• รถยนต์ใหม่
  • รถยนต์ใหม่
  • ค้นหาแบบละเอียด
  • เที่ยวไทยสไตล์ New Normal กับอีซูซุ .. สัมผัสธรรมชาติ UNSEEN อุทัยธานี

    16 ก.ย. 63 1,470
    เที่ยวไทยสไตล์ New Normal กับอีซูซุ .. สัมผัสธรรมชาติ UNSEEN อุทัยธานี
    หลังปลดล็อคก็ได้เวลาที่หลายคนหลายครอบครัวต่างอยากออกเดินทางไปท่องเที่ยวกันอีกครั้ง และช่วงเวลาแบบนี้การเที่ยวไทยเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและดีที่สุด นอกจากได้สำรวจมุมมองการเดินทางใหม่ๆ และยังช่วยเศรษฐกิจให้หมุนเวียน พอดีกับทาง บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ชวนเปิดประสบการณ์ใหม่กับกิจกรรมพิเศษ "เที่ยวไทยสไตล์ New Normal กับอีซูซุ" การท่องเที่ยวทางรถยนต์วิถีใหม่ พร้อมสัมผัสสมรรถนะของรถอีซูซุ ที่ท่านสามารถกำหนดเส้นทาง และรูปแบบการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเอง งานนี้เลยคัดสรรปลายทางการท่องไทยไปที่จังหวัดอุทัยธานี "เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ"
    รถคู่ใจของการเดินทางทริปนี้เป็น อีซูซุ ดีแมคซ์ Hi-Lander 1.9 Ddi M A/T ดูสวยด้วยชุดสีใหม่น้ำเงินโพลีนีเซียน พร้อมลุยทุกเส้นทางเดินรถทั้งออนและออฟโร้ดด้วยความสูงใต้ท้องรถ 240 มม. ไปเที่ยวแบบมั่นใจ โจทย์ของเราในทริปนี้คือ ทริป 2 วัน 1 คืน เดินทางขับรถไม่ไกลมาก แต่ก็ต้องไกลพอเข้าหาธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่หลายคนมักไม่เคยไปสัมผัส ใกล้เคียงกับคำว่า UNSEEN เพื่อกระตุ้นให้อยากค้นหาและออกไปรับรู้ว่าเมืองไทยยังมีอีกหลายพื้นที่น่าประทับใจจังหวัดอุทัยธานี ที่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปราว 200 กม. นับเป็นระยะทางที่กำลังพอดีและมีแหล่งท่องเที่ยวรอให้ไปเยือนอยู่ไม่น้อย พร้อมกับมีที่พักสวย บรรยากาศดีๆ มากมาย มาร่วมเดินทางไปกับเราผ่านบทความนี่กัน
    ช่วงเช้าวันแรกของการเดินทางเป็นวันศุกร์ สิ่งที่ยังต้องยึดปฎิบัติอยู่เสมอคือ เรื่องการหมั่นทำความสะอาดมือและผิวสัมผัสด้วยเจลหรือสเปรย์ผสมแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัยติดตัวเสมอเวลาออกสู่ที่สาธารณะ และเว้นระยะห่างระหว่างกัน 
    การเดินทางเริ่มจากดอนเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 1 พหลโยธิน จนมาถึงแยกเข้าสู่ถนนสายเอเชีย 32 ผ่านอยุธยา เส้นทางโดนควบคุมความเร็วไปตลอด จริงๆ ถนนสายหลักทั่วประเทศก็มีการคุมความเร็วด้วยกล้อง และด่านตรวจเป็นระยะเสมอ การวางแผนเผื่อเวลาการเดินทางจึงเป็นเรื่องจำเป็น การเดินทางในช่วงวันธรรมดารถไม่ถึงกับหนานแน่น ขับสบายๆ ใช้ความเร็วไปเรื่อยๆ บางช่วงก็เปิดระบบครูส คอนโทรล ช่วยเพื่อความสะดวกสบาย และสามารถจำกัดความเร็วได้โดยไม่ต้องระวัง ขุมพลังอีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ให้กำลัง 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,600 รอบต่อนาที ให้พลังที่ราบรื่นทุกจังหวะ ระบบเอนเตอร์เทนภายในรถสามารถเชื่อมต่อได้หลากหลาย ผู้เขียนใช้การเชื่อมผ่าน แอนดรอยด์ ออโต ผ่านสาย USB ที่สะดวกเพราะสามารถใช้ Google Map ได้ และใช้งานกับฟังก์ชันของตัวรถได้อย่างไม่มีปัญหา สามารถเลือกสั่งงานด้วยเสียงจากการกดปุ่มบนพวงมาลัย นอกจากนี้ก็ยังเล่นเพลงจากแอปฯ spotify พร้อมเลือกทัชบนหน้าจอในรถได้เลย ผู้เขียนและทีมงานใจจดจ่ออยู่กับแหล่งท่องเที่ยวที่วางไว้ในทริปนี้ ซึ่งหลายจุดไม่เคยไปมาก่อน จริงๆ คือ ส่วนใหญ่นั่นแหละ นับเป็นเรื่องแปลกที่พอมาตั้งใจหาข้อมูลการท่องเที่ยวแค่จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ รัศมี 200 กม. ก็พบว่ามีที่ไม่เคยไปมากมาย จากอยุธยาผ่านอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และเข้าอุทัยธานี แล้วมุ่งหน้าไปหุบป่าตาด สัมผัสถนนที่โอบล้อมด้วยขุนเขาที่เรียกกันว่า สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย แวะปีนเข้าถ้ำหุบป่าตาดสัมผัสบรรยากาศป่าดึกดำบรรพ์ 

    จุดเช็คอินแรกเมื่อเราเดินทางมาถึงเขตจังหวัดอุทัยธานี คือ หุบป่าตาด ในอำเภอลานสัก เส้นทางเข้าทางเดียวกับกับเขาปลาร้า แต่อยู่ก่อน 1 กิโลเมตร ถ้ำนี้ถูกค้นพบโดยพระครูสันติธรรมโกศล (หลวงพ่อทองหยด) เจ้าอาวาสวัดถ้ำทอง เมื่อปี พ.ศ. 2522 พระครูได้ปีนลงไปในหุบเขานี้ จึงพบว่ามีต้นตาดเต็มไปหมด (ต้นตาดเป็นไม้ดึกดำบรรพ์ตระกูลเดียวกับปาล์ม) แต่ก่อนไปสำรวจถ้ำหุบป่าตาด ก็ต้องมาสัมผัส สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย ที่อยู่ใกล้กัน บรรยากาศโอมล้อมด้วยขุนเขา สวยงาม แปลกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นในไทยมาก่อน


    สถานที่นี้เต็มไปด้วยความพิศวงทางธรรมชาติ จนได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปเยือน โดยหุบป่าตาดแห่งนี้มีลักษณะเป็นโถงถ้ำขนาดใหญ่ที่ภายในคือผืนป่าอันน่าพิศวง และเต็มไปด้วยความน่าทึ่งมากมาย ถ้ำหุบป่าตาดนั้นค้นพบโดยพระครูสันติธรรมโกศล (หลวงพ่อทองหยด) เจ้าอาวาสวัดถ้ำทอง เมื่อปี พ.ศ. 2522 ครั้งนั้นพระครูได้ปีนลงไปในหุบเขานี้แล้วพบว่ามีต้นตาดขึ้นอย่างดาษดื่น ซึ่งต้นตาดนั้นจัดเป็นไม้ดึกดำบรรพ์ตระกูลเดียวกับปาล์ม ท่านจึงได้เจาะถ้ำเพื่อเป็นทางเข้าไปสู่หุบป่าตาดนั้นในปี พ.ศ. 2527 
    ต่อมากรมป่าไม้ (กรมอุทยานแห่งชาติในปัจจุบัน) ได้ประกาศให้ที่นี่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีค่ายิ่งต่อจังหวัดอุทัยธานี รวมทั้งประเทศไทย เนื่องจากมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แปลกตาด้วยพันธุ์ไม้หายากมากมายหลายชนิด เช่น เต่าร้าง เปล้า คัดค้าวเล็ก ขนุนดิน เป็นต้น ทั้งนี้ หุบป่าตาดอยู่ในความดูแลของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน การเดินเข้าไปสู่หุบป่าตาดนั้น จะต้องเดินผ่านทางเดินในโถงถ้ำที่มืดสนิท และปลายทางคือปล่องขนาดใหญ่ที่มีแสงส่องลงมา พร้อมๆ กับเผยให้เห็นภาพอันน่ามหัศจรรย์ของป่าตาด ราวกับว่ากำลังหลุดอยู่ในโลกยุคดึกดำบรรพ์อย่างไรอย่างนั้น โดยลักษณะของป่าที่พบนั้น คล้ายป่าดงดิบ มีความชุ่มชื้นสูง และในช่วงกลางวันจะมีแสงอาทิตย์สาดส่องลงมากลางหุบที่ล้อมรอบด้วยภูเขาหินปูนสูงชัน 
    ภายในหุบป่าตาดมีบรรยากาศเย็นสบาย ร่มรื่น เหมาะสำหรับเดินชมธรรมชาติ โดยมีระยะทางเดินไป-กลับ 700 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ทิปส์ท่องเที่ยว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยวหุบป่าตาดคือช่วง 11:00 - 13:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แสงส่องลงมายังหุบป่าตาด ทำให้เห็นประกายของหินแวววับในโพรงถ้ำสวยงามมาก หุบป่าตาดจะปิด ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าในช่วงเวลา 16.00 น. นักท่องเที่ยวควรนำไฟฉายและยากันยุงติดตัวไปด้วย สำหรับค่าเข้าชม คนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท 
    เราติดต่อจ่ายค่าเช้าชม พร้อมได้ยืมไฟฉายจากเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ส่องถ้ำ การเดินเข้าถ้ำเหมือนจะชันแต่เดินผ่านแค่ 2 เลี้ยวก็ถึงปากทางเข้าทำ เสียงจากสรรพสัตว์ในป่า ค้างคาวในถ้ำ ทำให้เราชะงักทำใจกันอยู่สักพักก่อนเดินเข้าไป โชคดีที่ช่วงนี้แมสปิดจมูกและปากเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่พกกันตลอด ก็ช่วยทำให้ลดกลิ่นมูลค้างคาวถ้ำไปได้พอสมควร นอกจากนี้เจลแอลกฮอลล์ที่พกมาด้วยก็ช่วยได้ดี เวลาใช้มือจับปืนป่าย การเที่ยวในยุค New Normal กลายเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหลายคน ทำให้เราเที่ยวได้อย่างปลอดภัยจากเชื้อโรคที่ไม่ใช่ไวรัสโควิดไปด้วย






    หลังจากใช้เวลาชื่นชมถ้ำหุบป่าตาดและป่าดึกดำบรรพ์ด้านในอยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาสมควร ก่อนจะเย็นและวังเวงไปมากกว่านี้ เราออกมาแล้วขับอีูซูซุ ดีแมคซ์ ไปต่อกันที่วัดถ้ำทองที่อยู่ใกล้กันทางขึ้นค่อนข้างลาดชันแต่เทปูนเรียบร้อย แวะไหว้พระนอนในถ้ำ สงบจิตใจกันสักพักก่อนเดินทางไป อวตาร มิราเคิ่ล รีสอร์ต ที่พักของเราชาวคณะเช็คราคา.คอม แต่ก่อนถึงที่พักก็ได้แวะชมฝากั้นน้ำปางสวรรค์ที่อยู่ระหว่างทาง เราเห็นจากในภาพถ่ายในโซเชี่ยลดูสวยงามไม่น้อย แต่เอาจริงๆ การเดินลงไปถ่ายให้ได้ภาพแบบนั้นนับเป็นความยากลำบากอยู่พอสมควร และต้องระวังกับพื้นที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำที่ลื่นมาก จุดนี้ใช้เวลาเก็บภาพถ่ายกันสักพักจนเริ่มมืด ก็ออกเดินทางไปที่พัก
    เช้าวันที่สองเราออกมารับความสดใสขอบรรยากาศรอบ อวตาร มิราเคิ่ล รีสอร์ต ที่โอบล้อมด้วยขุนเขา เก็บภาพแห่งความทรงจำและสูดโอโซนให้เต็มปอด ก่อนเดินทางกันต่อ จุดหมายแรกของวันนี้คือ ต้นไม้ยักษ์ บ้านสะนำ โดยมีประวัติของต้นไม้ยักษ์ ที่บ้านสะนำ ในจังหวัดอุทัยธานี ถิ่นฐานเดิมชาติพันธุ์ลาวครั่ง เดิมเป็นของพ่อตาของนายเฮียง ชาวป่า เมื่ออายุ 22 ปี ได้แต่งงานกับภรรยาเมื่อก่อนนั้น พ่อตาจะขายให้กับพ่อค้าในราคา 9,000 บาท เพื่อนำไปก้านไม้ขีดไฟ ทำไม้ไอศกรีม และเอาพูพอนไปทำที่ตีข้าว แต่นายเฮียง ชาวป่า ขอต้นไม้นี้กับพ่อตาไว้ เพราะเห็นคุณค่าและความสำคัญ ไม่มีต้นไม้ใหญ่แบบนี้ในชุมชนอีกแล้ว เพราะที่มีอยู่ก็ถูกโค่นถูกล้มไปหมด เหลือต้นนี้ต้นเดียวจึงขออนุรักษ์ไว้ เราใช้เวลาเดินสำรวจ ซึบซับ บันทึกภาพ และจับจ่ายซื้อของชาวบ้านที่มาออกร้านกันจนได้เวลาพอสมควร จึงเดินทางกันไปแวะสักการะรอยพระพุทธบาทจำลอง ที่วัดสังกัสรัตนคีรี ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2443 ตั้งอยู่บนยอดเขาสะแกกรัง ปกติก็มักขับรถขึ้นไป สำหรับบางคนสามารถเลือกเดินพิสูจน์แรงศรัทธาขึ้นบันได 449 ขั้นสู่ยอดเขา แต่เราเลือกขับอีซูซุ ดีแมคซ์ขึ้นไปชมวิวเมืองอุทัยฯ จากด้านบนดีกว่า เพราะต้องใช้พลังอีกเยอะ เพื่อให้จบสวยและกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ 
    บนนี้นับเป็นจุดที่สูงที่สุดของตัวเมืองอุทัยธานี สามารถเห็นทิวทัศน์เมืองด้านล่างในมุมกว้าง สงบ สวยงาม ถ้าเป็นช่วงค่ำหลังพระอาทิตย์ตกดิน คงได้เห็นภาพแสงไฟระยิบระยับเหมือนดาวบนพื้นดิน คือ ถ้ามีโอกาสมานอนอีกครั้งคงเลือกในตัวเมืองแบบวิถีชาวบ้านและขึ้นมาบนนี้ยามค่ำอีกครั้ง โปรแกรมสุดท้ายของวันคือ ตลาดเก่าบ้านสะแกกรัง
    ตลาดเก่าบ้านสะแกกรัง หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากมาตลอดว่า ตรอกโรงยา เพราะในอดีตเป็นแหล่งสูบฝิ่นถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในปี พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ธนรัชต์ประกาศให้ฝิ่นเป็นสิ่งเสพติดผิดกฎหมาย ร้านรวงที่ไว้รองรับผู้มาสูบฝิ่นจึงต้องปิดตัวลง เหลือไว้เพียงความหลัง จนมาปี พ.ศ. 2553  ตลาดแห่งนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นถนนคนเดิน แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองอุทัยธานี นำนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้ความเป็นมาในอดีตคืนความคึกคักสู่ตรอกแห่งนี้อีกครั้ง
    เรามารอตลาดเปิดตั้งแต่ 16.00 น. แต่ฝนก็เทกระหน่ำลงมาไล่ จนต้องไปนั่งชมวิว กินโรตีมาเลฯ จิ้มนมข้นหวานรอที่ร้านมุมสะแกคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง ติดสะพานวัดโบสถ์ จนฝนซาจึงพากันไปเดินท่องตลาดกัน ถนนคนเดินที่นี่ไม่ยาวมากแต่ก็มีเสน่ห์ โดยเฉพาะอาหารการกิน ที่แปลกและไม่เหมือนที่อื่น เรามานั่งพักกันในร้านข้าวเกรียบปากหม้อวัชรี ซึ่งอร่อยขึ้นชื่อ ภายในร้านตกแต่งบรรยากาศดี เจ้าของร้านก็ใจดี เราชิมกันหลากหลายเมนูที่ซื้อจากตลาด กินไปเท่าที่พื้นที่ในท้องจะรับได้เพราะมีแต่ของอร่อยทั้งนั้น สุดท้ายก็ต้องเผื่อเวลาเดินย่อยก่อนขับกลับกรุงเทพฯ ในช่วงหัวค่ำ เป็นทริปที่อยากกลับมาซ้ำอีกครั้งจริงๆ ด้วยระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มาก และยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่งให้ไปเยือน ตลอดจนที่พักแบบโฮมสเตย์และบูติกในเมืองก็น่าสนใจ 
    จบทริป 2 วัน 1 คืน กรุงเทพฯ - อุทัยธานี กันแบบเต็มอิ่มสไตล์ New Normal กับอีซูซุ ใช้เวลาเที่ยวไทยกันอย่างคุ้มค่าจริงๆ การเที่ยวเมืองรองนับเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ฉีกกรอบไปจากความคุ้นเคยเดิมๆ ที่เรามักไปเมืองท่องเที่ยวหลักและชมสถานที่เดิมๆ กันวนไปมา การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นว่าจริงๆ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เรายังไม่รู้ให้ไปค้นหาอีกมากมาย บางที่ก็ใกล้ตัวจนเกิดคาด เหรียญมีสองด้านเสมอ การที่เราอยู่ในช่วงระวังภัยไวรัสโควิด-19 เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศลำบาก ทำให้มีโอกาสเที่ยวในประเทศมากขึ้น ทั้งยังช่วยเหลือเศรษฐกิจในยามที่บ้านเมืองไร้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีกทาง ทริปแห่งความประทับใจครั้งนี้เกิดขึันได้ต้องขอบคุณ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ที่ช่วยผลักดันให้เกิดขึ้นและนำเสนอสิ่งดีๆ แก่สังคมมาอย่างต่อเนื่อง เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยดี
    *ขอบคุณ  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เอื้อเฟื้อรถอีซูซู ดีแมคซ์ และ อวตาร มิราเคิล รีสอร์ท เอื้อเฟื่อสถานที่สวยในการพักและบันทึกภาพ

    บทความล่าสุดอื่นๆ