหญ่โตน้ำหนักของรุ่นท็อปนี้ราวๆ 2 ตันเศษๆ แว๊บแรก "อืดแน่ๆ" แต่เมื่อลองขับจริงนั้นการตอบสนองคันเร่งในช่วงเริ่มเดินคันเร่ง เป็นอย่างคิดเอาไว้จริงๆ ซะด้วย แต่ครับแต่! เมื่อเพิ่มน้ำหนักลงไปอีกหน่อย กลับพุ่งขึ้นอีกและยังคงมีกำลังเร่งต่อเนื่องได้จนรอบกวาดไปที่ราวๆ 3,500 รอบต่อนาที จะเริ่มตื้อระบบเกียร์จึงเปลี่ยนจังหวะต่อไปให้ 
    จากการที่ได้ขับระยะทางยาวๆ ประมาณ 80 กิโลเมตร อาจไม่ไกลนักแต่ก็พอจับความรู้สึกได้ว่า ที่ความเร็วรอบต่ำจะมีการหน่วงๆ ของคันเร่งเล็กน้อย แต่ไม่นานก็มีกำลังเร่งขึ้นมา ส่วนรอบสูงๆ นั้นไม่มีปัญหาใช้งานได้ปกติ กำลังเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคนี้จากในเครือ SAIC ที่ใช้ในรถประเภทนี้มานานหลายรุ่นกำลัง 161 แรงม้า แรงบิดที่ 375 นิวตัน-เมตรนั้น เรียกว่าใช้งานได้สบายๆ แรงแซงอาจต้องขับให้คุ้นเคยเพราะว่าระบบเกียร์จะมีเวลาคิดนิดนึงก่อนเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งก็นับว่าไม่ช้าเกินไปและไม่ได้ต่างจากรถระดับเดียวกันนัก  
    ช่วงล่างนี้สิ ของจริง! ระบบช่วงล่างที่ค่อนข้างปรับมาดีให้ทั้งความนุ่มนวลที่ไม่เด้งจนปวดหัว แต่ได้ความเกาะหนึบจากโช้คอัพ SAHCS จากการได้ลองเข้าทางโค้งในความเร็วระดับปลานกลางนั้น ให้ความมั่นใจได้มาก นับว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับคู่แข่งทั่วไป ส่วนระบบเบรคที่เป็นดิสก์ 4 ล้อนั้นยอมรับว่ายังมีอาการ "หวืด" เมื่อแตะครั้งแรกจะหนักๆ และมีระยะฟรีมากสักหน่อย ต้องเพิ่มน้ำหนักลงไปอีกจึงเอาอยู่แม้จะใช้ระบบจาก BOSCH ก็ตาม ในส่วนนี้ก็ได้แจ้งทางฝ่าย MG แล้วเช่นกัน
    สมรรถนะโดยรวม MG Extender นั้นไม่แพ้รถคู่แข่งจากค่ายใหญ่ๆ เลย งานประกอบดูดีขึ้นกว่ายุคแรกๆ ที่เข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น อัตราเร่งดีพอตัว ช่วงล่างเกาะ นุ่ม หนึบ ฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกต่างๆ บางระบบมีมาให้มากกว่ารถกระบะเจ้าตลาดในราคาต่ำกว่า แต่ถ้าราคาสวยกว่านี้ (ต่ำกว่าล้าน) ได้จะนับว่าเป็นรถกระบะที่คุ้มค่าที่สุดในประเทศได้ทีเดียวครับ
    ช่วงทดสอบพิเศษ "ประหยัดน้ำมัน" โดยในทริปนี้มีการให้สื่อมวลชนร่วมกันแข่งขับประหยัดคันไหนทำตัวเลขได้มากที่สุด ซึ่งรถคันทีมงานเช็คราคาขับนั้นถึงจุดสลับคนขับ และก็ไม่ถนัดเรื่องการขับประหยัดสักเท่าไหร่นัก เน้นลองอัตราเร่งมากกว่า จึงคิดว่าจะขอขับตามๆ ไปเรื่อยๆ โดยการแข่งมีเงื่อนไขเพียงระยะทาง 90 กิโเมตร ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง และให้เติมน้ำมันแบบเขย่าเติมถัง และมาเติมอีกทีเมื่อถึงจุดหมายที่กำหนด
    ผลออกมาผู้ที่ขับได้อัตราประหยัดเฉลี่ยดีที่สุดทำได้ 16 กิโลเมตรต่อลิตรกว่าๆ ส่วนรถคันที่ทีมงานเช็คราคาทดสอบนั้นอยู่ที่ราวๆ 11 - 12 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าไม่ประหยัดแต่ก็ไม่กินจนซดเกินไป เพราะรถกระบะในปัจจุบันคันใหญ่โต ระบบเยอะมากขึ้นและแบกน้ำหนักเยอะย่อมให้อัตราสิ้นเปลืองระดับนี้เป็นปกติครับ
    ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา
    รถกระบะ MG EXTENDER ตัวโตพันธุ์ยักษ์พลังเพียงพอใช้งาน ฟังก์ชั่นทันสมัย เทคโนโลยีเยอะ สื่อสารเชื่อมต่อกับเจ้าของได้ด้วย i-Smart ช่วงล่างเด่น ภายในกว้างราวกับรถ SUV ราคาสำหรับรุ่นท็อปไม่แรงนักสัมผัสได้เพียง 1,029,000 บาท อย่าเพิ่งเชื่อ!.. ให้ไปลองทดสอบขับขี่ด้วยตัวเองก่อนแล้วมาตัดสินใจว่าที่อ่านมามันจริงหรือไม่ครับ.. 
    • สินธนุ จำปีศรี
    • สินธนุ จำปีศรี
      Car GURU Thailand

    สนใจทดลองขับ

    รีวิวรถยนต์ล่าสุด

    รีวิวล่าสุดอื่นๆ